
นับถอยหลังสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ
นับถอยหลังสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ : ประชาธิปไตยที่รักโดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ [email protected]
ตอนนี้พูดกันแล้วงง ว่าตกลงใครอภิปรายใครระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้าน เอาเป็นว่าตอนนี้ขอตั้งข้อสังเกตไว้หลายๆ ข้อก่อนนะครับ
หนึ่ง การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ มุ่งเน้นที่คุณยิ่งลักษณ์เป็นหลัก จนอาจจะเกิดคำถามว่าตกลงเรื่องที่อภิปรายนั้นเป็นเรื่องของความผิดในแง่ของการทุจริต หรือว่าเป็นเรื่องเชิงนโยบาย โดยเฉพาะในเรื่องของการจำนำข้าว
ก็ขอฟันธงว่าน่าจะเป็นเรื่องของนโยบายมากกว่า ด้วยว่าหากเป็นเรื่องทุจริตก็คงต้องฟันไปที่ตัวรัฐมนตรี
แต่ถ้าเป็นเรื่องนโยบายและเรื่องการเมือง เพราะเชื่อว่าหากลากคุณยิ่งลักษณ์ออกมาเดี่ยวๆ คงจะสู้ฝ่ายค้านไม่ได้
แต่ก็อย่าลืมว่า หากเป็นเรื่องนโยบายนั้น ก็เป็นนโยบายที่เขาหาเสียงกับประชาชน และเป็นนโยบายที่ประชาชนเขาเลือกมาตั้งแต่แรก ดังนั้นงานนี้ฝ่ายค้านเองก็คงจะหนักหน่อยเพราะกำลังเจอกับประชาชนเสียงข้างมากที่เขาเลือกคุณยิ่งลักษณ์และนโยบายของพรรคเพื่อไทยนั่นแหละครับ
สอง การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าหนักใจสำหรับฝ่ายค้านหน่อย แต่มองไปแล้วก็เป็นสิ่งดีอยู่ เพราะแสดงว่าในการเมืองไทยวันนี้ ทุกฝ่ายก็เคยมีอำนาจรัฐมาก่อน
ฝ่ายค้านวันนี้ก็คือรัฐบาลเมื่อปีกว่าๆ ที่แล้ว ดังนั้นบางทีการอภิปรายก็ย่อมจะถูกเปรียบเทียบได้
สำหรับผมแล้ว เรื่องใหญ่จริงๆ ที่ฝ่ายค้านน่าจะเล่นแต่ไม่มีทางที่จะเล่นได้ก็คือเรื่องของนโยบายภาคใต้ แต่ก็นั่นแหละครับ แม้ว่าพรรคเพื่อไทยนั้นอาจจะไม่ได้มีเสียงจากภาคใต้ แต่พรรคเพื่อไทยวันนี้ก็คือรัฐบาลที่ทำงานสอดคล้องกับทหาร
ก็ลำบากฝ่ายค้านอีกล่ะครับ ว่าตกลงฝ่ายค้านจะยืนตรงข้ามกับทหารด้วยใช่หรือไม่
สาม การอภิปรายไม่ไว้วางใจในรอบนี้ฝ่ายค้านจะมีใครเป็นพวกบ้าง คำตอบก็คือ อย่างน้อยสื่อมวลชนจำนวนมากก็คงจะเป็นเวทีหลักของฝ่ายค้านนั่นแหละครับ แต่วันนี้ก็ไม่ง่ายนัก เพราะสื่ออีกหลายสำนักก็อาจจะไม่ได้ยืนกับฝ่ายค้านแล้ว
ทุกฝ่ายของสื่อนั้นผมคิดว่าตอนนี้เข้าสู่โหมดของการลงข่าวสองฝ่ายมากกว่าข่าวฝ่ายเดียว ดังนั้นข่าวจึงน่าจะเป็นธรรมแก่สองฝ่ายอยู่บ้าง การจะมุ่งหน้าอัดรัฐบาลฝ่ายเดียวคงจะมีน้อยกว่าในอดีต
สี่ ที่จะมีลุ้นก็คือการทำงานสามประสาน ของฝ่ายค้านในสภา การชุมนุมของเสธ.อ้าย และการเข้าร่วมของพันธมิตร แต่ที่น่าสนใจก็คือ พันธมิตรนั้นเขายังไม่ขยับเต็มตัว เพราะว่าความสัมพันธ์ระหว่างพันธมิตรกับฝ่ายค้านนั้นก็ร้าวลึกมาก
งานนี้เป็นเรื่องที่ท้าทาย เพราะว่าความสัมพันธ์ที่ไม่ดีระหว่างพันธมิตรกับฝ่ายค้านนั้น ส่วนหนึ่งก็เป็นประโยชน์ต่อประชาธิปไตย คือ ทำให้ฝ่ายค้านเองนั้นก็ถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น แต่ในอีกทางหนึ่งนั้นก็เป็นประเด็นท้าทายต่อประชาธิปไตย เพราะทำให้เกมในสภานั้นไม่ใช่เกมหลักของการเมืองไทยในวันนี้
อาจจะเว้นไว้ในเรื่องของการเอาคุณทักษิณกลับบ้าน และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
กล่าวคือ ถ้าการเมืองวันนี้จะไปกระทบรากฐานของระบอบที่วางไว้ตอนรัฐประหาร การรวมตัวกันก็ยังคงมี แต่ถ้ามาถึงเรื่องการบริหารรายวันแล้ว ผมคิดว่าพันธมิตรก็ยังคอยตัวเลือกที่ดีกว่าประชาธิปัตย์ และพันธมิตรก็คงจะถอยมาทำหน้าที่สื่อและการตรวจสอบเสียมากกว่าการเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลง
แต่ก็นั่นแหละครับ ทั้งพันธมิตรและม็อบเสธ.อ้ายเองก็คงจะต้องคิดหนักว่าตัวเลือกที่ดีกว่าการเลือกตั้งนั้นจะเป็นที่ยอมรับของประชาชนมากน้อยแค่ไหน ดังนั้นการยืนระยะการตรวจสอบรัฐบาลนั้นจึงน่าจะเป็นระยะที่ปลอดภัยมากกว่า
แต่ก็นั่นแหละครับ อย่ากะพริบตาบ่อย เพราะทุกอย่างนั้นพลิกผันได้เสมอในช่วงนี้จนกว่าจะถึงวันอภิปรายไม่ไว้วางใจนั่นแหละครับ



