ข่าว

ประชาธิปไตยไม่ต้องแช่แข็ง

ประชาธิปไตยไม่ต้องแช่แข็ง

12 พ.ย. 2555

ประชาธิปไตยไม่ต้องแช่แข็ง : ว่ายทวนอารมณ์ โดยใบตองแห้ง [email protected]

              เลือกตั้งอเมริกาใครชนะ? คนไทยชนะ (ฮา) เพราะสื่อไทยประโคมข่าวคุณผู้หญิงลูกครึ่งได้รับเลือกเป็น ส.ส.เชื้อสายไทยคนแรก คนไทยทำอะไรไม่แพ้ชาติใดในโลก ได้ภาคภูมิใจกับความเป็นไทยกันอีกแร้ววว..
    
              ไม่ทราบว่าคนไทยดูข่าวเลือกตั้งอเมริกาแล้วซึมซับความเป็นประชาธิปไตยแค่ไหน เพราะในบ้านเรายังมีคนคิดล้มรัฐบาลโดยไม่ต้องเลือกตั้งใหม่ ให้แช่แข็งประเทศไทยไว้ 5 ปี
    
              ที่แย่ไปกว่านั้นคือ สังคมไทยไม่รู้สึกรู้สาอะไร บ้างก็เชียร์ บ้างก็ให้ท้าย หรือแอบให้ท้าย โดยเฉพาะสื่อมวลชน ทั้งที่เมื่อมีคนคิดล้มล้างระบอบประชาธิปไตย ริบอำนาจไปจากประชาชน ไม่ว่าฝ่ายค้าน นักวิชาการ สื่อ หรือนักธุรกิจ ก็ควรประณามคัดค้าน
    
              นี่ตรงกันข้าม ถ้ารัฐบาลดำเนินคดี เสธ.อ้าย ฐานคิดล้มล้างระบอบการปกครอง กลับจะปกป้องโวยวายว่ากลั่นแกล้งใส่ร้าย ใช้อำนาจไม่เป็นธรรม
    
              วันถัดจากเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกา มีการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์จีน รับรองผู้นำใหม่ ซึ่งจัดโผไว้แล้ว เป็นกระบวนการตรายาง ซึ่งเรียกอย่างเท่ๆ ว่า “ประชาธิปไตยรวมศูนย์”
    
              นั่นคือประเทศที่พวกปฏิเสธประชาธิปไตยยกย่องเป็นเยี่ยงอย่าง อ้างว่า “ประชาธิปไตยจัดโผ” ทำให้จีนเป็นมหาอำนาจ ทั้งที่เป็นภาพลวงตา ถ้าจีนไม่สามารถปฏิรูปประชาธิปไตยในเร็วๆ นี้ก็จะพังทั้งระบอบ เพราะ 4 ปีที่ผ่านมามีเจ้าหน้าที่พรรคถูกจับฐานคอร์รัปชั่นถึง 6 แสนกว่าคน
    
              คืนชนะการเลือกตั้ง โอบามากล่าวสุนทรพจน์ ที่ฟังแล้วขนลุก

              “หากคุณพร้อมใจทำงานหนัก ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร มาจากไหน หน้าตาอย่างไร ไม่ว่าคุณจะเป็นคนผิวดำ คนผิวขาว ฮิสปานิก เอเชีย หรือชนพื้นเมืองอเมริกัน เป็นเยาวชน เป็นคนแก่ เป็นคนรวย เป็นคนจน เป็นคนพิการ เกย์ หรือคนรักเพศตรงข้าม คุณสามารถทำมันได้ในอเมริกาถ้าคุณพร้อมใจพยายาม”

              นั่นคือ American Dream ซึ่งอาจไม่เป็นจริงทั้งหมด แต่พลังของมันคือเป็นความฝันที่อยู่บนพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย บนเสรีภาพ และความเท่าเทียม พลังนี้เองที่ทำให้อเมริกาเป็นมหาอำนาจ

