ข่าว

'อภิสิทธิ์'ส่งทนายยื่นศาลปค.ปมถอดยศ

'อภิสิทธิ์'ส่งทนายยื่นศาลปค.ปมถอดยศ

12 พ.ย. 2555

'อภิสิทธิ์' ส่งทนายร้องศาลปกครองเพิกถอนคำสั่งถอดยศ-เรียกคืนเบี้ยหวัด ชี้ขัดกม. เชื่อหวังทำลายความเชื่อถือก่อนซักฟอก เล็งยื่น ปปช. เอาผิด

                        12 พ.ย.55 นายบัณฑิต ศิริพันธุ์ ทนายความ รับมอบอำนาจ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยื่นฟ้อง พ.ล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม เป็นผู้ถูกฟ้อง เรื่องกระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย กรณีที่มีคำสั่งกลาโหมลงวันที่ 8 พ.ย.55 ปลดนายอภิสิทธิ์ ออกจากราชการเป็นทหารกองหนุน รับเบี้ยวหวัดบำนาญสังกัด บก.จทบ.ก.ท.

                        โดยคำฟ้องระบุว่า เมื่อปี 2542 ขณะผู้ฟ้องเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มี สมาชิกพรรคความหวังใหม่ในขณะนั้น ปัจจุบันเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ร้องเรียนกระทรวงกลาโหมว่าผู้ฟ้องไม่ได้เข้ารับราชการในการเป็นอาจารย์ประจำโรงเรียนนายร้อย จปร. เมื่อปี 2531 ตามกฎหมาย ต่อมากระทรวงกลาโหมจึงมีคำสั่งตั้งจเรทหารบก เป็นกรรมการสอบสวนกรณีที่ผู้ฟ้องเข้ารับราชการตำแหน่ง รรก.อจ.ส่วนการศึกษา จปร.ซึ่งพ.ล.อ.อ.พะเนียง กานตรัตน์ รมว.กลาโหมเมื่อปี 2530 มีคำสั่งบรรจุผู้ฟ้องเข้าเป็นข้าราชการกลาโหมพลเรือนชั้นสัญญาบัตรเมื่อวันที่ 7 ส.ค.30 ซึ่งหลังจากรับการบรรจุและเมื่อผู้ฟ้องทำการฝึกเป็นทหารตามระเบียบที่กลาโหมกำหนดไว้ ก็ได้รับพระราชทานยศร้อยตรี (ร.ต.) ในเวลาต่อมา แต่ผู้ฟ้องลาออกเมื่อปี 2532 เพื่อลงสมัคร ส.ส.สังกัดพรรคประชาธิปัตย์และในปี 2535ผู้ฟ้องได้เป็น ส.ส.มาจนถึงปัจจุบัน

                        ทั้งนี้ในการสอบสวนกรณีของผู้ฟ้องดังกล่าวเมื่อปี 2542 กรรมการชุดนั้น สรุปความเห็นว่า เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องบางนายกระทำผิด และเสนอต่อผู้บังคับบัญชาลงโทษ ซึ่งรายงานนั้นไม่เป็นธรรมกับผู้ฟ้อง และไม่มีอำนาจที่จะใช้วินัยทหารมาบังคับกับผู้ฟ้องได้ เนื่องจากผู้ฟ้องได้พ้นจากการเป็นนายทหารประจำการซึ่งได้รับอนุญาตให้ลาออกจากราชการทหารตั้งแต่ปี 2532 ประกอบกับการสอบสวนนั้นเป็นเรื่องของการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทหารกองประจำการซึ่งก็ไม่ปรากฏว่าขณะนั้นมีการลงโทษเจ้าหน้าที่ทหารที่อ้างว่ากระทำผิดแต่อย่างใด กระทั่งปี 2551เมื่อผู้ฟ้องได้มาเป็นนายกรัฐมนตรีหลังจากนั้น สมาชิกพรรคเพื่อไทยก็ได้ร้องเรียนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) และกระทรวงกลาโหมเพื่อให้ดำเนินการถอดถอนชั้นยศของผู้ฟ้อง พร้อมให้คืนเบี้ยหวัดอีกโดยอ้างว่า ผู้ฟ้องไม่ได้เข้ารับการตรวจเลือกทหารกองเกิน (หนีเกณฑ์ทหาร) และใช้เอกสารเท็จสมัครรับราชการทหาร ซึ่งการร้องเรียนนั้นเพื่อต้องการให้ผู้ฟ้องขาดความเป็นสมาชิกภาพ ส.ส.และให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งป.ป.ช.และกระทรวงกลาโหม ขณะนั้นเห็นว่าการร้องเรียนไม่เข้าหลักเกณฑ์เนื่องจากผู้ฟ้องไม่ได้กระทำผิดตามข้อกล่าวหาและไม่เคยมีคำพิพากษาว่าผู้ฟ้องกระทำผิดในเรื่องดังกล่าว

