ข่าว

'ไร่ส้ม-สรยุทธ'ส่อได้คืน138ล้าน

'ไร่ส้ม-สรยุทธ'ส่อได้คืน138ล้าน

15 พ.ย. 2555

'ไร่ส้ม-สรยุทธ'ส่อได้คืน138ล้านตุลาการศาลปค.มีความเห็นหนุน ควรสั่ง 'อสมท' คืนพร้อมดอกเบี้ย เจ้าตัวเผยต้องรอศาลตัดสินก่อน พ้อเดี๋ยวนี้สังคมพิพากษากันง่าย

                เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 15 ต.ค. ที่ห้องพิจารณา 2 ศาลปกครองกลาง ถ.แจ้งวัฒนะ นายสุชาติ ศรีวรกร ตุลาการหัวหน้าคณะและเจ้าของสำนวน คดีบริษัท ไร่ส้ม จำกัด พร้อมองค์คณะ ออกนั่งพิจารณาคดีครั้งแรก คดีหมายเลขดำ 1141/2551 ที่ บริษัท ไร่ส้ม จำกัด ที่มีนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา เป็นกรรมการบริษัทยื่นฟ้อง บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ถูกฟ้อง เรื่องผิดสัญญาทางปกครอง ขอให้ชำระเงินคืนจากผิดสัญญาร่วมดำเนินการรายการโทรทัศน์ โดย บริษัทไร่ส้ม กล่าวหา  บริษัท อสมท  ผิดข้อตกลงและสัญญาร่วมผลิตรายการโทรทัศน์ในชื่อรายการ “คุยคุ้ยข่าว” ที่ออกอากาศสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ โดยมีการเรียกเก็บค่าโฆษณาส่วนเกิน จาก บริษัทไร่ส้ม โดยไม่ให้ส่วนลดทางการค้าตามข้อตกลง และ อสมท ยังได้โฆษณาเกินส่วนแบ่งเวลาตามข้อตกลงอีกด้วย ซึ่งบริษัทไร่ส้มเคยมีหนังสือเพื่อขอให้บริษัท อสมทคืนเงินค่าโฆษณาที่ บริษัทไร่ส้ม ได้ชำระเกินไป รวมทั้งให้บริษัท อสมท  ชำระเงินค่าโฆษณาส่วนเกินให้บริษัทไร่ส้มด้วย แต่บริษัท อสมท กลับเพิกเฉย

                นายสรยุทธเดินทางมาด้วยตัวเอง เพื่อแถลงคดีด้วยวาจาเพิ่มเติมต่อศาล ซึ่งใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง สรุปว่า การทำสัญญาระหว่างบริษัท อสมท กับบริษัทไร่ส้ม เป็นสัญญาประเภทไทม์แชร์ริ่ง ที่ระบุการแบ่งผลประโยชน์จากโฆษณา 50/50 ซึ่งหมายรวมถึงโฆษณาส่วนเกินที่ทั้งสองฝ่ายควรนำมาแบ่งด้วยตามเงื่อนไขเดียวกัน

                ขณะที่นายสรยุทธยังได้นำเอกสารเกี่ยวกับแจ้งคิวโฆษณาของบริษัทอื่นที่ทำสัญญากับบริษัท อสมท มาแสดงเปรียบเทียบให้ศาลเห็นเป็นตัวอย่างด้วยว่า กรณีบริษัท เอ็กแซ็กท์ จำกัด และ บริษัท ซีเนริโอ จำกัด ที่เคยมีการแจ้งคิวโฆษณาล่วงหน้าก่อนเพื่อให้ฝ่ายรายการจัดสรรเวลาแล้วจึงจะมีสิทธิ์เรียกร้องค่าส่วนลดการตลาด 30 % นั้น จากระเบียบปฏิบัติที่ผ่านมาพบว่าไม่มีเงื่อนไขการต้องแจ้งล่วงหน้า ซึ่งบริษัท อสมท เองเพิ่งจะออกระเบียบดังกล่าวมาภายหลังที่เกิดกรณีพิพาทบริษัทไร่ส้มแล้ว ซึ่งตามหลักกฎหมายหากพบว่าการออกระเบียบข้อบังคับที่เกิดขึ้นในภายหลังเป็นคุณเป็นโทษกับผู้ฟ้องจะนำมามาบังคับใช้ย้อนหลังไม่ได้

