
ไทยกู้ชาติ... ที่ชายแดนสะเดา
ไทยกู้ชาติ... ที่ชายแดนสะเดา : แลกคนละหมัด โดยชินสัคค สุวรรณอัจฉริย [email protected]
ผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการได้แสดงความเห็นถึงการเปิดเขตเศรษฐกิจเสรีในกลุ่มประชาคมอาเซียน ต่างก็ให้การยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าส่วนใหญ่ประเทศเราจะได้ประโยชน์จากการค้าและการลงทุน แต่นั่นคงจะไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกับธุรกิจโลจิสติกส์การขนส่งในภาคใต้ ซึ่งมีพรมแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน ปัจจุบันแม้ว่ายังไม่เกิดการค้าเสรีตามที่เราวางไว้ในอนาคต แต่ธุรกิจด้านนี้อยู่ภายใต้คำสั่งของมาเลเซียเกือบทั้งหมด เนื่องจากข้อตกลงของการข้ามผ่านชายแดนระหว่างไทยกับมาเลเซียมีอุปสรรคอย่างมาก โดยเฉพาะการขนส่งสินค้าให้แก่ลูกค้า อย่างเช่น การบริการรถตู้เพื่อข้ามผ่านชายแดนมาเลเซีย-จังโหลน ระยะทาง 2.5 กม.นั้นไม่สามารถวิ่งเข้าไปได้ เนื่องจากต้องเจอค่าปรับที่เป็นวงเงินตามสถานที่นั้นคือ เงิน 3,000 บาท จ่ายที่โรงพัก 6,000 บาท โดยต้องมีการประกันต่างประเทศแม้ว่าระยะทางจะอยู่ห่างจากชายแดน 2.5 กม.ก็ตาม ซึ่งหากมองการทำธุรกรรมนั้นถือว่าเป็นต้นทุนที่สูงมาก แต่ในทางกลับกันรถของมาเลเซียสามารถวิ่งไปถึงเชียงรายได้ ซึ่งเหมือนกับว่าภาครัฐไม่ได้ทำงานในจุดยุทธศาสตร์ของชายแดน
เรื่องนี้หลายครั้งตัวแทนของสมาคมผู้ประกอบการโลจิสติกส์ทำเรื่องไปกับหน่วยงานราชการจนถึงผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา แต่ก็ไม่มีแนวทางปฏิบัติ บางกระแสบอกว่าหน่วยงานราชการไม่กล้าทำเพราะกลัวถูกย้าย แต่ไม่ได้คิดว่าราชการซึ่งมีหน้าที่ได้รับเงินเดือนและมีอำนาจในการตัดสินใจกลับปล่อยปละละเลยให้มาเลย์เข้ามายึดครองและซื้อกิจการที่ดินหรือรถขนส่งเพื่อทำคลังสินค้า แย่งอาชีพคนไทย แต่งงานกับคนไทย ผู้ประกอบการแบบนอมินี 30 ปีก็ได้บัตรประชาชนแล้ว หน่วยงานรัฐก็ทราบดีอยู่ แต่เหมือนกับว่าไม่ให้ความสนใจในฐานะที่ปฏิบัติหน้าที่ซึ่งแตกต่างจากของเจ้าหน้าที่รัฐมาเลย์ โดยไม่มีการตรวจสอบ ซึ่งภาคธุรกิจโลจิสติกส์การขนส่งมีรถบรรทุกแต่ไม่มีงานแล้วยังต้องแข่งขันเรื่องต้นทุนกับมาเลย์อีกซึ่งราคาน้ำมันของเขาลิตรละ 18 บาท แต่ของเรา 31 บาท ดูเหมือนว่าคงจะต้านยากในธุรกิจนี้ เพราะนอกจากเขาเล่นจุดต้นทุนแล้วเขายังกีดกันและเลือกปฏิบัติว่ากระบวนการขนส่งของเราไม่มีมาตรฐานในรูปแบบต่างๆ ที่อ้างว่าการขนส่งของเรานั้นไม่สามารถให้ความปลอดภัยและไม่มีคุณภาพได้ ทำให้เราไม่ได้งานการขนส่งระหว่างชายแดน การขนส่งชายแดนเรายังไม่สามารถออกไปได้ในรัศมี 2.5 กม.จากแดนของเรา
ในขณะที่เขาจ่ายเงินแก่หน่วยงานของรัฐตั้งแต่สะเดาจนถึงเชียงราย พัทลุง สุราษฎร์ กระบี่ เขายึดครองธุรกิจนี้เกือบหมดแล้วทั้งที่ไม่สามารถทำได้เมื่อเปรียบเทียบสถานการณ์ที่ผู้ประกอบการโลจิสติกส์การขนส่งเผชิญอยู่ เลยไม่รู้ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐทำไมไม่กวดขันปล่อยให้เขาทำอะไรอย่างเสรีในขณะที่สถานประกอบการจ่ายภาษี จ้างแรงงานในท้องถิ่น ถ่ายทอดความรู้ให้แก่นักวิชาการในการเรียนการสอน คุณค่าดังกล่าวนี้มากเพียงพอหรือที่หน่วยงานของรัฐต้องทำงานหรือรักชาติ จนพุงปลิ้น? ถ้าต้องการแสดงให้เห็นว่าหน่วยงานของรัฐรักชาติจริงและคุ้มครองผลประโยชน์ให้แก่ผู้ประกอบการเพื่อการแข่งขัน อย่างน้อยก็น่าจะทำงานและกวดขันมากกว่านี้ แต่นั่นแหละคนที่รักชาติส่วนใหญ่จะมีความร่ำรวยโดยไม่มีที่มา และสะเดาคือบ่อน้ำมันขุมทรัพย์ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือผู้บริหารระดับสูงอยากจะมีส่วนร่วมในธุรกรรมบางอย่าง
เหตุผลที่เชื่ออย่างนี้ก็คือข้อเสนอของสมาคมโลจิสติกส์และการขนส่งภาคใต้ที่มีสมาชิกมากกว่า 50 รายไม่เคยได้รับการตอบสนอง ไม่ใช่เรื่องที่ยุ่งยากอะไรคือการใช้มาตรการโต้ตอบบริษัทมาเลย์ที่ทำธุรกิจได้สิทธิทั้งที่สิทธิดังกล่าวไม่มีจากสะเดาถึงเชียงราย การขาดผู้รับผิดชอบโดยตรงนั้นในระดับจังหวัดยังไม่รู้ว่าจะมีทำไมเพราะแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ รัฐบาลส่วนกลางควรจะเปลี่ยนวิธีการได้แล้วในการกำหนดตัวแทนผู้บริหารส่วนกลางมาดูแลเพราะไม่สามารถเชื่อมโยงกับผลประโยชน์ของสมาคมผู้ประกอบการได้ สะเดาแม้ว่าเป็นบ่อน้ำมันของคนบางกลุ่ม แต่นั่นก็กลายเป็นคำสาปด้านทรัพยากรที่มั่งคั่งให้ผู้ประกอบการสมาคมโลจิสติกส์และการขนส่งภาคใต้ปิดบริษัทและไร้ระเบียบตรงที่การวิ่งเต้นไม่มีสถาบัน เราเริ่มเข้าใจถึงการรักชาติแบบน้ำลายหก