                        แต่หลังจากนั้นเมื่อ พ.ล.อ.อ.สุกำพล ผู้ถูกฟ้อง มาเป็น รมว.กลาโหมในวันที่ 18 ม.ค.55 สมาชิกพรรคเพื่อไทยใช้โอกาสนี้ยื่นเรื่องให้มีการสอบสวนกรณีของผู้ฟ้องอีกครั้ง โดยผู้ถูกฟ้องตั้งกรรมการสอบสวนขึ้นมาและเร่งดำเนินการจัดทำรายงานว่า ผู้ฟ้องกระทำผิดตามข้อกล่าวหาโดยไม่เรียกผู้ฟ้องไปให้ถ้อยคำหรือแสดงพยานหลักฐาน จนกระทั่งนายจตุพร พรหมพันธุ์ นำมาใช้อ้างเป็นพยานต่อศาลอาญาในคดีที่ผู้ฟ้อง เป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีหมิ่นประมาท แต่คดีนั้นศาลอาญา มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกนายจตุพร 6 เดือนโดยให้รอลงอาญา 2 ปี และปรับ 5 หมื่นบาท ซึ่งช่วงเวลาที่ศาลอาญากำลังพิจารณาดังกล่าว กลับปรากฏว่าสมาชิกพรรคเพื่อไทย ได้วางแผนร่วมรู้กับผู้ถูกฟ้อง ไปร้องเรียนผู้ตรวจการแผ่นดินให้พิจารณาสอบสวนข้อเท็จจริงกรณี รมว.กลาโหม ไม่พิจารณาตามอำนาจหน้าที่ในการถอดถอนชั้นยศและเรียกคืนเบี้ยหวัดจากผู้ฟ้อง ทั้งนี้การดำเนินนั้นเพื่อให้ผู้ถูกฟ้องในฐานะ รมว.กลาโหมใช้เป็นข้ออ้างได้ว่า ผู้ถูกฟ้องไม่ได้มีอคติกับผู้ฟ้องที่จะดำเนินการสอบสวนแต่เป็นกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินแจ้งให้ดำเนินการ แต่ต่อมาเมื่อผู้ตรวจการแผ่นดินมีคำวินิจฉัยให้ยุติเรื่อง เนื่องจากเห็นว่าที่ผ่านมา รมว.กลาโหม ได้พิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว จึงให้กระทรวงกลาโหมแจ้งผู้ตรวจการแผ่นดินทราบด้วยหากมีการดำเนินการต่อไป

