ข่าว

'จำนำข้าว'ระเบิดเวลาบึ้มศก.

'จำนำข้าว'ระเบิดเวลาบึ้มศก.

14 พ.ย. 2555

'จำนำข้าว' ระเบิดเวลาบึ้มศก. รัฐขาดทุนอ่วม - ห่วงไม่เลิกหนี้ส่อแตะ 61%

                     นโยบายรับจำนำข้าวถูกหยิบยกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วงอีกครั้ง ในเวทีเสวนาหัวข้อ "ข้าว ชาวนา นักการเมือง และประเทศชาติ ใครได้ใครเสีย?" ที่จัดโดยไทยพับลิก้า ซึ่งผู้ร่วมเสวนาล้วนแสดงข้อกังวลใจต่อนโยบายดังกล่าว ว่าจะทำให้รัฐบาลต้องแบกภาระขาดทุนจำนวนมหาศาล และยังเปิดช่องให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่น ผลประโยชน์ตกอยู่ในมือชาวนายากจนเพียงน้อยนิด อีกทั้งทำลายกลไกตลาดข้าวของไทย


                     ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า โครงการรับจำนำข้าวใช้เงินจำนวนมาก มีการแบ่งผลประโยชน์กันหลายฝ่าย นอกจากเกษตรกรแล้วยังมีนายทุนที่เข้ามาในรูปของการให้เช่าที่นา ขายยาปราบศัตรูพืช ซึ่งยังไม่รวมการซิกแซกอย่างอื่นๆ ทั้งการซื้อใบประทวน การสวมสิทธิ ถือว่าการจำนำข้าวมีผู้อาศัยประโยชน์ในทุกขั้นตอน


                     “สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่าคือ การทำโครงการแล้วประสบภาวะขาดทุนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยตัวเลขจากคณะกรรมการปิดบัญชีโครงการจำนำพืชผลทางการเกษตรของกระทรวงการคลังได้สรุปตัวเลขทุก 3 เดือนพบว่า ล่าสุดข้าวนาปีที่รับจำนำเข้ามา 6.9 ล้านตัน หากประเมินต้นทุนทุกอย่างรัฐบาลขาดทุนถึง 4.5 หมื่นล้านบาท” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวและว่า หากรวมกับข้าวนาปรังที่รับเข้ามาอีก 14.69 ล้านตัน รวมเป็นข้าวทั้งหมด 21.95 ล้านตัน จะเป็นเงินขาดทุนสูงถึง 1.4 แสนล้านบาท 


                     นอกจากนี้ หากรวมกับผลขาดทุนของปี 2555/56 อีก 33 ล้านตันจะทำให้รัฐมีภาระขาดทุนในอนาคตถึง 2.1 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้หนี้ของประเทศสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยสิ้นปี 2555 จะขึ้นไปอยู่ที่ 49.9% ของจีดีพี และหากยังทำโครงการต่อไป ในปี 2562 หนี้สาธารณะจะสูงถึง 61% ของจีดีพีเกินกรอบทางการคลังที่กำหนดไม่เกิน 60% ซึ่งจะกระทบกับความเชื่อมั่นและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจตามมา เพราะปัญหาหนี้สินเป็นโรคที่รักษายากเหมือนที่เกิดขึ้นในอียู รัฐบาลควรมีความละอายและคำนึงถึงผลเสียของประเทศชาติด้วย


                     ด้านนายนิพนธ์  พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า การรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาลในปัจจุบัน ทำผิดข้อตกลงกับพันธสัญญาขององค์การการค้าโลก (ฮู) เนื่องจากได้สัญญาว่าจะแทรกแซงตลาดไม่ให้เกิน 3-4 ล้านตันเท่านั้น แต่ปัจจุบันใช้เงินแทรกแซงสูงกว่าหลายเท่า และการระบายข้าวในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลไม่เคยเปิดเผยข้อมูลให้สาธารณชนรับทราบ จากเดิมได้เปิดเผยต่อเนื่อง จึงต้องติดตามดูว่าหากขายข้าวในราคาถูกจะเป็นการทุ่มตลาดหรือไม่


                     นอกจากนี้ การจำนำข้าวในช่วงที่ผ่านมาพบว่ามีผลขาดทุนแล้วประมาณ 1.72 แสนล้านบาท ขณะที่ชาวนาได้ประโยชน์เพียง 1.1 แสนล้านบาท โรงสีได้ประโยชน์ 21,380 ล้านบาท โกดัง 2,313 ล้านบาท เป็นข้าวเสื่อมคุณภาพลงมูลค่า 10,482 ล้านบาท ต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้กับสถาบันการเงิน 14,454 ล้านบาท


