ข่าว

'สุเทพ'ซัด'เฉลิม'พูดเลอะเทอะ

'สุเทพ'ซัด'เฉลิม'พูดเลอะเทอะ

15 พ.ย. 2555

'สุเทพ' ซัด 'เฉลิม' พูดเลอะเทอะ หลังปูดพรรคการเมืองใหญ่ขนคนเติมม็อบ 'เสธ.อ้าย' ท้าแจงให้ชัด ด้าน 'บุญยอด' แฉ 'สมศักดิ์' ใช้งบทัวร์นอกสูงเกินเหตุ เล็งยื่นถอดถอน

                      15 พ.ย.55 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่าพรรคการเมืองใหญ่ขนคนมาเติมม็อบกลุ่มองค์การพิทักษ์สยามเพื่อล้มรัฐบาลว่า ร.ต.อ.เฉลิมไม่ใช่คนที่น่าเชื่อถือ พูดจาเลอะเทอะ อย่าไปใส่ใจอะไร เพราะพูดประจบสอพลอผู้มีอำนาจ แต่ตนอยากให้ร.ต.อ.เฉลิมพูดให้ชัดว่า จะใส่ร้ายใคร และเป็นพรรคการเมืองไหน ตนจะได้ดำเนินคดีได้ถูก ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่า ยึดมั่นกติกาทางการเมืองว่า รัฐบาลมีวาระในการดำรงตำแหน่ง และจะไม่กระทำการที่น่ารังเกียจ เกเร เหมือนกับที่พรรคเพื่อไทยเคยทำในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่มุ่งล้มล้างรัฐบาล

                      ส่วนกรณีที่ ผบ.ตร.ระบุว่า มีการลงขัน 6 พันล้านบาทเพื่อล้มรัฐบาลนั้น ถ้าหากใครจะล้มล้างรัฐบาล ใครทำผิดกฎหมายก็ขอให้ดำเนินคดี ไม่ใช่เที่ยวคุยโวโอ้อวด รัฐบาลเป็นผู้รักษากฎหมายก็สามารถดำเนินการตามกฎหมายได้ ส่วนที่รัฐบาลจะใช้ พรบ.ความมั่นคง ในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ดูแลม็อบนั้น คงตอบแทนไม่ได้ เพราะสำนึกของตนกับรัฐบาลชุดนี้ต่างกัน

                      “สิ่งที่รัฐบาลตัดสินใจทำดูไม่ค่อยฉลาดถ้ารัฐบาลพูดจาให้ประชาชนเข้าใจว่า ไม่ต้องเดินขบวนหรือขับไล่ อะไรที่ไม่ถูกต้องรัฐบาลจะไม่ทำ จะไม่ท้าทายอำนาจประชาชน ไม่ทำให้เกิดความแตกแยก ไม่ให้ใครล่วงละเมิดสถาบัน หากออกมาแถลงให้ชัดเจนประกาศสลายหมู่บ้านแดง นปช.จะลดดีกรีความร้อนแรงลง แต่นี่กลับทำตรงกันข้าม พอเห็นเขาจะชุมนุมก็ไปเกณฑ์คนมาสู้ อย่างนี้ถือว่ารัฐบาลเพี้ยนไปแล้ว รัฐบาลมีหน้าที่ดูแลให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย ไม่ใช่ไปเติมไฟ ขยายความร้อนแรงให้มากขึ้น” นายสุเทพ กล่าว

