ข่าว

เรื่องผีๆ

เรื่องผีๆ

16 พ.ย. 2555

เรื่องผีๆ : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับประภัสสร เสวิกุล

            นิตยสารรีดเดอร์ไดเจสต์ ฉบับภาษาไทย ประจำเดือนพฤษภาคม 2012 เผยผลการสำรวจความเชื่อเรื่องผีของคนในประเทศต่างๆ และพบว่าคนไทยเชื่อเรื่องผีมากที่สุดในโลก คือสูงถึง 81 เปอร์เซ็นต์ รองลงไปคือมาเลเซีย 47 เปอร์เซ็นต์ สหรัฐ 43 เปอร์เซ็นต์ แคนาดา และฟิลิปปินส์ เท่ากัน คือ 43 เปอร์เซ็นต์  ส่วนที่เชื่อเรื่องผีน้อยที่สุดคือฝรั่งเศส 20 เปอร์เซ็นต์ บราซิล 21 เปอร์เซ็นต์ เนเธอร์แลนด์ 23 เปอร์เซ็นต์ เยอรมนี 24 เปอร์เซ็นต์ และเม็กซิโก 28 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉลี่ยแล้วมีคนในโลกประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ เชื่อว่าผีมีจริง และในจำนวนนั้นเป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย
 
             กล่าวตามความเป็นจริงแล้ว คนไทยมีความผูกพันกับผีมาแต่โบร่ำโบราณ ก่อนที่จะมานับถือพุทธศาสนาก็มีหลักฐานว่าคนไทยเรานับถือผี ซึ่งมีตั้งแต่เจ้าป่าเจ้าเขา เจ้าที่เจ้าทาง ผีบ้านผีเรือน ผีปู่ย่าตายาย เป็นต้น และเรื่องหนึ่งซึ่งอาจจะยังไม่ได้สำรวจกันก็คือเมืองไทยมีผีต่างๆ นานา น่าจะมากมายที่สุดในโลก ตั้งแต่ผีตายทั้งกลม เบบี้ผีอย่างลูกกรอก กุมารทอง รัก-ยม
 
             ผีที่แบ่งตามประเภทของการตาย เช่นจากอุบัติเหตุก็เป็นผีตายโหง ตายในน้ำก็เรียกว่าผีพราย ไปจนถึงผีที่อยู่ตามสถานที่ต่างๆ เช่นนางไม้ ผีโขมด ผีนางตะเคียน ผีนางตานี, ผีสัตว์ เช่นเสือสมิง รวมทั้งผีที่น่าตาแปลกๆ อย่างผีกระสือ ผีกระหัง ผีปอบ เป็นต้น และที่น่าสนใจก็คือเมืองไทยจะมีประชากรผีที่เป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย
 
             ความเชื่อเรื่องผีของคนไทยแต่เดิมน่าจะมาจากสภาพของบ้านเมือง ที่แวดล้อมด้วยธรรมชาติ และบรรยากาศที่ชวนให้เกิดจินตนาการถึงเรื่องราวลึกลับน่าสะพรึงกลัว รวมทั้งการเล่าขานเรื่องผีๆ สางๆ ที่สืบทอดกันมา แม้ในปัจจุบันที่เต็มไปด้วยวิวัฒนาการและเทโนโลยีสมัยใหม่ แต่ความเชื่อเรื่องผีก็ยังฝังอยู่ในหัวของคนไทยส่วนใหญ่
 
             ถ้าเรามองดูประเทศในกลุ่มอาเซียน ก็จะพบว่ามีเพียงมาเลเซียและฟิลิปปินส์ที่ติดอยู่ใน 5 อันดับแรก แต่นั่นก็หมายความว่าเป็นเปอร์เซ็นต์ที่ห่างจากประเทศไทยเกือบครึ่งต่อครึ่ง ถึงแม้ว่าการสำรวจจะไม่ครอบคลุมถึงประเทศสมาชิกบางประเทศของอาเซียน อย่างอินโดนีเซีย ลาว กัมพูชา และพม่า ซึ่งมีความเชื่อใกล้เคียงกับคนไทย หรือหลายๆ ชาติในทวีปแอฟริกาที่มีลัทธิพ่อมดหมอผี แต่ก็น่าที่การศึกษาของไทยควรจะต้องถามตัวเองว่า เมื่อไหร่ถึงจะสามารถสอนให้เด็กและเยาวชนไทยคิดเป็น แทนการจำแบบไม่ต้องคิด
 
             เมื่อไหร่ถึงจะสามารถฝึกฝนให้เด็กและเยาวชนไทยมีพัฒนาการทางความคิด จนสามารถวิเคราะห์ วิจัยและแยกแยะเรื่องราวต่างได้ แทนที่จะไหลไปตามกระแส และเมื่อไหร่ถึงจะหัดให้เด็กไทยมีรสนิยม ในด้านการฟัง การดู การอ่าน เพื่อให้เกิดความคิดที่ประณีต ไม่บริโภคหรือเสพติดสิ่งที่สื่อนำเสนอ โดยไร้ซึ่งรสนิยมอย่างที่เป็นอยู่ในเวลานี้
 
             เรื่องผีเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับสัญชาตญาณขั้นพื้นฐานของมนุษย์คือความกลัว และเกี่ยวข้องโดยตรงกับอวิชชาหรือความไม่รู้ เรื่องผีจึงไม่ต้องการการคิด ไม่ต้องการเหตุผล ไม่ต้องการข้อเท็จจริง หรือความถูกต้อง ดังนั้น เรื่องผีจึงแพร่หลายไปได้อย่างรวดเร็วในวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการใช้สื่อ เช่นรายการโทรทัศน์ ละครโทรทัศน์ ภาพยนตร์ นิตยสาร หรือหนังสือเป็นเครื่องเผยแพร่ ซึ่งบางทีเราอาจจะต้องหันมาทบทวนบทบาทของสื่อในเรื่องเหล่านี้ ว่าเป็นการสร้างความงมงายและหากินกับความงมงายหรือไม่?
 
             จากผลการสำรวจข้างต้น ในตอนแรกผมก็ค่อนข้างประหลาดใจที่สหรัฐและแคนาดา ติดอันดับท็อป 5 ของความเชื่อเรื่องผี ซึ่งมากกว่าบราซิลหรือเม็กซิโกเสียด้วยซ้ำ แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่าทั้งสหรัฐและแคนาดาในปัจจุบันมีความหลากหลายทางเชื้อชาติมากขึ้น ไม่ได้เป็นดินแดนของคนผิวขาวจากยุโรปเช่นในอดีต และคนเหล่านั้นอาจจะไปจากดินแดนที่มีความเชื่อในเรื่องผี (เช่นจากประเทศไทย)ก็ได้ หรือมิเช่นนั้น ก็เป็นผลมาจาก “ผีบนจอ” ที่นักสร้างภาพยนตร์และโทรทัศน์สร้างขึ้นมาหลอกหลอนชาวโลก จนคนอเมริกันและเพื่อนบ้านคือแคนาดาขวัญหนีดีฝ่อไปตามๆ กัน