                นายสรยุทธระบุด้วยว่า การที่บริษัท อสมท อ้างว่าโฆษณาส่วนเกินทั้งหมดเป็นของบริษัท อสมท  ถือว่ารังแกผู้ร่วมสัญญา ซึ่งบริษัท อสมท จะอ้างว่าเป็นเจ้าของสถานีและเจ้าของเวลาแล้วจะโฆษณาเท่าใดก็ได้นั้นไม่เป็นธรรม ซึ่งหากจะบอกว่าใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะทางบริษัทยอมรับได้แต่ไม่ใช่การใช้เพื่อขายสินค้า เพราะถ้ามีผู้กำหนดสิทธิ์เพียงฝ่ายเดียวแล้วจะมีสัญญาแบ่งปันผลประโยชน์กัน 50/50 เพื่ออะไร

                ภายหลังนั้นองค์คณะตุลาการศาลปกครองกลาง ได้พิจารณากรณีที่บริษัทไร่ส้ม ผู้ฟ้อง ได้ขอให้ศาลมีคำสั่งพักการพิจารณาคดีนี้ไปจนกว่าจะมีคำพิพากษาคดีอาญา ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดกรณีบริษัทไร่ส้ม ร่วมกับพนักงานบริษัท อสมท ยักยอกเงินโฆษณาที่ได้รับเกินกว่าสัญญาที่บริษัทไร่ส้ม ทำไว้กับบริษัท อสมท. ทำให้บริษัท อสมท ได้รับความเสียหายถึง 138,790,000 บาท โดยบริษัทไร่ส้ม ยังขอให้ศาลไต่สวนเพิ่มเติม น.ส. บุณฑณิก บุลย์สิน ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สำนักการตลาด ของบริษัท อสมท ด้วย เนื่องจากเป็นผู้ที่รู้วิธีการปฏิบัติเกี่ยวกับการแจ้งใบคิวโฆษณาส่วนเกินล่วงหน้าเป็นอย่างดี

                ทั้งนี้องค์คณะตุลาการศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีทางปกครองไม่ได้ผูกพันกับคดีอาญาเหมือนกรณีคดีแพ่งและวิธีการพิจารณาทางปกครองนั้น กำหนดให้ศาลได้แสวงหาข้อเท็จจริงได้ด้วยตัวเอง ซึ่งกรณีนี้ศาลเห็นว่าได้ข้อเท็จจริงเพียงพอแล้ว ศาลจึงให้นายอนุชา ฮุนสวัสดิ์กุล ตุลาการผู้แถลงคดี ได้แถลงความเห็นเกี่ยวกับคดีนี้ต่อองค์คณะทันที

                นายอนุชาแถลงโดยมีความเห็นว่า จากข้อเท็จจริงและระเบียบต่างๆ ที่บริษัท อสมท อ้างว่าจะต้องแจ้งใบคิวโฆษณาส่วนเกินล่วงหน้านั้น พบว่าสำเนาการขอซื้อเวลาโฆษณาล่วงหน้าของบริษัทอื่นที่ทำสัญญา กับบริษัท อสมท ที่ บริษัท อสมท  อ้างมาเป็นตัวอย่างแสดงต่อศาล ทำให้เห็นว่าระยะเวลาของการแจ้งดังกล่าว ห่างจากระยะเวลาที่มีการทำสัญญาถึง 15 วันโดยไม่มีการลงนามของคู่สัญญา ประกอบกับคำให้การของนางพิชชาภา เอี่ยมสะอาด เจ้าหน้าที่ลงคิวของ บริษัท อสมท  ระบุถึงกรณีตัวอย่างของ บริษัท เอ็กแซ็กท์ จำกัด และ บริษัท ซีเนริโอ จำกัด ว่าไม่ได้มีการแจ้งซื้อเวลาล่วงหน้า ดังนั้นจึงเชื่อว่า ในทางปฏิบัติต้องมีการแจ้งก่อนออกอากาศ ผู้จัดเวลาของสถานีจึงจะรู้ว่ามีเวลาให้ออกอากาศได้หรือไม่ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับทั้งสองฝ่ายที่จะมีเวลาไปหาโฆษณาได้เต็มที่ โดยถ้าเวลาไม่มีให้ทางบริษัท อสมท ก็มีอำนาจตัดเวลาของโฆษณาได้

