
ใครฆ่าสิ่งพิมพ์
ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : ใครฆ่าสิ่งพิมพ์ : โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ
สื่อสิ่งพิมพ์โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์รายวันเคยเป็นธุรกิจที่หอมหวนและทรงอิทธิพล แต่โลกยุคดิจิตอลในปัจจุบันนี้ทำให้สื่อสิ่งพิมพ์ทั้งหลายกำลังตกอยู่ในภาวะล่อแหลมอันตราย ที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกทยอยกันปิดตัวลงไปเรื่อยๆ ที่เหลืออยู่ก็มีแต่คนวิเคราะห์ว่ายากที่จะดำรงอยู่ได้ หรือที่อยู่ได้ก็ตกอยู่ในภาวะ “ไม่ตายแต่เลี้ยงไม่โต” ศัตรูตัวสำคัญที่ถูกอ้างว่าเป็นผู้ที่ทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้น คือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่แพร่หลายกระจายไปได้รวดเร็วและกว้างขวางกว่า
หนังสือพิมพ์รายวันเริ่มได้รับสัญญาณอันตราย เมื่อมีการแข่งขันกันนำเสนอข่าวด้วยความรวดเร็ว ใครสามารถนำข่าวไปสู่ผู้บริโภคได้ก่อนคนนั่นคือผู้ที่อยู่ในตำแหน่งเหนือกว่า แต่จะเหนือกว่าทางด้านธุรกิจด้วยหรือไม่คงไม่สามารถตอบได้ ยุคเริ่มต้นครั้งนั้นหนังสือพิมพ์รายวันจึงเสนอขายข่าวทางเครื่องมือสื่อสาร เช่น เพจเจอร์, โทรศัพท์เคลื่อนที่ ฯลฯ ควบคู่กันไปกับการขายหนังสือพิมพ์ด้วย
ในมุมมองของผมนั่นคือสัญญาณอันตรายระยะแรก เพราะในเมื่อผู้บริโภคได้รับทราบผลสุดท้ายของข่าว ที่จะตามมาปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์อีกหลายชั่วโมงข้างหน้าไปแล้ว ก็มีความจำเป็นน้อยลงที่จะต้องไปจ่ายเงินซื้อหนังสือพิมพ์ บวกกับรสนิยมการบริโภคข้อมูลข่าวสารของคนยุคใหม่ ที่นิยมบริโภคเพียงแค่ผลสรุปและเอาเร็วเข้าว่า แม้หลายครั้งจะพบว่าเนื้อหรือข้อมูลของข่าวคลาดเคลื่อนไปบ้าง ผู้บริโภคยุคนี้ก็ยังทำใจรับกันได้ ข่าวด่วนชนิดรายงานสรุปข่าวจึงเป็นข่าวที่ถูกกับตลาดปัจจุบัน
ต่อมาหนังสือพิมพ์จึงถูกเบียดให้ตกลู่แข่งขันด้วยรายการเล่าข่าว เพราะนักเล่าข่าวลงทุนเพียงแค่ค่าหนังสือพิมพ์ไม่กี่บาท บวกกับลีลาการเล่าข่าวเฉพาะตัวก็สามารถทำรายการได้ แม้ในการเล่าข่าวจะทำราวกับว่าได้ให้เกียรติที่มาของหนังสือพิมพ์ที่นำข่าวมาเล่าแล้วก็ตาม แต่นั่นก็เท่ากับว่าฝังหนังสือพิมพ์รายวันให้ตายลึกลงไปในหลุมเข้าไปอีก เพราะจะมีใครยอมจ่ายเงินเพื่อรับรู้ข่าวที่ได้รู้แล้ว แถมยังรับรู้แบบมีอารมณ์ร่วมด้วยอีกต่างหาก
หมัดน็อกหมัดสุดท้ายคือการรายงานข่าวตามสื่ออิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลาย ที่ผู้จัดทำเว็บไซต์ลงทุนจ้างคนเพียงไม่กี่คน ค้นคว้าหาข่าวและนำมารายงานลงไปในสื่อที่จัดทำขึ้น ต่างจากหนังสือพิมพ์ที่ต้องลงทุนจ้างนักข่าวนับร้อยคนต่อฉบับสำหรับหนังสือพิมพ์รายวัน ต้นทุนที่ต่างกันแต่ได้รับรู้ข้อความเดียวกัน ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งนำเสนอได้รวดเร็วกว่า ย่อมทำให้รู้ได้ทันทีว่าฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ
อีกทั้งในทุกช่องทางการแข่งขันที่กล่าวมา หนังสือพิมพ์รายวันแทนที่จะตั้งรับในสนามที่ตนเองถนัด แต่กลับกลายเป็นว่ากระโดดลงไปเล่นแข่งขันในสนามของสื่ออื่น เพราะคิดว่าต้องการไล่ล่าขายความรวดเร็วของข่าวกับสื่ออื่นๆ ด้วย ซึ่งเปรียบได้กับว่าเมื่อมีการรายงานผลการแข่งขันกีฬาไปแล้ว จะมีใครอีกสักกี่คนที่จะติดตามชมรายการกีฬาเดียวกันนั้นในลักษณะเทปบันทึกภาพการแข่งขัน ยกเว้นแต่มีเหตุการณ์พิเศษมากๆ เกิดขึ้นในการแข่งขันรายการนั้นๆ เท่านั้น
ดังนั้น สำหรับสื่อสิ่งพิมพ์หากไม่สามารถปรับยุทธวิธี ทั้งการนำเสนอและแนวทางการตลาดให้แตกต่างได้ ก็คงจะต้องทยอยปิดตัวลงดังเช่นที่เป็นข่าวกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่ใครที่สามารถมองหากลยุทธ์และวิธีการต่อสู้เฉพาะตัวได้ ก็ยังมีโอกาสโลดแล่นต่อไปได้ในโลกของธุรกิจสื่อใบนี้ได้ต่อไป
--------------------
(ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : ใครฆ่าสิ่งพิมพ์ : โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ)



