
'ปณิธาน'มองมะกันศึกชิงน้ำมัน-แข่งจีน!
'ปณิธาน'อ่านหมากมะกัน ศึกชิงน้ำมัน-แข่งบารมีจีน! ทีมข่าวความมั่นคงรายงาน
การเดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของ นายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 18 พฤศจิกายน นี้ ถูกจับตามองอย่างมากว่า สหรัฐใช้ไทยเดินหมากกี่ชั้น และจะสร้างความขุ่นเคืองให้อีกมหาอำนาจอย่าง "จีน" แค่ไหน
โดยเฉพาะมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เห็นชอบตามที่กระทรวงกลาโหมเสนอให้จัดทำแถลงการณ์วิสัยทัศน์ร่วมว่าด้วยการเป็นพันธมิตรด้านการป้องกันประเทศไทย-สหรัฐอเมริกา 2012 (2012 Joint Vision Statement for the Thai-U.S. Defense Alliance) โดยเน้นความร่วมมือทางการทหาร 4 ด้าน ประกอบด้วย
1.1 ความเป็นหุ้นส่วนในการสร้างความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 1.2 การสนับสนุนความมีเสถียรภาพในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก 1.3 การพัฒนาความพร้อมและขีดความสามารถในการปฏิบัติการร่วมทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี 1.4 การพัฒนาความสัมพันธ์ การประสานงาน และการสร้างความร่วมมือในทุกระดับ
รายงานข่าวจากกระทรวงกลาโหมเผยว่า นอกจากกรอบความร่วมมือกว้างๆ 4 ข้อ กระทรวงกลาโหมยังได้ลงรายละเอียดความร่วมมือทางการทหารอีก 5 ประเด็น ได้แก่
2.2.1 ความเป็นมาของความสัมพันธ์ ไทย และสหรัฐ ได้เป็นพันธมิตรทางทหารมาเกือบ 60 ปี และได้เป็นพันธมิตรที่มั่นคงกันมาโดยตลอดจนกระทั่งไทยได้รับสถานภาพการเป็นประเทศพันธมิตรสำคัญนอกองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (Major Non-Nato All : MNNA)
2.2.2 วิสัยทัศน์การเป็นพันธมิตรทางทหารในศตวรรษที่ 21 ไทย และสหรัฐ มุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างการเป็นพันธมิตรให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยจะให้ความสำคัญกับการดำเนินกิจกรรมด้านการป้องกันประเทศระหว่างกันในทุกระดับ
2.2.3 การเป็นหุ้นส่วนด้านความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งสองประเทศจะแสวงหาความร่วมมือมากขึ้น เพื่อตอบสนองภัยคุกคามรูปแบบใหม่ผ่านกระบวนการความร่วมมือต่างๆ ที่มีอยู่ รวมทั้งที่จะสถาปนาขึ้นใหม่ในโอกาสต่อไป
2.2.4 การสนับสนุนความมีเสถียรภาพในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และพื้นที่ในบริเวณใกล้เคียง ไทย และสหรัฐ ได้ประสบความสำเร็จในการสร้างความมั่นคงในภูมิภาค โดยที่ผ่านมาไทยได้ให้การสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ของสหรัฐ ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกมาโดยตลอด และยังคงเป็นพันธมิตรที่สำคัญในการสร้างความมั่นคงในภูมิภาคนี้ต่อไป
2.2.5 ความร่วมมือแบบทวิภาคี สหรัฐจะสนับสนุนกองทัพไทยในด้านการพัฒนากองทัพให้ทันสมัย การสนับสนุนการฝึก และศึกษา รวมถึงการจัดส่งยุทโธปกรณ์ทางทหารให้ไทยอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม การกระชับความสัมพันธ์ทางทหารที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะคำว่า "พันธมิตรนอกนาโต" ซึ่งอาจนำมาสู่ความไม่สบายใจของ "จีน" ทำให้เริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า ความร่วมมือดังกล่าวจะเข้าข่ายมาตรา 190 ซึ่งต้องให้สภาอภิปราย และให้ความเห็นชอบหรือไม่
พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงข้อกังวลเรื่องมาตรา 190 ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้มีการลงนามอะไร และยืนยันว่าการลงนามครั้งนี้เป็นเรื่องความเป็นพันธมิตรหุ้นส่วนกันทางยุทธศาสตร์ในภูมิภาคนี้ในหลายๆ ด้าน ซึ่งถือเป็นความร่วมมือในภาพกว้างๆ ไม่ได้ระบุลงไปว่าจะเป็นอย่างไร