              อ.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ กล่าวว่า รากเหง้าของอเมริกาคือการปกครองตัวเอง อเมริกาไม่มีประวัติศาสตร์ ไม่มีรากเหง้าทางวัฒนธรรมคอยตีกรอบขีดคั่น บรรพบุรุษอเมริกันคือ “ไพร่” ผู้ใช้แรงงาน ชาวไร่ อพยพหนีระบอบเจ้าขุนมูลนายมาจากยุโรป ใครมีกำลังหักล้างถางพงเท่าไหร่ก็ทำไป เมื่อชุมชนขยายก็ตั้งเมือง เลือกนายอำเภอ เลือกผู้พิพากษา มาปกครองกันเอง จนรวมกันเป็นรัฐเป็นประเทศ

              ประชาธิปไตยอเมริกันจึงเข้มแข็ง ไม่เหมือนประเทศแถบเอเชียที่เป็นสังคมอุปถัมภ์ มีรากเหง้าเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียมฝังลึก นี่ต่างหากคือปัญหา ไม่ใช่คนไทยไร้การศึกษา เพราะจบปริญญาแต่ไม่กล้าคิดไม่กล้าพูดก็มีถมไป

              รัชกาลที่ 5 ส่งคณะทูตไทยไปอเมริกาเมื่อปี พ.ศ.2427 เป็นครั้งแรกที่สองโลกมาพบกัน พระองค์เจ้าโสณบัณฑิตย์เขียนบันทึกไว้ว่า เมื่อคณะทูตไปชมการสวนสนาม ก็เห็นคนอเมริกัน “กิริยามารยาทไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง”

              “พลทหารผิวดำเดินหิ้วถังใส่น้ำแข็ง ถามท่านเปรซิเดนท์ “จะรับพระราชทานน้ำหรือไม่” ดูประหลาดดี ต่อหน้าการใหญ่โตก็มาถามกันได้ดังนี้”

              มีตอนหนึ่งคณะทูตไปชิคาโก ต้องนั่งรถไฟซึ่งไม่แบ่งชั้น

              “เพราะฉะนั้นต้องนั่งปนกับคนงานที่แต่งตัวผ้าเก่าๆ สาบเหม็นฟุ้งไป และเสื้อกางเกงขาดๆ ชุนๆ ปะเต็มไปด้วยฝุ่นและปูนเปื้อนเปรอะไปทั้งนั้น ใช่แต่เพียงแต่งตัวเปื้อนเปรอะอย่างเดียวนั้นหามิได้ ยังมีคนมากเข้าเขาก็มานั่งเคียงๆ เบียดเสียดสีต่างๆ....มิหนำซ้ำอมยากันแทบทุกคน บ้วนน้ำลายลงเปื้อนพื้นสกปรกเต็มที การเหล่านี้เป็นของหยาบคาย หาควรที่จะกราบบังคมทูลพระกรุณาไม่ แต่ทว่าเป็นความที่ได้ไปถูกปนกับคนเลวที่สุดครั้งหนึ่งซึ่งไม่เคยพบเลย เป็นของประหลาดอยู่ และความรำคาญด้วยคนจำพวกนี้ ใช่แต่ที่ได้กราบบังคมทูลพระกรุณามาเท่านั้นหามิได้ ยังคุยกันอึกทึกกึกก้องจนไม่สบายหู ที่สุดเขาเถียงกันว่าข้าพระพุทธเจ้าทั้งปวงเป็นจีนหรือญี่ปุ่นกันแน่ ต่างคนต่างออกความเห็นกัน ยังแต่จะมาถามเอาเท่านั้น พอถึงเมืองชิคาโกแล้ว ข้าพระพุทธเจ้าทั้งปวงมีความยินดีเป็นที่สุด ที่พ้นจากมนุษย์จำพวกนี้มาได้ ถ้าอยู่กรุงเทพฯ ก็เห็นจะต้องถึงอาบน้ำมนต์กันเป็นแน่”