
'ประยุทธ์'ลงใต้คุมเข้มเขตศก.ยะลา
'ประยุทธ์' ลงใต้คุมเข้มป้องกันเขตศก.ยะลา พร้อมสั่งห้ามทหารร่วมชุมนุมม็อบทุกสี เตรียมรับ 'ยิ่งลักษณ์' เปิดถนนสาย 410 โวผลงานแก้ใต้ดีขึ้น
14 พ.ย.55 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(รองผอ.รมน.)พร้อมคณะเดินทางลงพื้นที่จ.ยะลา เพื่อรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์การรักษาความปลอดภัยเขตเมืองเศรษฐกิจหลักของเมืองยะลาจากหน่วยเฉพาะกิจยะลา รวมทั้งแผนป้องกันอำเภอที่เกิดเหตุรุนแรงมาก โดยเฉพาะในพื้นที่อ.รามันจากหน่วยเฉพาะกิจยะลา12 รวมถึงการปฏิบัติงานของด่านตรวจ ความคืบหน้าของการดำเนินคดีความมั่นคงที่สำคัญจากกองกำลังตำรวจชายแดน พร้อมทั้งรับฟังคำชี้แจงจากศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.) ในการปฏิบัติตามนโยบายและการเตรียมการต้อนรับน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายรัฐมนตรี ที่จะเดินทางมาเป็นประธานเปิดเส้นทางหมายเลข 410 ตอนสะพานข้ามอ่างเก็บน้ำบางลาง ต.แม่หวาด อ.ธารโต จ.ยะลา ในวันที่ 22 พ.ย.นี้
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลมีความเป็นห่วงปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้มาโดยตลอด โดยได้กำชับให้ติดตามความก้าวหน้าและดูแลปัญหา เพื่อนำมารายงานต่อคณะทำงาน ขณะนี้การแก้ไขปัญหาได้ดำเนินการตามลำดับมีการพัฒนาไปในสถานการณ์ที่ดีขึ้น เนื่องจากประชาชนให้ความร่วมมือและรวมพลังในการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ที่ทำงานอยู่ในพื้นที่มากขึ้น แต่ตนคิดว่าการต่อสู้ทางความคิดยังคงมีอยู่ เพราะฉะนั้นการแก้ไขปัญหาทั้งหมดให้หมดสิ้นได้โดยเร็วคงเป็นไปได้ยาก และต้องใช้เวลา วันนี้กอ.รมน.ได้ประสานการทำงานร่วมกับศอ.บต.อย่างแน่นแฟ้น โดยงานทั้งด้านความมั่นคงและการพัฒนาต้องเดินไปด้วยกัน ตนอยากให้สังคมเข้าใจว่ากอ.รมน. ถึงแม้จะเป็นหน่วยงานฝ่ายความมั่นคง แต่ก็ไม่ได้มองงานด้านความมั่นคงเพียงมิติเดียว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ในวันนี้ทุกระยะเวลาที่มีการแก้ไขปัญหาก็มีการเปลี่ยนกระบวนการแก้ไขปัญหามา โดยตลอดทุกรัฐบาลตามสถานการณ์ทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายพัฒนาในส่วนของข้าราชการประจำไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไป มีแต่พัฒนามากขึ้นตามลำดับ โดยขึ้นอยู่กับการสนับสนุนความร่วมมือจากทุกส่วนราชการ วันนี้ในส่วนของกอ.รมน.