                        ต่อมาผู้ถูกฟ้อง จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ ขึ้นมาอีกชุดเพื่อดำเนินการ กรณีบรรจุผู้ฟ้องรับราชการ และการขึ้นทะเบียนกองประจำการ รวมทั้งการแต่งตั้งยศทหาร ซึ่งผู้ฟ้องเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องมีเจตนากลั่นแกล้ง โดยผู้ถูกฟ้องเคยประกาศต่อหน้า ส.ส.พรรคเพื่อไทย และต่อหน้า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในการประชุม ส.ส.เพื่อไทย วันที่ 9 ต.ค.55 ว่า ภายในเดือน ต.ค.นี้ กระทรวงกลาโหม จะดำเนินการถอดยศ รวมถึงการเรียกเงินเบี้ยหวัดคืนจากผู้ฟ้อง ซึ่งมีข้อความลงใน นสพ.ไทยโพสต์ วันที่ 10 ต.ค.55 จากนั้นผู้ถูกฟ้องยังเคยประกาศย้ำต่อหน้าสื่อมวลชนด้วยในวันที่ 1 พ.ย.55 ขณะที่การสอบสวนดังกล่าวใช้ความเร่งรีบสรุปผลการสอบสวน ซึ่งคณะกรรมการมีหนังสือลงวันที่ 22 ต.ค.55 แจ้งผู้ฟ้องให้ปากคำวันที่ 30 ต.ค.และส่งเอกสารภายใน 6 พ.ย. ขณะที่ผู้ฟ้องส่งหนังสือแจ้งกลับคณะกรรมการพร้อมให้ความร่วมมือและขอให้มีการแจ้งประเด็นที่จะให้การและเอกสารที่เกี่ยวข้องมาให้ผู้ฟ้องก่อน แต่ในวันที่ 6 พ.ย.คณะกรรมการมีหนังสือยืนยันให้ผู้ฟ้องให้ปากคำแต่ไม่ยอมส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องให้ผู้ฟ้องทราบตามที่ร้องขอ ซึ่งผู้ฟ้องได้แจ้งขอเลื่อนเข้าให้ปากคำแล้วเนื่องจากติดภารกิจไปต่างประเทศที่นัดหมายล่วงหน้านานแล้ว แต่ปรากฏว่าคณะกรรมการ ไม่รอการให้ปากคำของผู้ฟ้องโดยปราศจากเหตุผล แล้วยังไปให้ข่าวสื่อมวลชนว่าผู้ฟ้องไม่ไปให้การโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องจึงรีบสรุปสำนวนส่งผู้ถูกฟ้องพิจารณาสั่งในวันที่ 8 พ.ย.จากนั้นผู้ถูกฟ้องมีคำสั่งปลดผู้ฟ้องออกจากราชการเป็นทหารกองหนุนรับเบี้ยหวัดบำนาญสังกัด บก.จทบ.ก.ท.ในวันที่ 8 พ.ย.ดังกล่าว

                        โดยการสอบสวนกรณีนี้ไม่ใช้เรื่องเร่งด่วน ประกอบกับ ที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน มีคำวินิจฉัยให้ยุติเรื่องดังกล่าวตามพ.ร.บ.ว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ.2542 มาตรา 28 (3) ซึ่งให้กระทรวงกลาโหมแจ้งผู้ตรวจการแผ่นดินทราบหากมีการดำเนินการต่อไปนั้น กรณีไม่ใช่การกล่าวหาผู้ฟ้อง โดยผู้ถูกฟ้องมีหน้าที่เพียงรายงานให้ผู้ตรวจการแผ่นดินทราบเท่านั้น คำสั่งผู้ถูกฟ้องนั้นจึงถือว่าขัดต่อบทบัญญัติและเจตนารมณ์ พ.ร.บว่าด้วยวินัย ทหาร พ.ศ.2476 เพราะผู้ถูกฟ้องไม่มีอำนาจลงโทษผู้ฟ้องที่กล่าวหาว่า ผู้ฟ้องประพฤติมิชอบในวงราชการ กระทำผิดวินัยทหารอย่างร้ายแรงไม่สมควรอยู่ในราชการต่อไปนับจากวันกระทำผิด ซึ่งคณะกรรมการของกลาโหมพิจารณาแล้วว่ามีเหตุอันสมควรให้ลงโทษเพราะกระทำผิดวินัย เนื่องจากทหารที่อยู่บังคับกฎหมายดังกล่าวต้องเป็นทหารกองประจำการ และทหารประจำการ ส่วนทหารกองเกินและทหารกองหนุนเป็นทหารที่ไม่ได้รับราชการทหารและไม่ได้อยู่ประจำหน่วยราชการ จึงไม่อยู่ในบังคับพ.ร.บ.ว่าด้วยวินัย ทหารฯ และการดำเนินการของผู้ถูกฟ้องก็ไม่ได้เป็นไปตามขั้นตอนกฎหมาย ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกา เคยมีคำวินิจฉัยเลขที่ 566/2553 เป็นแนวทางให้กระทรวงกลาโหมและทุกเหล่าทัพถือปฏิบัติแล้วว่า กระทรวงกลาโหมไม่มีอำนาจปลดนายทหารที่ออกประจำการไปแล้ว โดยผู้ฟ้องไม่ได้รับราชการและไม่ได้อยู่ประจำหน่วยทหารนับตั้งแต่วันที่ได้รับอนุมัติให้ลาออกจนถึงปัจจุบันนานถึง 23 ปีเศษแล้ว การดำเนินการของผู้ถูกฟ้องนั้น จงใจทำลายความน่าเชื่อถือของผู้ฟ้องและไม่ต้องการให้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีเกิดขึ้น ผู้ฟ้องจึงขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งรมว.กลาโหม ลงวันที่ 8 พ.ย.55โดยให้มีผลนับตั้งแต่วันที่ออกคำสั่ง
ศาลรับคดีไว้ในสารบบความ หมายเลขดำ 2900/2555 เพื่อพิจารณาและมีคำสั่งต่อไปว่าจะรับฟ้องเพื่อมีคำพิพากษาต่อไปหรือไม่

