
งบกระจุกเหตุ ส.ส.เจี๊ยวจ๊าว
รัฐธรรมนูญ มาตรา 266 กลายเป็นก้างตำคอ ส.ส.จนกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
เพราะมาตรานี้ ห้ามเด็ดขาดไม่ให้ใช้ความเป็น ส.ส.เข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงเพื่อประโยชน์ของตนเอง หรือผู้อื่น ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ในเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ หรือการดำเนินงานประจำของข้าราชการ การโยกย้าย แต่งตั้ง
โดนมาตรานี้เข้าไป ส.ส.ต่างก็จุกไปตามๆ กัน
แต่ดูเหมือน ส.ส.ของพรรครัฐบาลจะจุกมากเป็นพิเศษ
โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทย
พรรคหลังนั้น การออกปากไล่ ชาติชาย พุคยาภรณ์ พ้นเก้าอี้ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ชนิดไล่เช้าไล่เย็นนั้นสาเหตุที่บอกกับสาธารณะได้ก็คือ ไม่สนใจร่วมกิจกรรมกับพรรค ไม่สนใจ ส.ส.ของพรรค ..แต่ลึกๆ แล้วคนในพรรคภูมิใจไทยต่างก็รู้ดีว่า "กิจกรรม" หรือ "ความสนใจ" ส.ส.พรรคนั้นมันหมายถึงอะไร
เหตุการณ์ทำนองเดียวกันก็เกิดขึ้นกับพรรคประชาธิปัตย์
แต่เรื่องราวที่เกิดขึ้นที่นี่ เป็นเรื่องที่ผูกโยงกับการแต่งตั้งรัฐมนตรีที่ ส.ส.ในพรรคไม่พอใจมารวมกับประเด็นใหม่
เรื่องใหม่คาใจที่เข้ามามีกี่เรื่องไม่รู้ชัด แต่ที่ชัดเจนเป็นประเด็นที่เกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณลงพื้นที่
อย่างที่รู้กันว่า งบปี 2552 นั้นเรียบร้อยโรงเรียน สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ไปนานแล้ว
รัฐบาลอภิสิทธิ์เข้ามา ก็ทำได้แค่หาเงินมีเติมให้ครบตามเป้าที่รัฐบาลสมชายวางแผนใช้จ่ายเอาไว้ในก่อนหน้านี้
โครงการที่คิดจะประมูลใหม่ มากแค่ไหน ก็ต้องหาเงินมาโปะมากเท่านั้น
นั่นคือที่มาของความพยายามไปขอกู้เงินจากต่างประเทศและในประเทศ ที่ พ.ร.ก.กู้เงินฉบับแรก 4 แสนล้านบาท อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญนั่นแหละ
ถึงแม้ว่ายังไม่รู้ว่าจะออกหัวหรือก้อย ยังไม่รู้ว่าจะกู้ได้หรือไม่ได้ "โครงการ" ที่จะใช้เงิน มันต้องเรียบร้อยกันแล้ว ...และก็นี่แหละคือที่มาของเหตุปั่นป่วน
อาจจะเป็นชนวนเหตุที่ เฉลิมชัย ศรีอ่อน รองหัวหน้าภาคกลางของพรรคประชาธิปัตย์ พูดต่อหน้า นายกฯ อภิสิทธิ์ ว่า พวกผมมีมากกว่า 40 คน
ใครก็รู้ว่าในพรรคประชาธิปัตย์นั้น เฉลิมชัย ไม่ได้คุม ส.ส. 40 คน แต่ทุกคนรู้ว่าความรู้สึกร่วมนับแต่คราวจัด ครม.มาร์ค 1 นั้น มีมากกว่า 40 คน !
ที่ เฉลิมชัย กล้าพูดในเรื่องนี้ ในจังหวะนี้ ใช่หมายถึงเรื่องคาใจสมัยจัด ครม.กระนั้นหรือ ?
ไม่ใช่เรื่องยากหรอกที่จะตอบคำถามนี้
แต่มันยากที่จะอธิบายแบบตรงไปตรงมา หรือโวยวายให้ใครต่อใครได้ฟังถึงความทุกข์ร้อนของส.ส.ได้ ในเมื่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 266 รัดคออยู่
เมื่อ ส.ส.ไม่กล้าโวยเพราะกลัวขัดรัฐธรรมนูญ รัฐมนตรีก็ทำเฉย ส.ส.ก็ต้องแบกหน้าไปเจรจากับชาวบ้านที่รอโครงการ รวมถึงนายทุนท้องถิ่นซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เป็นกลไกขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจและการเมืองชิ้นสำคัญ
หลายโครงการถูกจัดการเสียตั้งแต่ส่วนกลาง เม็ดเงินก็ไปไม่ถึงฟันเฟืองระดับล่าง และกระทบต่อความมั่นคงของ ส.ส.ในการเลือกตั้งครั้งหน้าโดยตรง
ความปั่นป่วนวุ่นวายภายในจึงทะลักออกมาฟ้องสายตาชาวบ้าน
ปัญหาของประชาธิปัตย์พิเศษกว่าพรรคอื่นก็ตรงที่ "ปล่อย" กระทรวงสำคัญให้แก่พรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย ซึ่งคุมท่อส่งโครงการสำคัญอยู่ที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
ก้าวย่างของประชาธิปัตย์จึงต้องระมัดระวังจากรอบทิศ ขณะเดียวกันก็ประคับประคองให้ผ่านไปจนถึงเวลาที่ได้จัดทำงบประมาณของตนเอง นั่นก็คือ งบประมาณปี 2553
ทำงบเสร็จเมื่อใด ความเข้มแข็งก็จะกลับมาเยือนประชาธิปัตย์อีกครั้ง !
นั่นหมายความว่า พร้อมที่จะรับมือกับศึกทุกด้าน แม้แต่การล้างไพ่ใหม่ หรือยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่
แต่วันนี้ เอาแค่แก้ปัญหา "งบกระจุก" ที่แก๊งออฟโฟร์ หรือ คนแวดล้อม ที่มือ "ขั้นเทพ" จัดส่วนเศษๆ กระจายไปให้ผู้สนับสนุนในสภาให้ได้เสียก่อนก็แล้วกัน