ได้รับความร่วมมือเต็มที่ ซึ่งได้รับความสนใจในการแก้ไขปัญหาที่ต้องใช้ระยะเวลาและกระบวนการแก้ไข ปัญหาที่ยั่งยืน ทั้งนี้ช่วงแรกที่ผ่านมาเป็นการแก้ไขปัญหาระยะสั้น คือทำให้พื้นที่เกิดความสงบและลดความรุนแรง เพื่อให้ฝ่ายพัฒนาสามารถลงพื้นที่ได้ ซึ่งขณะนี้การดำเนินงานได้ผ่านมาระยะหนึ่ง และจะเริ่มแผนงานระยะกลางมีระยะเวลา 1-3 ปี และระยะยาวที่มีระยะเวลาเกินกว่า 5 ปีตามลำดับ ซึ่งในทุกปีทุกหน่วยงานก็จะเขียนแผนงานต่างๆ กว่า 100 แผนงาน เพื่อนำมาเป็น 9 ยุทธศาสตร์ของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เพราะไม่เช่นนั้นจะออกมาเป็นงบประมาณไม่ได้ โดยรัฐบาลได้กำหนดและอนุมัติแผนงานแต่ละแผนงานออกมาจะมีการลงรายละเอียดมองหลายมิติ
“วันนี้ยังมีปัญหาเรื่องความปลอดภัยที่เป็นเรื่องค่อนข้างยากที่จะทำให้พื้นที่มีความปลอดภัยได้ 100% ตราบใดที่ยังมีคนต้องการให้เกิดความรุนแรงอยู่ เพราฉะนั้นคิดว่าสิ่งที่กลุ่มคนเหล่านั้นอยู่ได้ เพราะการพึ่งพาอาศัยประชาชนส่วนหนึ่งที่อาจสนับสนุนด้วยความไม่รู้และไม่เข้าใจ ถูกล้างสมอง หรือเกิดจากความหวาดกลัว ดังนั้นต้องขจัดความหวาดกลัวเหล่านั้นออกจากประชาชนให้ได้ และให้กลับมาร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐ กดดันให้กลุ่มเหล่านี้ออกมามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 21 ของพ.ร.บ.ความมั่นคงฯหรือตามกระบวนการกฎหมายต่างๆ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะให้ความเป็นธรรมอย่างเต็มที่ คนพวกนี้ไม่ได้เป็นคนอื่นไกล เป็นคนไทยด้วยกันทั้งสิ้น จึงต้องมีการบังคับใช้กฎหมาย ดังนั้นการปะทะ การจับกุมต่างๆที่มีการบาดเจ็บสูญเสียของฝ่ายผู้ก่อการร้ายนั้น เนื่องจากติดอาวุธทั้งสิ้น ถ้าไม่ติดอาวุธและไม่ต่อสู้เจ้าหน้าที่ เราทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว นอกจากดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าเมื่อมีการจับกุมได้แล้ว แต่ก็ยังมีการปล่อยตัวเป็นจำนวนมาก เพราะการสืบหาพยานหลักฐานนั้นทำได้ค่อนข้างยาก กระบวนการยุติธรรมให้ความเป็นธรรมกับทุกคน ถ้าวัตถุพยานหรือพยานบุคคลไม่ชัดเจนก็ดำเนินคดีไม่ได้ แต่ทั้งนี้ก็ขอความเป็นธรรมให้กับเจ้าหน้าที่ด้วย” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
'ประยุทธ์' ฮึ่มห้ามทหารขัดคำสั่งร่วมม็อบ 'เสธ.อ้าย'
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มองค์กรพิทักษ์สยามที่มีพล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ เป็นประธานจะจัดการชุมนุมในวันที่ 24 พ.ย.นี้ว่า ถ้าเห็นว่าประเทศไทยยังไม่มีประชาธิปไตยก็ไปร่วมกับเขา ทหารดูแลในส่วนของความเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ต้องแยกกันให้ออก ขอให้เข้าใจคำว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่เช่นนั้นก็จะพันกันไปทั่ว พอไม่เห็นด้วยก็บอกทหารไม่รักชาติ ตนคิดว่า ไม่ถูก ทหารมีระเบียบวินัย คำว่า วินัยทหาร ร้ายแรง คือ สิ่งใดที่ผู้บังคับบัญชาสั่งการให้ปฏิบัติแล้วไม่ปฏิบัติถือว่า ขัดคำสั่ง และเหตุการณ์ใดที่ไม่ได้สั่งแต่ไปทำก็ถือว่า ขัดคำสั่ง ทหารคุมกันได้ด้วยวินัย ข้อสำคัญทุกคนต้องรู้หน้าที่ตนเอง มีความสำนึก ความรับผิดชอบ ถ้าสั่งต้องปฏิบัติ เช่นกับเวลาสั่งทหารไปรบก็ต้องไปรบให้ชนะ โดยสูญเสียน้อยที่สุด ไม่ว่า ใครก็ตามขอให้เข้าใจความเป็นทหารว่า ต้องคิดอย่างที่ตนคิด
“สถานการณ์วันนี้แกว่งไปมาก็อยู่ลำบาก ลูกน้องไม่รู้จะไปทางไหน ผมไม่อยากใช้คำว่า เป็นกลาง ผมใช้คำว่า ทหารเป็นเจ้าหน้าที่ตราบใดที่รัฐนี้ยังมีกฎหมายรัฐธรรมนูญ ยังมีรัฐบาล ทหารก็ต้องอยู่ในระเบียบวินัย ผมทำได้แต่เพียงมองทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความห่วงใยว่า ไม่อยากให้เกิดสถานการณ์อะไรรุนแรงขึ้น การเคลื่อนไหวที่เป็นไปตามกระบวนการประชาธิปไตยก็ดำเนินการไป ไม่อยากให้เกิดเหตุร้ายแรง ทุกอย่างเกิดขึ้นมาหมดแล้ว ทุกคนทราบดีว่า มีการสูญเสียอะไร มีอะไรดีขึ้นหรือไม่ ดังนั้นอะไรที่เสียและไม่ดีอย่าไปทำอีก เรารู้ว่า เราต้องอยู่ตรงไหน ขอให้ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ขอให้ประเทศและประชาชนปลอดภัย” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
เมื่อถามว่า หากมีทหารคนใดฝ่าฝืนคำสั่งไปร่วมชุมนุม พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า จะต้องไปสอบสวนว่า ไปเพราะอะไร ใครสั่ง สั่งเพราะอะไร ไปติดตามสถานการณ์หรือร่วมชุมนุมโดยส่วนตัว แต่ถ้าจะยกขบวนกันไป โดยผู้บังคับบัญชาสั่งการนั้น ไปไม่ได้อยู่แล้ว และที่มีข่าวว่า เอาทหารจักรพงษ์ไปเตรียมการล้อมรอบกรุงเทพฯ ไอ้นี่มันบ้า สมองมันเสื่อม การที่ทหารจะออกไปไหนไม่สามารถไปได้เป็นหมู่ หมวด กองร้อยอยู่แล้ว การเอาทหารออกนอกหน่วยต้องได้รับคำสั่งการเคลื่อนย้ายกำลัง ซึ่งอำนาจอยู่ที่รมว.กลาโหม ผบ.สส. และผบ.ทบ. อีกทั้งอาวุธทุกชนิดอยู่ในคลังอาวุธ ทหารไม่มีอาวุธติดตัว ถ้าถืออาวุธออกมาข้างนอกก็โดนจับเหมือนกัน ทหารจะเบิกอาวุธได้ต่อเมื่อ ออกมาฝึกหรือทำงานในสนาม การจะบอกว่าทหารเอาอาวุธมาไล่ยิงใครข้างนอก คิดว่าไม่น่าเป็นไปได้ ถ้าออกมาโดยไม่มีใครสั่งถือว่าทำนอกกฎหมาย
เมื่อถามว่า หากทหารจะขอใช้สิทธิ์ส่วนตัวในเวลานอกราชการไปร่วมชุมนุมได้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ถ้าเขาขี่มอเตอร์ไซต์ไป ตนจะไปห้ามอะไรได้ แต่ถ้ามีเรื่องมาก็เดือดร้อน ทำไมจะต้องไป ไปให้มีเรื่องเสี่ยงทำไม ถ้าคิดว่า มันใจจะขาดก็มาบอกผู้บังคับบัญชา ถามว่า ใจจะขาดไหมถ้าไม่ได้ไป ถ้าทหารไปคงจะเป็นหน่วยข่าว เจ้าหน้าที่ไปติดตามสถานการณ์ ต้องดูว่า ที่เขาไปนั้นไปทำอะไร และที่เขาไปเพราะเมียบังคับไปหรือไม่ เพราะทหารส่วนใหญ่ เมื่อภรรยาสั่งให้ไปก็ไป ส่วนใหญ่ไปกับภรรยาทั้งนั้นเพราะอยากไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น คนไทยแปลกมีอะไรมุงกันอยู่ชอบไปดู พอมีปัญหาเจ็บก็เดือดร้อนอีก ดังนั้นถ้าเสี่ยงก็อย่าไป แต่ถ้าคิดว่า สนุกและอยากไปก็เชิญ แต่ในส่วนทหารตนห้ามไว้ก่อน อย่างไรก็ตามคิดว่า คงมีพวกแอบๆไป อยากรู้อยากเห็น แต่อย่าใช้คำว่า สั่งทหารไปร่วมชุมนุม เพราะตนไม่ได้สั่ง ถ้าจะพูดต้องบอกว่า จ.ส.อ.คนใดคนหนึ่งไป แล้วถ้ามีต้องสอบสวนว่า ไปได้อย่างไร
เมื่อถามถึงกรณีที่กลุ่มศิษย์เก่าโรงเรียนเตรียมทหารรุ่น 5 และรุ่น 10 ออกมาต่อต้านการเคลื่อนไหวของเสธ.อ้าย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ใครที่ยังอยู่ในหน้าที่ราชการต้องเป็นอย่างที่ตนเป็น แต่ถ้าเกษียณไปแล้ว อยากจะแสดงความเห็นอะไรก็เป็นเรื่องของท่าน เราต้องเคารพในสิทธิของท่าน เพราะเป็นอดีตผู้บังคับบัญชาและมีความอาวุโส ท่านรู้ว่า ควรต้องทำอะไรอย่างไร เมื่อท่านตัดสินใจทำอะไรออกมา ท่านก็คงคิดใคร่ครวญแล้วจึงทำ ตนไม่บังอาจไม่วิจารณ์อะไรท่านได้ แต่ในส่วนของกองทัพบกต้องฟังคำสั่งตน ซึ่งเป็นไปตามกฎหมาย และวินัยทหาร
'ผบ.ทบ.' เผยใช้ตร.กำลังหลักรปภ.'โอบามา'
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้สัมภาษณ์ถึงการดูแลรักษาความปลอดภัยกรณีที่นายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาที่จะเดินทางมาเยือนประเทศไทยว่า ตอนนี้ยังไม่มีหน่วยงานไหนขอความช่วยเหลือเข้ามายังกองทัพบก ขั้นตอนการปฏิบัติการดูแลในพื้นที่ชั้นในเป็นการดูแลของเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งสิ้น ขึ้นอยู่กับตำรวจว่า จะมีการวางแผนอย่างไร ถ้าคนไม่พอถึงจะขอเข้ามา ในส่วนของเจ้าหน้าที่ทหารก็ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวอะไรเพราะเป็นคนละหน้าที่ ทั้งนี้รัฐบาลและเจ้าหน้าที่ตำรวจคงมีการวางแผนไว้เรียบร้อยแล้วในการดูแลความปลอดภัยครั้งนี้ โดยมีร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบและคอยดูแลในเรื่องนี้อยู่แล้ว
'ผบ.ทบ.'ปัดตอบปมถอดยศ 'มาร์ค' โยงการเมือง
ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการถอดยศนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านที่จะถูกผูกโยงเกี่ยวกับเรื่องการเมืองว่า สื่อน่าจะรู้ดีอยู่แล้ว เพราะถามตนทุกวัน ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องของกระบวนการทางยุติธรรม ตนไม่ตอบไม่เรื่องพวกนี้ ตอบไปสื่อก็เอาไปยึดโยง เขียนออกมาไม่ดีเท่าไร เขียนอะไรก็ๆไม่รู้ ไม่ใช่เรื่องที่ตนตอบ เมื่อสื่อรู้ดีทั้งหมดว่า อะไรเกิดขึ้นอย่างไร สื่อก็เขียนไปแต่อย่าอ้างว่า ตนพูด เพราะตนไม่ได้พูดอะไร