"การลงนามไม่ต้องนำเข้าสู่การพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร ตามมาตรา 190 เพราะเป็นข้อตกลงทางด้านการทหาร ไม่ได้เกี่ยวกับอาณาเขตหรือพื้นที่ทับซ้อน และหากจีนสนใจที่จะลงนามร่วมกันในลักษณะเดียวกับสหรัฐ ทางไทยก็ยินดี ก็ไม่มีปัญหาอะไร ซึ่งจีนก็พูดอยู่แล้วว่าแถลงการณ์ร่วมก็ไม่มีปัญหา แต่จะต้องดูว่าจะแถลงการณ์เรื่องใดบ้าง"
ส่วนที่นักวิชาการออกมาตั้งข้อสังเกตว่า สหรัฐต้องการปิดล้อมจีนนั้น พล.อ.อ.สุกำพลกล่าวว่า หากนักวิชาการมองเช่นนี้เราก็ไม่ต้องคบใครแล้ว ทำไมถึงมองแคบกันเหลือเกิน สหรัฐมีนโยบายที่จะเข้ามาในภูมิภาคนี้ และประกาศให้รับรู้กันทั่วโลกเพื่อที่จะกระชับความสัมพันธ์กับประเทศในเอเชีย และมีความร่วมมือกันทุกชาติ ซึ่งจีนก็มีความยินดี และมีฮ่องกงเป็นผู้สังเกตการณ์
"เรื่องการถ่วงดุลระหว่างจีนกับสหรัฐ เราต้องระวังอยู่แล้ว แต่สิทธิในการจะคบใครก็เป็นเรื่องของเรา เราสามารถมีเพื่อนได้หลายคน และจะต้องให้ความสำคัญเท่ากัน อย่างจีนก็เป็นประเทศที่ใกล้กับเรา เราก็จะต้องให้ความสำคัญเท่ากับสหรัฐ ไม่ใช่ว่าไปให้ทางโน้น หรือทางนี้น้อยกว่า ซึ่งเป็นหลักการที่เราต้องระวังอยู่แล้ว” รมว.กลาโหมกล่าวยืนยัน
ขณะที่ ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิชาการด้านความมั่นคงจากภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองแถลงการณ์วิสัยทัศน์ร่วมไทย-สหรัฐ ว่า แถลงการณ์ร่วมดังกล่าวยังมีรายละเอียดกว้างๆ ไม่มีรายละเอียดว่าจะมีความร่วมมือด้านใด และมีปฏิบัติการร่วมด้านใดบ้าง แต่ถ้ายึดตามกรอบเดิมในยุคสงครามเย็นก็จะมีกรอบความร่วมมืออยู่ 4 ประการ คือ
1.ความร่วมมือตาม "สนธิสัญญามะนิลา" ในการก่อตั้ง องค์การสนธิสัญญาป้องกันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (สปอ.หรือซีโต) เมื่อปี ค.ศ.1954 2.ความร่วมมือตามแถลงการณ์ร่วมถนัดรัสก์ (Thanat-Rusk) เมื่อปีค.ศ.1962 3.บันทึกช่วยจำเรื่องการส่งกำลังบำรุงร่วม และ 4.การเป็นพันธมิตรพิเศษนอกองค์การนาโต
"หากเป็นกรอบความร่วมมือเดิมในยุคสงครามเย็น ซึ่งมีสาระสำคัญ คือ หากไทยเผชิญภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์ สหรัฐจะส่งกำลังเข้ามาช่วย ก็ถือเป็นการตอกย้ำกรอบความร่วมมือเดิม แต่ถ้าเป็นกรอบความร่วมมือใหม่ๆ รัฐบาลควรกลับมาหารือกับสภา และเชื่อว่ารัฐบาลจะถามสภาก่อนที่จะลงนาม เพราะมีความเสี่ยงที่จะเข้ามาตรา 190"
ส่วนข้อกังวลเรื่องความสัมพันธ์กับจีน ดร.ปณิธานกล่าวว่า เรื่องนี้จีนต้องกังวลอยู่แล้ว เพราะสหรัฐกลับเข้ามาในอาเซียนอีกครั้ง และเข้ามาเป็นพันธมิตรกับประเทศที่เคยอยู่ใต้อิทธิพลของจีนมาก่อน แต่มองว่า ประเทศเหล่านี้ได้ลอกเลียนแบบนโยบายต่างประเทศของไทยในอดีตที่เป็นมิตรกับทุกประเทศ ซึ่งไทยเป็นมิตรกับสหรัฐได้ แต่จะต้องคอยถ่วงดุลกับจีนให้ดีด้วย
ดร.ปณิธานยังมองว่า การเข้ามาของสหรัฐในครั้งนี้ต้องมองหลายชั้น โดยชั้นแรกคือ การกระชับสัมพันธ์ครบรอบ 180 ปี แต่ลึกๆ แล้วคือ การลดอิทธิพลจีนในภูมิภาคนี้ รวมถึงผลประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น ด้านพลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติ อุตสาหกรรมหนัก ฯลฯ
"ถ้ามหาอำนาจคิดชั้นเดียวก็คงไม่ใช่มหาอำนาจ การที่สหรัฐส่งระดับเฮฟวีเวตเข้ามาทั้งประธานาธิบดี รมว.กลาโหม รมว.ต่างประเทศ เข้ามาย่อมไม่ใช่เรื่องธรรมดา โดยเฉพาะเรื่องทรัพยากรในทะเลที่สหรัฐ ก็ต้องการ จีนก็ต้องการ การเข้ามาของสหรัฐ จึงเหมือนการเข้ามาสกัดทางของจีน" ดร.ปณิธาน กล่าวทิ้งท้าย
...................
(หมายเหตุ : 'ปณิธาน'อ่านหมากมะกัน ศึกชิงน้ำมัน-แข่งบารมีจีน! ทีมข่าวความมั่นคงรายงาน)