                ขณะที่เมื่อพิจารณาผลการสอบสวนข้อเท็จจริงจากคณะกรรมาธิการวุฒิสภาชุดของ พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ สมัยเป็นส.ว.ก็พบว่าส่วนหนึ่งเป็นความบกพร่องของเจ้าหน้าที่บริษัท อสมท  รวมทั้งผู้ตรวจสอบภายในที่ทำให้เกิดความบกพร่องในการลงคิวโฆษณาเกิน แต่ยังไม่มีหลักฐานชัดที่โยงถึงการจ้างวานให้ทำทุจริต โดยตุลาการผู้แถลงคดีเห็นว่าการโฆษณาส่วนเกินนั้นมีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตรวจสอบจำนวนมาก ซึ่งเอกสารการลงคิวโฆษณาก็มีเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายที่จะตรวจสอบได้ไม่ยาก ดังนั้นจึงน่าจะเป็นไปได้ยากหรือแทบเป็นไปไม่ได้ ที่บริษัทไร่ส้มจะจ้าง นางพิชชาภาเพียงลำพังแล้วสามารถทุจริตค่าโฆษณาส่วนเกินไป คำอ้างของบริษัท อสมท จึงฟังให้ขึ้น

                เมื่อไม่อาจสรุปได้ว่า การที่ต้องแจ้งใบคิวโฆษณาส่วนเกินล่วงหน้าเป็นวิธีการปฏิบัติโดยปกติ และการที่บริษัท อสมท ไม่เรียกค่าโฆษณาส่วนเกินจากบริษัทไร่ส้มเป็นระยะเวลานาน 1 ปีเศษ ก็เป็นความบกพร่องของพนักงานบริษัท อสมท เอง ขณะที่มีบริษัทกลางทำหน้าที่ตรวจสอบการออกอากาศจริงของโฆษณาทุกครั้งก็ยืนยันจำนวนโฆษณาตรงกับใบคิวของบริษัทไร่ส้ม ดังนั้นเมื่อบริษัทไร่ส้มปฏิบัติถูกต้องตามสัญญา ดังนั้นตุลาการผู้แถลงคดี จึงเห็นสมควรว่า คดีนี้ควรมีการคืนค่าส่วนลดการตลาดจากโฆษณาส่วนเกิน ที่บริษัทเรียกเก็บไปแล้วจากบริษัทไร่ส้ม พร้อมภาษี และดอกเบี้ย 7.5 % รวม 49.35 ล้านบาทเศษ คืนให้บริษัทไร่ส้ม รวมทั้งเงินส่วนแบ่ง 50 % จากค่าโฆษณาส่วนเกิน ที่บริษัท อสมท ได้เบียดล้ำสิทธิ์ของบริษัทไร่ส้ม ซึ่งได้มีการหักค่าการตลาด 30 % ออกแล้วพร้อมดอกเบี้ยอีก 7.5 % นับแต่วันรับฟ้องจนชำระหมดสิ้นให้บริษัทไร่ส้มด้วย

