
สนธิ-จำลองกับภารกิจโหดหิน
หลังจาก เขย่าขวด กันอยู่นาน ก็ยังหาจุดลงตัวไม่ได้สักที แต่พลันที่ สนธิ ลิ้มทองกุล ถูกสาดกระสุนจนแทบเอาชีวิตไม่รอด ความคิดที่จะจัดตั้ง พรรคการเมือง ก็ลุกโชติช่วงขึ้นกลางบ้านพระอาทิตย์ อีกรอบ
กระบวนการ “ทำคลอด” พรรคการเมืองก็เป็นไปอย่างยิ่งใหญ่ที่สนามฟุตบอล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต
ท่ามกลางคำถามรอบทิศว่า “พันธมิตร” จะก้าวเดินอย่างไร บนถนนสายอำนาจ...???
เพราะสิ่งที่พันธมิตรกำลังทำอยู่นั้นคือการสร้างประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่ขบวนการภาคประชาชนได้ยกระดับจากกองกำลังบนท้องถนน แปรขบวนเข้าไปต่อสู้ในรัฐสภา ในสถานะ “พรรคการเมือง”
การก้าวเดินขึ้นสังเวียนการเมืองของพันธมิตรครั้งนี้ สร้างแรงสั่นสะท้าน สะเทือนไปทั่วทั้งสังเวียน
เพราะโครงสร้างของ “พรรคพันธมิตร” ไม่เหมือนพรรคการเมืองที่มีอยู่ในตลาดเวลานี้
“พันธมิตร” มีมวลชนที่เป็นกองกำลังของตัวเองอย่างชัดเจนที่ยึดโยงด้วยอุดมการณ์ ไม่ต้องใช้หัวคะแนนกะเกณฑ์ จ้างวานให้มาร่วมกิจกรรมกับพรรค
ดังนั้น เมื่อพรรคที่มีขบวนการจัดตั้งเหนียวแน่น ก้าวมาลงสนามการเมือง “พรรคเพื่อไทย” ศัตรูอันดับหนึ่งของพันธมิตร ก็ออกอาการหวั่นไหว เริ่มแขวะ “สนธิ ลิ้มทองกุล” ทำนองว่ากลับคำพูด ที่เคยให้ไว้ในช่วงที่ชุมนุมประท้วงว่าจะไม่เล่นการเมือง รีบทำลายความน่าเชื่อถือกันตั้งแต่ก้าวแรก
ขณะที่ท่วงทำนองของ “พรรคประชาธิปัตย์” ทั้ง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” และ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ที่กดเก็บความวิตกกังวล อ้าแขนต้อนรับพันธมิตรขึ้นสู่เวทีด้วยความอบอุ่น
แต่การเข้าไปสู้รบตบมือกับ “นักเลือกตั้ง” ในสภานั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เหมือนที่ฝันไว้
การที่ “พันธมิตร” วางบทบาทของตัวเองว่าจะเป็น พรรคที่เชิดชูอุดมการณ์ บวกคุณธรรมจริยธรรม แม้จะเป็นแนวทางที่ถูกต้องที่ทุกพรรคการเมืองในปัจจุบันควรจะเอาอย่าง
แต่ในสภาพความเป็นจริงแล้ว “พันธมิตร” จะเอาตัวรอดได้หรือไม่ ในกระแส “ธนกิจการเมือง” ที่เชี่ยวกรากเช่นนี้...!!!
ถ้าพิจารณาจากบทเรียนในอดีตก็จะมีพรรคอย่าง “พลังธรรม” ที่เป็นพรรคแห่งอุดมคติ ยึดคุณธรรม เป็นอุดมการณ์สูงสุด ไม่ใช้เงิน ไม่มีการซื้อเสียง เคยฟีเวอร์ถึงขีดสุดในการเลือกตั้งปี 2535 โดยกวาด 32 เก้าอี้จากทั้งหมด 35 ที่นั่ง ใน กทม.
คงเหลือที่ไว้ให้แต่เพียง “สมัคร สุนทรเวช” “ลลิตา ฤกษ์สำราญ” และนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ที่ขณะนั้นกำลังพุ่งแรงเหลือหลาย
แต่สุดท้ายกระแสการเลือกตั้งที่ใช้เงิน ก็เบียดขับพรรคพลังธรรมจนร่วงเวทีการเมืองไปอย่างน่าอเนจอนาถ พร้อมๆ กับบทบาทของ “พล.ต.จำลอง” ที่ค่อยๆ จางหายไป
หรือบทเรียนจาก “พรรคกรีน” ในประเทศเยอรมนีที่ก่อตัวเป็นพรรคการเมืองจากรากฐาน “อุดมการณ์” ชูวาระในการสร้างระบบนิเวศที่มีความเป็นธรรม
เช่นเดียวกับที่ “พันธมิตร” ชูวาระการสร้างการเมืองใหม่เป็นอุดมการณ์
ก็มีกระแสร้อนแรงในช่วงออกสตาร์ท สามารถคว้าที่นั่งในสภาได้ถึง 27 เก้าอี้ แต่จากนั้นไม่นานกลุ่ม ส.ส.ในพรรคก็แตกแยกกันเอง โดยส่วนหนึ่งยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์อย่างเหนียวแน่น
ขณะที่อีกส่วนหนึ่งหลงไปกับผลประโยชน์ในสภา อุดมการณ์เจือจางไปตามผลประโยชน์ที่ได้รับการหยิบยื่น
สุดท้ายก็ไปไม่รอด...!!!!
แต่ “พันธมิตร” ถือว่าได้เปรียบ เพราะได้เรียนรู้สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในประวัติศาสตร์ เพื่อมาปรับแต่งขบวนการเมืองของตัวเอง นำจุดดีจุดด้อยในอดีตมาเป็นบทเรียน
การที่พรรคการเมือง แบบพันธมิตรที่มีลักษณะมาซปาร์ตี้ (Mass Party) มีมวลชนหนุนหลังชัดเจน ไม่ต้องใช้หัวคะแนนกะเกณฑ์ จ้างวานมวลชนมาร่วมกิจกรรมกับพรรค
จุดชี้วัด ความ “สำเร็จ” หรือ “ล้มเหลว” จึงอยู่ที่การเคลื่อนไหวในสภา กับนอกสภาจะสอดรับ ประสานเสียงไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่...!!!
ทั้ง 2 ภาคส่วนจะเข้าใจกันดีหรือไม่ ถ้าสอดรับกันดีก็จะเป็นพลังมหาศาล
แต่ถ้าในสภา และนอกสภา ขัดขากันเมื่อไหร่ ศรัทธาจากมวลชนถดถอยลง มีความระแวงเกิดขึ้น ด้วยเงื่อนไข ผลประโยชน์และอำนาจทางการเมือง ที่จะหลั่งไหลเข้ามา
ปัจจัยแทรกซ้อนเหล่านี้ หากเกิดขึ้นแล้วจะกอบกู้ขบวนการประชาชนให้กลับมาเป็นเอกภาพยากยิ่งกว่าตอนไม่มีพรรคการเมืองหลายเท่า
ดังนั้น ระหว่าง “สนธิ” กับ “จำลอง” ใครจะคุมทัพในสภา และนอกสภาก็ตกลงกันให้ดี แต่ย้ำอีกทีว่า “โหดหิน” พอๆ กัน...!!!
เสถียร วิริยะพรรณพงศา