                     ส่วนการขายข้าวที่รัฐบาลระบุว่าขายไปกว่า 1.49 ล้านตันแล้วนั้น เชื่อว่าเป็นการแอบขายข้าวในประเทศ เพราะข้าวมีราคาปรับลดลง ซึ่งจากที่ทราบข้อมูลมาพบว่ามีบริษัทนายหน้าติดต่อโรงสีต่างๆ หรือผู้ส่งออก เพื่อซื้อข้าวจากสต็อกของรัฐได้ในราคาที่ต่ำกว่าตลาดมากหลายรายที่ทำเป็นกระบวนการอีกทั้งมีการเปลี่ยนเอาข้าวใหม่ออกไปแทนข้าวเก่าด้วย ในระยะสั้นนี้รัฐบาลขายข้าวขาดทุนแน่นอนและระยะยาวข้าวจะมีคุณภาพต่ำลงเรื่อยๆ หากไม่เลิกโครงการจำนำ เพราะชาวนาส่วนใหญ่จะขอพันธุ์ข้าวอายุสั้น 75 วันไปปลูก เพื่อจะได้เก็บเกี่ยวได้เร็ว โดยไม่สนใจคุณภาพข้าวกันแล้ว


                     ขณะที่นายเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ กล่าวว่า มูลนิธิทำงานร่วมกับชาวนาที่สุพรรณอย่างใกล้ชิดมานาน 23 ปี พบว่าระยะเวลาที่ผ่านมาชาวนาไม่เคยร่ำรวยขึ้น ทุกวันนี้ยังมีปัญหาหนี้สินเพิ่มมากขึ้น เฉลี่ยอยู่ที่ครัวเรือนละ 5 แสนบาท และส่วนใหญ่ 60% จะเช่าที่ทำกินมีเพียง 40% ที่มีนาของตัว ขณะที่ต้นทุนการผลิตปัจจุบันนี้ก็เพิ่มสูงขึ้นจากที่เคยอยู่ในระดับ 3-4 พันบาทต่อไร่เป็น 6-7 พันบาทต่อไร่ โดยรับการจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งทำให้ต้นทุนของชาวนาสูงขึ้น เนื่องจากชาวนาต้องแย่งกันเช่าที่ ทำให้ค่าเช่าสูงขึ้นจากไร่ละพันบาทเป็น 1,500 บาท


                     “ต้องยอมรับว่าชาวนา 99% จะปลูกข้าวแบบเดิมไม่ยอมเปลี่ยนคามคิด เลิกใช้ยาฆ่าแมลงใช้ปุ๋ยอินทรีย์หรือทำตามแบบอย่างชาวนาที่ประสบความสำเร็จ จะทำแบบง่ายๆ ขายได้เร็ว จ้างคนอื่นๆ ทำ เพราะเข้าโครงการจำนำก็ได้สูงกว่าต้นทุนการผลิตอยู่แล้ว ทำให้ในอนาคตชาวนาไทยจะอ่อนแอลงปรับตัวและสู้กับชาวนาประเทศอื่นๆ ไม่ได้” นายเดชากล่าว


                     ด้านนายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า จากการที่ราคาข้าวไทยสูงขึ้น ทำให้ผู้ซื้อส่วนใหญ่ ซึ่งไม่ได้เป็นประเทศที่ร่ำรวยไม่สามารถยอมรับได้ ต้องหันไปซื้อข้าวจากเวียดนามและกัมพูชาแทน และจากตัวเลขมูลค่าการส่งออกข้าวระหว่างไทยและเวียดนามพบว่าแคบลงเรื่อยๆ คือในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา ไทยส่งออกข้าวคิดเป็นมูลค่าราว 3,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนเวียดนามส่งออกได้ราว 2,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ห่างกันเพียงกว่า 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่างกันราว 30% ซึ่งแคบลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าที่ห่างกันถึง 84%


                     "หากรัฐบาลยังคงนโยบายจำนำต่อไป เชื่อว่าในอีก 1-2 ปีข้างหน้า ไทยจะเสียแชมป์ในด้านมูลค่าการส่งออกข้าวให้กับเวียดนามแน่นอน จากปัจจุบันที่เสียแชมป์การเป็นผู้ส่งออกข้าวในด้านปริมาณไปแล้ว" นายชูเกียรติกล่าว


                     สำหรับผลกระทบต่อผู้ส่งออก ทำให้ขณะนี้ผู้ส่งออกรายกลางและเล็กอยู่ในภาวะลำบาก และมีแนวโน้มปิดกิจการลง ส่วนผู้ส่งออกรายใหญ่ที่พอมีศักยภาพได้หันไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านแล้ว เพราะมองดูในอนาคต ต้นทุนด้านข้าวของไทยแพงขึ้น หากไม่มีโครงการจำนำต้นทุนก็แพงขึ้นอยู่ดี ดังนั้น เมื่อต้องการจะอยู่รอดในวงการก็ต้องย้ายฐานไปประเทศเพื่อนบ้าน อย่างไรก็ดี ปัญหาสำคัญสำหรับโครงการจำนำก็คือการระบาย ซึ่งรัฐบาลถือว่าซื้อเก่งแต่ขายไม่เก่ง และสิ่งที่เลวร้ายกว่าคือการระบายแบบลับๆ ถือเป็นการส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม