ข่าว

'ยุทธพงศ์'ยัน'พร้อมรับศึกอภิปราย'

'ยุทธพงศ์'ยัน'พร้อมรับศึกอภิปราย'

12 พ.ย. 2555

ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร 'มือใหม่แต่พร้อมรับศึกอภิปราย' : สัมภาษณ์พิเศษ โดย... สมถวิล เทพสวัสดิ์

              การบริหารงานครบรอบ 1 ปี ของ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตำแหน่ง "รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์" ถูกปรับเปลี่ยนมาแล้ว 2 ครั้ง และการปรับ "ครม.ปู 3" ถือว่า "ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร" เป็น "รมช.เกษตรและสหกรณ์" คนที่ 3 ที่ถูกมอบหมายให้มานั่งในตำแหน่งนี้
    
              นั่นหมายความว่าทุกครั้งที่มีการปรับคณะรัฐมนตรี "รมช.เกษตรฯ" ถูกปรับเปลี่ยนทุกครั้ง กระทรวงนี้จึงมีความสำคัญ เพราะเกี่ยวข้องกับนโยบายและเป็นฐานเสียงใหญ่นั่นเอง
    
              การเข้ามานั่งเก้าอี้ "รัฐมนตรี" ของ "ยุทธพงศ์" ครั้งนี้เกิดแรงกระเพื่อมในพรรคพอสมควร โดยเฉพาะบรรดาส.ส.อาวุโสภาคอีสานหลายคนมองว่า "ยุทธพงศ์" ที่มาจากพรรคประชาธิปัตย์ แล้วได้ดีข้ามหัวส.ส.อาวุโสที่อยู่กับพรรคมานาน
    
              "คิดว่าเรื่องในพรรคไม่มีปัญหา ผมเข้าพรรคทุกครั้งที่มีประชุมและเข้าประชุมสภา เวลาเจอส.ส.อาวุโสก็บอกถ้ามีอะไรให้ผมรับใช้ก็น้อมรับ ขณะเดียวกันก็ส.ส.อีสานอาวุโสหลายคนให้กำลังใจ" ยุทธพงศ์ ชี้แจง เกี่ยวกับปัญหาในพรรค
    
              "ยุทธพงศ์" มองว่าสาเหตุที่เขาได้เป็นรัฐมนตรีในครั้งนี้ เพราะไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือเป็นรัฐบาลก็ทำงานตลอด ปีแรกที่เข้าพรรคเพื่อไทยได้ทำเรื่องการบุกรุกที่ดินที่เขาแพง หมู่ 6 ต.แม่น้ำ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ของ "แทน เทือกสุบรรณ" ลูกชาย "สุเทพ เทือกสุบรรณ" อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เรื่องอยู่ในการพิจารณาของ ป.ป.ช. และดีเอสไอ ปีต่อมาทำเรื่องภาษีบุหรี่ ของบริษัทฟิลลิป มอร์ริส มูลค่า 7.8 หมื่นล้านบาท และล่าสุดก็เรื่องการต่อสัญญารถไฟฟ้าบีทีเอส 30 ปี ของ กทม.
    
              การเข้ามารับตำแหน่ง "รมช.เกษตรและสหกรณ์"  ซึ่งมี "ยุคล ลิ้มแหลมทอง" อดีตปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็น "รมว.เกษตรฯ" ในสัดส่วนของ "พรรคชาติไทยพัฒนา" หลายฝ่ายต่างรู้ดีว่าผู้บริหารอำนาจตัวจริงคือ "บรรหาร ศิลปอาชา" ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคเป็น
    
              การที่ "พรรคเพื่อไทย" ส่ง "ยุทธพงศ์" ลงมานั่งในตำแหน่ง "รมช.เกษตรและสกรณ์" ถือว่าไม่ธรรมดา เพราะบุคลิกของ "ยุทธพงศ์" ถือเป็นคนค่อนข้าง "แรง" ไม่ยอมเสียเปรียบใคร
    
              "ผมมาเพื่อทำงานและเราก็รู้ว่าเรามาที่นี่ พรรคที่เป็นเจ้าของกระทรวงเกษตรฯ คือพรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งตัวผมเองจะทำงานเน้นหารือกับรมว.เกษตรฯ ในเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องยางพาราก็ต้องแจ้งให้ท่านทราบว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ จนถึงขณะนี้ผมหารือกับรัฐมนตรีว่าการทุกวันอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันในการทำงานกับพรรคชาติไทยพัฒนาได้คุยกันไว้แล้วว่าในการทำงานที่พรรคเพื่อไทยรับผิดชอบจะให้พรรคเพื่อไทยดูเต็มที่ ทางผู้ใหญ่บอกว่าไม่มีการก้ายก่ายงานในส่วนนี้ การทำงานจึงไม่น่ามีปัญหา และไม่หนักใจ"
    
              แม้ว่าโดยตำแหน่งแล้ว "ยุทธพงศ์" ถือเป็น "รัฐมนตรีช่วยเกษตรฯ" ลำดับที่ 2 รองจาก "ศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์" แต่หากดูอำนาจการกำกับดูแลหน่วยงานที่รับผิดชอบแล้วแทบเรียกว่า "สูสี" กับเจ้ากระทรวงเลยทีเดียว
    
