
ไม่เชื่อว่า'ฟีฟ่าดูถูกคนไทย'
ด้วยจำนวนผู้ชมรถติดหนึบผมไม่เชื่อว่า'ฟีฟ่าดูถูกคนไทย' : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]/ twitter@DoctorAmorn
ได้อ่านข่าวท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับกรณี สนามแข่งฟุตซอล หนองจอก ถูกสั่งห้ามใช้แข่งขันรายการชิงแชมป์โลกซึ่งไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพ โดยในเนื้อข่าว (จาก Breaking news ของ pantip.com) มีการพูดทำนองว่า การไม่ส่งหนังสือยืนยันการยกเลิกใช้สนามประกาศกันที่เมืองซูริก สวิตเซอร์แลนด์ ทั้งยังไม่ยอมแจ้งยกเลิกการใช้สนามหนองจอกมาอย่างเป็นทางการนั้น ถือเป็นการดูถูกคนไทย
ผมเห็นว่าเรื่องดังกล่าวคนไทยอาจคิดเห็นไม่เหมือนท่านผู้ว่าฯ เพราะในเนื้อข่าวเดียวกัน ยังได้ปรากฏข้อความที่นักข่าวนำเสนอมาเพิ่มเติมว่า จะปิดสนามจนกว่าจะก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ในเดือนเมษายน 2556 ทำให้ไม่น่าแปลกใจว่าเหตุใด ฟีฟ่า จึงสั่งงดใช้สนามในการแข่งขัน ในขณะที่รถรารอบสนามศุภชลาศัย วันนี้ติดขัดอย่างไม่เคยปรากฏ เพราะขาดการประชาสัมพันธ์อย่างทั่วถึงเนื่องด้วยการเปลี่ยนแปลงการใช้สนามเป็นเรื่องเกิดขึ้นอย่างกระชั้นชิด และเมื่อรับชมการถ่ายทอดทางทีวีก็พบว่า “คนชมการแข่งขันขนาดคู่สำคัญอย่าง บราซิล กับ อาร์เจนตินา โหรงเหรงผิดหูผิดตา” ปัญหาน่าจะเกิดจากการประชาสัมพันธ์ กระทั่งแว่วๆ ว่ามีการเกณฑ์คนเข้าไปนั่งเพื่อไม่ให้ภาพดูน่าเกลียดเกินไป
โดยส่วนตัวมองว่า เมื่อพิจารณาจากการเร่งรัดก่อสร้างให้สนามเสร็จทันการแข่งขันถึงขนาด ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ต้องไปค้างอ้างแรมในพื้นที่เป็นเวลาหลายคืน อาจดูเป็นการเอาจริงเอาจัง แต่เมื่อได้เห็นกระบวนการก่อสร้างวันต่อวัน และการวิพากษ์วิจารณ์ของผู้คนต่อการก่อสร้างที่ดำเนินการในเว็บไซต์ต่างๆ ก็ต้องยอมรับว่า การก่อสร้างครั้งนี้มีปัญหาน่าขบคิดมากมาย ทั้งความมั่นคงปลอดภัยในแง่ของวิศวกรรม และยังมีข้อกล่าวหาอื่นๆ ซึ่งเมื่อไม่ชัดเจนไม่มีพยานหลักฐานแน่ชัด ก็เห็นควรว่าไม่พึงนำมาพูดขยายผล
แต่สำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ มันมากกว่า “บทเรียน” เพราะสังคมซึ่งอยู่ร่วมกันนี้ มีปัญหาในเรื่องคล้ายๆ กันให้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะการก่อสร้างล่าช้าไม่เป็นไปตามสัญญา กระทั่งต้องขอขยายเวลา ด้วยข้ออ้างต่างๆ มากมาย เฉพาะอย่างยิ่ง เรา “ยังไม่ได้ยินคำชี้แจงใดๆ จากฝ่ายผู้รับเหมาทางสื่อต่างๆ” เชื่อว่าน่าจะได้ข้อมูล “ที่เป็นประโยชน์ต่อความเข้าใจว่าการล่าช้ามีประเด็นอื่นใดเพิ่มเติมหรือไม่”
วันนี้โลกแคบลงและการติดต่อสื่อสารไปไกลเกินกว่าเราคาดคิด ทำให้ข้อมูลข่าวสาร การดำเนินการใดๆ ซึ่งอยู่ในข่ายมีปัญหาให้ต้องวิพากษ์วิจารณ์กันสามารถถูกนำไปเผยแพร่ได้ไกลรอบโลกภายในเสี้ยววินาที ผมว่าวันนี้ เรื่องจะฟ้องกลับฟีฟ่า น่าจะรอไว้ก่อน แต่เรื่องด่วนและต้องคิดกันให้ถี่ถ้วนว่า หาก “ฟีฟ่า” ให้เหตุผลการไม่ใช้สนามโดยห่วงเรื่องความปลอดภัยจริง แล้วจะมี “คนไทย” ที่ไหนจะยอมไปใช้สนาม ยิ่ง “กระทรวงกีฬาฯ” ที่ผมอยากให้แยก “การท่องเที่ยว” ออกมาเป็นงานต่างหาก ทำเหมือนจะกู้หน้าด้วยการเอากีฬา คนหูหนวกโลก มาแข่งขัน ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะนอกจากไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาแล้ว ยังไม่ช่วยสร้างภาพลักษณ์อะไรให้ดีขึ้นแก่ประเทศ เพราะวัตถุประสงค์ของการสร้างสนามนั้นชัดเจน และการเอา “คนพิการ” มาเป็นประเด็นก็อาจถูกมองต่อไปได้อีกว่า ถือปฏิบัติกับคนพิการแตกต่างจากคนปกติหรือไม่ และหากไม่มีคนไปใช้ สนามหนอกจอกจะเอาไว้เล่นคอนเสิร์ตก็ยิ่งเลอะเทอะ
ทางที่ดีที่สุดและต้องทำอย่างเร่งด่วน คือ ให้วิศวกรรมสถานหรือองค์กรที่เป็นทางการ ออกมารับรองแบบเป็นวิทยาศาสตร์ว่า “สนามหนองจอกจะมีอายุการใช้งานได้นานกี่ปี” และถ้าไม่มั่นคงแข็งแรงจะต้องเสริมเติมแต่งตรงไหน ทำอะไรให้เข้ามาตรฐานแล้วค่อยมาคิดกันว่าจะทำศูนย์แสดงสินค้า ขายทอดตลาดให้เอกชน เปลี่ยนเป็นที่ทำการของหน่วยงานรัฐ ช่วยกันคิดต่าง ลืมๆ ภาพความเป็นสนามกีฬาออกไปก่อน เพราะทางเลือกอื่นที่ดีกว่ายังมีอยู่อีกมาก อย่ายึดติด อย่ากลัวการเสียหน้า หรือ ขวยเขิน กระทั่งลืมกันไปว่าเงินภาษีประชาชนทั้งนั้นในทุกโครงการที่ผ่านมาและกำลังจะทำกันต่อไป