                ส่วนบริษัทไร่ส้มขอเรียกส่วนแบ่งค่าโฆษราส่วนเกินในส่วนของบริษัท อสมท คืนนั้น ตุลาการผู้แถลงคดีเห็นว่า สัญญาไทม์แชร์ริ่ง กำหนดส่วนแบ่ง 50/50 เป็นหลักประกันผลประโยชน์ทั้งสองฝ่าย หาก บริษัท อสมท มีรายได้โฆษณาที่ล้ำเข้าไปในสิทธิเวลาโฆษณาครั้งละ 2.5 นาทีของบริษัทไร่ส้ม ก็ถือว่า บริษัทไร่ส้มได้รับความเสียหาย ก็ควรชดเชยให้ตามสัญญา ซึ่งต้องไปคำนวณตามข้อเท็จจริงอีกครั้ง แต่หากเป็นการโฆษณาเกินโดยที่ บริษัทไร่ส้มเองใช้สิทธิ์เวลาโฆษณาเต็มที่แล้ว ก็เป็นเรื่องของการล้ำเวลาของรายการ หรือรายการอื่นต่อจากนั้น ซึ่งเป็นกรณีที่ต้องไปว่ากันอีกครั้ง

                ภายหลังตุลาการผู้แถลงคดี แถลงความเห็นต่อองค์คณะฯ แล้ว ศาลจะได้กำหนดนัดฟังคำพิพากษาคดีนี้ต่อไป

                ด้านนายสรยุทธกล่าวว่า ตนเคารพศาล แต่ที่ศาลมีความเห็นวันนี้ยังไม่ใช่คำพิพากษา จึงต้องรอฟังคำพิพากษาของศาลอีกครั้ง ซึ่งเราก็ต่อสู้ไปตามกระบวนการยุติธรรมที่เราได้ยื่นฟ้องเรียกเงินคืนจากบริษัท อสมท อย่างไรก็ดีตนยังไม่ขอพูดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะเกรงว่าจะเป็นการละเมิดอำนาจศาลซึ่งตนเป็นผู้ได้เสียในคดีนี้

                เมื่อถามว่า แนวทางความเห็นตุลาการผู้แถลงคดีวันนี้ ให้บริษัทไร่ส้มชนะคดีใช่หรือไม่ นายสรยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้ยังไม่ใช่คำพิพากษาของศาล ขอให้รอฟังคำพิพากษาอีกครั้ง

                เมื่อถามถึงความรู้สึกต่อ กรณีที่หลายฝ่ายกล่าวถึงการทำหน้าที่สื่อของนายสรยุทธและบริษัทไร่ส้ม นายสรยุทธ กล่าวว่า ตนรู้สึกว่าเดี๋ยวนี้มีคำพิพากษากันง่ายในสังคม ส่วนตัวเคยยืนยันตั้งแต่ต้นแล้วว่า ตนสู้ตามกระบวนการยุติธรรมและระบบกฎหมายไม่มีอะไรนอกระบบ ซึ่งตนก็เดินหน้าตามนั้นมาตั้งแต่วันที่กล่าวหาจนถึงวันนี้

                “สิ่งที่เกิดขึ้นก็แล้วแต่ใครจะว่า แต่เรื่องที่มีการบอกว่า มีการถอนโฆษณา ผมก็ยืนยันว่าไม่ใช่อย่างนั้นไม่มีการถอนโฆษณา ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ที่ผมอ่านข่าวผมก็เห็นว่ามีบุคคลที่ปรากฏเป็นข่าวบอกว่าจะยุติอะไรเนี่ย คือ1.ในวงการโฆษณาเขารู้กันว่าไม่มีสัญญาผูกพันจะทำกันถึงวันไหน สำหรับผมจึงเห็นว่าเป็นข่าวเต้าข่าวมั่ว ซึ่งความจริงไม่ตรงกันระหว่างข่าวที่กับบริษัท เพราะบริษัทที่ติดต่อมาเขาก็ว่าไม่จริงเรื่องถอนโฆษณา จึงขอให้รอดูดีกว่า ” นายสรยุทธ