                      เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ขอข้อมูลย้อนหลัง 6ปีเกี่ยวกับเงินบริจาค เข้าพรรคประชาธิปัตย์ นายสุเทพ กล่าวว่า ถ้าตนเป็นกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ จะไม่ให้ดีเอสไอ ทำงานเกินอำนาจหน้าที่ อยู่ดีๆ จะมาบังคับให้ส่งเอกสารให้ จะต้องแจ้งให้ชัดว่า เอาไปทำอะไร ตอนนี้ดีเอสไอทำตัวเป็นเครื่องมือของนักการเมือง ซึ่งน่าละอาย เป็นตนคงไม่ให้เอกสาร ที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ได้ทำรายงานกิจกรรมต่อกกต.ทุกปี โดยพรรคการเมืองไม่มีหน้าที่ต้องส่งรายงานให้กับดีเอสไอ ยกเว้นดีเอสไอตั้งใจตั้งข้อหากับพรรคประชาธิปัตย์ ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ขอให้มาเลย อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาดีเอสไอได้เรียกส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ไปให้ปากคำในคดีต่างๆ ซึ่งก็ไม่เป็นอะไร ไม่ตาย แต่เป็นเรื่องที่ต้องไปให้ข้อมูล สำหรับตนก็ถูกเรียกสอบเรื่องการสลายการชุมนุม ปี 2552-53 ตนก็พร้อมให้ความร่วมมือ แม้จะมีเจตนาซ่อนเร้นในการเล่นงานตน

 

'บุญยอด' แฉ 'สมศักดิ์' ใช้งบทัวร์นอกสูงเกินเหตุ

 

                      นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎร ได้แถลงถึงความคืบหน้าการตรวจสอบการใช้งบประมาณกรณีการเดินทางประเทศอังกฤษของประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎรและคณะ ระหว่างวันที่ 20-28 ก.ย.ที่ผ่านมาว่า ที่ประชุมได้เชิญนายสมพล วณิคพันธุ์ รองเลขาธิการ มาชี้แจง โดยนายสมพลชี้แจงว่างบประมาณที่ใช้เป็นงบประมาณพัฒนาประชาธิปไตย ซึ่งงบนี้มีข้อจำกัดที่ต้องใช้ในประเทศเท่านั้นจึงได้มีการนำงบดูงานต่างประเทศมาใช้ร่วม ส่วนการเดินทางไปประเทศอังกฤษเพียงประเทศเดียวทั้งที่มีโปรแกรมไปประเทศอื่นอีก 2 ประเทศ ทั้งนี้เป็นเพราะความชุ่ยของบริษัทสกายไลท์อีลิแกน ซึ่งเป็นบริษัททัวร์ที่รับหน้าที่จัดการเดินทางครั้งนี้ แต่ไม่สามารถจัดหาวีซ่าไปได้หลายประเทศ

                      นายบุญยอด กล่าวว่า ส่วนงบค่าโดยสารเดินทางสายการบินไทยในส่วนของกลุ่มประธานสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 9 คน ใช้ไป 1,069,530 บาท โดยในส่วนของนายสมศักดิ์ เกียรติ์สุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร มีการใช้งบทั้งสิ้น 2,892,320 บาท ประกอบด้วย ค่าเบี้ยเลี้ยง 15,500 บาท ค่าเช่าที่พัก 120,000 บาท ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีการพักที่พักหรูกว่าคืนละ 30,000 บาท และที่น่าสงสัยมากที่สุดคือการใช้งบประมาณในส่วนค่ายานพาหนะสูงถึง 2,245,700 บาท โดยประเด็นดังกล่าว ตนตั้งข้อสังเกตใน 2 ประเด็นคือ เรื่องงบประมาณส่อไปทางทุจริตที่มีการเบิกจ่ายมากผิดปกติ และใช้งบประมาณผิดประเภทหรือไม่

                      นอกจากนี้มีการแทรแซงสื่อมวลชนหรือไม่เพราะมีการให้ผลประโยชน์กับสื่อมากกว่าที่สื่อควรจะรับได้ ซึ่งข้อมูลทั้งหมดนี้ตนจะนำเรื่องเรื่องดังกล่าวยื่นต่อกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) และตนเชื่อว่าเรื่องดังกล่าวจะสามารถนำไปสู่การถอดถอนตำแหน่งประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎรได้