
หวั่นจีดีพีไตรมาส2ทรุด-เอกชนจี้ใช้บาทอ่อน
"กรณ์" ห่วงไตรมาส 2 จีดีพีทรุดตามไตรมาสแรกจากความวุ่นวายทางการเมือง พร้อมย้ำต้องเร่งใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้านภาคเอกชนแนะธปท.แทรกแซงค่าบาทให้อ่อนลงมาอยู่ที่ 36-40 บาทช่วยภาคส่งออก
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี) ไตรมาสแรกติดลบ 7.1% ว่า เนื่องจากเศรษฐกิจมีปัจจัยหลายด้านเข้ามากระทบ แต่ยังมีแรงขับเคลื่อนจากรัฐบาลเข้าไปช่วยหนุนโดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะแรก อย่างไรก็ตาม ยังมีความเป็นห่วงภาวะเศรษฐกิจเดือนเมษายน เนื่องจากมีเหตุการณ์รุนแรงทางการเมืองและมีวันหยุดติดต่อกันหลายวัน ซึ่งอาจทำให้ตัวเลขไตรมาส 2 ไม่ค่อยดีนัก รัฐบาลจึงมีความจำเป็นเร่งด่วนต้องใช้เงินลงทุน
ด้านนายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหกรุ๊ป กล่าวว่าภาคเอกชนคาดการณ์ไว้แต่แรกแล้วว่าจีดีพีไตรมาสแรกจะติดลบค่อนข้างมาก จึงอยากเรียกร้องให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ติดตามและแทรกแซงค่าเงินบาทให้มากกว่านี้ เพราะค่าเงินบาทขณะนี้ 32-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับปีก่อนอยู่ที่ 42 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จึงไม่เป็นผลดีต่อการค้าและการลงทุน โดยมองว่าระดับที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 40 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่าการส่งออกครึ่งปีหลังน่าจะปรับตัวดีขึ้นหลังจากทรุดตัวลงอย่างมากในไตรมาส 1 และอาจต่อเนื่องในไตรมาส 2 โดยหลังจากสิ้นไตรมาส 2 จะมีการประเมินภาพรวมการส่งออกทั้งปีอีกครั้ง
ด้านนายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่าจีดีพีไตรมาสแรกเป็นตัวเลขติดลบค่อนข้างมาก จากเดิมประมาณการว่าจะติดลบเพียง 5-6% เชื่อว่าไตรมาส 2 สถานการณ์จะปรับตัวในทิศทางดีขึ้น เพราะเริ่มมีคำสั่งซื้อสินค้ากลับเข้ามา จึงมองว่าทั้งปีจีดีพีน่าจะติดลบ 4.7%ตามที่คาดการณ์ไว้เดิม แต่ยังกังวลปัญหาราคาน้ำมัน และอัตราแลกเปลี่ยน ที่ปัจจุบันเงินบาทแข็งค่ามาอยู่ที่ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือว่าแข็งค่าเกินไป ควรจะอยู่ที่ 35-36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จะช่วยให้ผู้ส่งออกสามารถดำเนินธุรกิจได้ หากยังอยู่ในระดับดังกล่าว เชื่อว่าอาจทำให้ตัวเลขการส่งออกทั้งปีติดลบมากกว่า 10%
นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่าจีดีพี่ติดลบถึง 7.1% ถือว่าตกต่ำที่สุดในรอบ 12 ปี สะท้อนให้เห็นการบริหารจัดการของรัฐบาลที่ผ่านมา พร้อมทั้งขอให้รัฐบาลเอาจริงเอาจังในการใช้นโยบายภาคปฏิบัติให้เกิดผล และควรลดค่าเงินบาท จาก 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ มาอยู่ที่ 36-37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เพื่อช่วยเหลือภาคส่งออก