              ขณะที่หน่วยงานของ "ศิริวัฒน์" รับผิดชอบ 2 กรม 1 สำนักงาน แต่ "ยุทธพงศ์" รับผิดชอบ 4 กรม  1 สำนักงาน และ 2 รัฐวิสาหกิจ
    
              หน่วยงานรับผิดชอบหลักอีก 3 ปีนับจากนี้  "ยุทธพงศ์" จะมาทำงานนโยบายทั่วไปรับไม้ต่อจาก "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" อดีตรมช.เกษตรและสหกรณ์ ที่เคยกำกับดูแลอยู่
    
              แต่ "เรื่องร้อน" และ "เร่งด่วน" ที่ต้องรีบดำเนินการคือปัญหาราคายางพารา ซึ่งคาดว่า "ฝ่ายค้าน" จะนำไปเป็นประเด็นในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในครั้งนี้ด้วย
    
              และ "ยุทธพงศ์" ก็ได้รับมอบหมายให้เตรียมข้อมูลในการชี้แจงเกี่ยวกับปัญหาราคายางพาราในครั้งนี้ด้วย ดังนั้นทันทีแบ่งงานเสร็จจึงตั้ง "คณะทำงานด้านยางพารา" ขึ้นมารวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องยางพาราทั้งระบบอย่างเร่งด่วน เพื่อรับมือศึกอภิปราย
    
              โดยคณะทำงานชุดนี้ล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องยางพารา ซึ่งมี "กิตติรัตน์ ณ ระนอง" รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน
    
              "ผมเพิ่งเข้ามาเป็นรัฐมนตรีและในฐานะที่กำกับดูแลเรื่องยางพารา เมื่อมีการอภิปรายก็เตรียมพร้อมจะชี้แจงและขอยืนยันว่าจะบริหารโครงการให้โปร่งใสภายใต้งบประมาณ 4.5 หมื่นล้านบาท แม้เข้ามาใหม่ไม่เชี่ยวชาญเรื่องยางพาราก็จะใช้เวลาศึกษาหาข้อมูลจะไม่ให้เกิดเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นในโครงการนี้เด็ดขาด"
    
              สำหรับแนวทางในการแก้ไขปัญหาราคายางในอนาคต "ยุทธพงศ์" ซึ่งเกิดในครอบครัวทำธุรกิจเกี่ยวกับโรงสีข้าว ที่ อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม เขาเชื่อว่าการบริหารจัดการเรื่อง
    
              โดยขณะนี้ได้แบ่งทีมทำงานเป็น 3 ทีม 1.ทีมภายในประเทศ มีอดีต ส.ส.มาร่วมกันทำงาน  2.ทีมต่างประเทศ จะคอยดูเรื่องตลาด และ3.ทีมกำกับบริหาร โดยทั้ง 3 ทีมจะขับเคลื่อนบริหารจัดการเรื่องยางไปด้วยกัน มีศูนย์บัญชาการอยู่ที่กระทรวงเกษตรฯ จะทำถึงเดือนมีนาคม 2556
    
              เบื้องต้นได้เตรียมแผนงานไว้บ้างแล้ว โดยในวันที่ 20 พฤศจิกายนนี้ จะเริ่มเปิดศูนย์บัญชาการ ในวันที่ 12 ธันวาคม ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพหารือความร่วมมือในการกำหนดราคายางกับประเทศส่งออก 3 ประเทศ คือ  มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย เพื่อส่งออกยางไปสู่ตลาดโลกให้เหมาะสมถ้าปริมาณยางมากเกินก็จะขอให้รัฐเข้ามาแทรกแซงหรือรับซื้อเก็บยางไว้ก่อน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เสนอแนะให้ใช้ยางในประเทศมากขึ้น เช่น นำยางพาราผสมแทนยางมะตอย เพื่อทำถนน เรื่องนี้ได้คุยกับ รมว.คมนาคม ขอความร่วมมือให้กรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบทเวลาทำถนนให้ใช้ยางพาราให้มากขึ้น
    
              สำหรับการเตรียมความพร้อมรับมือการเปิดประตูการค้าเสรีอาเซียน (เออีซี) "ยุทธพงศ์" ในฐานะ "รมช.เกษตรฯ" ที่กำกับดูแล "กรมวิชาการเกษตร" ได้คิดแปรรูปสินค้าในเรื่องบรรจุภัณฑ์ เพื่อพัฒนาสินค้าไปวางขายในห้างสรรพสินค้า และตลาดต่างประเทศ การวางแผนการขนส่งผลิตผลทางการเกษตรจากพื้นที่ไปสู่แหล่งรับซื้อ เพื่อให้ประหยัดต้นทุน รวมทั้งการจัดโซนนิ่งด้านการเกษตร เพื่อให้เหมาะกับพืช และง่ายต่อการส่งเสริมเรื่องเมล็ดพันธุ์
    
              ที่ผ่านมามักทำหน้าที่มักเป็นฝ่ายตรวจสอบคนอื่น แต่เมื่อมานั่งเป็นฝ่ายบริหาร "ยุทธพงศ์" ยืนยันว่า เมื่อมีโอกาสมาบริหารจะเน้นเรื่องความโปร่งใส มีธรรมาภิบาล จะไม่ให้คนอื่นมาต่อว่าหรือครหาได้

.............

 (หมายเหตุ :ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร 'มือใหม่แต่พร้อมรับศึกอภิปราย'  : สัมภาษณ์พิเศษ โดย... สมถวิล เทพสวัสดิ์)