                        ขณะที่นายบัณฑิต ศิริพันธุ์ ทนายความของนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เมื่อฟ้องคดีแล้วทุกอย่างก็เข้าสู่กระบวนพิจารณาของศาล โดยระหว่างนี้ถ้า ส.ส.เพื่อไทย จะมีการกล่าวหานายอภิสิทธิ์ ขาดสมาชิกสภาพ ส.ส.เพื่อจะให้ขึ้นอภิปรายไม่ไว้ใจวางใจในวันที่ 25 พ.ย.ที่กำลังจะถึงนั้น หากประธานสภา ไปร่วมกับแผน ส.ส.เพื่อไทย แล้วหากวันหนึ่งศาลปกครอง มีคำวินิจฉัยออกมาว่าคำสั่งกลาโหมไม่ชอบ แล้วใครจะรับผิดชอบ ประธานสภาจะรับผิดชอบหรือไม่ ดังนั้นหากจะมีการยื่นอะไรก็ยื่นไป แต่ให้รอดูคำสั่งศาลปกครองต่อไป ตนจึงมั่นใจว่าเมื่อมีการอภิปรายนายอภิสิทธิ์ ยังได้ขึ้นอภิปรายในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน ขณะที่ภายในสัปดาห์นี้ ตนจะยื่นเรื่องต่อ ปปช. ให้พิจารณาเอาผิดคณะกรรมการของกลาโหมเรื่องนี้ด้วย ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ โดยมั่นใจว่า การฟ้องนี้ไม่ขัดต่อกฎหมายวิธีพิจารณาคดีของศาลปกครอง เพราะที่มีการอ้างว่าเป็นคำสั่งลงโทษวินัยทหารนั้น ก็ไม่ใช่เพราะนายอภิสิทธิ์พ้นจากการประจำการมาแล้ว อย่างไรก็ดีการฟ้องคดีนี้ยังไม่ได้ขอให้ศาลไต่สวนฉุกเฉินเพื่อกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราว เพราะยังไม่มีเหตุที่ต้องขอแต่ให้เป็นไปกระบวนการพิจารณาของศาล

                        ส่วนที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว. ยื่นเรื่องให้ กกต.ส่งเรื่องถือประธานสภาเพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยกรณีของนายอภิสิทธิ์นั้น นายบัณฑิต ทนายความของนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า หากมีการส่งถึงศาลรัฐธรรมนูญจริง ก็จะยึดแนวทางที่ฟ้องคดีในศาลปกครองเป็นข้อต่อสู้ในศาลรัฐธรรมนูญด้วย

                        เมื่อถามว่า การยื่นฟ้องคดีในศาลปกครอง เป็นการใช้กระบวนการทางศาลที่จะทำให้กรณีอื่นที่มีร้องเรียนของนายอภิสิทธิ์ ต้องรอคำสั่งของศาลปกครองใช่หรือไม่ นายบัณฑิต กล่าวว่า ก็น่าจะเป็นเช่นนั้น ทุกฝ่ายก็น่าจะต้องรอคำสั่งศาลปกครอง