
ยกระดับฝีมือแรงงานไทยแข่งอาเซียน
เร่งปั้นแรงงานไทย 10 อุตฯ ยกระดับฝีมือแข่งขันเวทีอาเซียน : รายงานพิเศษ : โดย...ณัฏฐ์ชิตา เกิดแดง
นับถอยหลังการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 ของสมาชิก 10 ประเทศ ทำให้สังคมไทยในหลายๆ วงการค่อนข้างตื่นตัวกันอย่างมาก โดยเฉพาะการรวมตัวด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเป็น 1 ใน 3 เสาหลัก อันประกอบด้วย ด้านเศรษฐกิจ ด้านการเมือง และความมั่นคง สังคมและวัฒนธรรม โดยเรื่องของแรงงานนับเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องทั้งเศรษฐกิจและสังคมวัฒนธรรมอย่างแยกไม่ออก ที่สำคัญหากเปิดเสรีระหว่างกันแล้วก็จะทำให้การเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน เงินทุนและแรงงาน เป็นไปอย่างสะดวกมากขึ้น แต่ในทางกลับกันก็จะมีผลกระทบตามมาด้วยเช่นกัน
นำร่อง7สาขาที่ไทยไม่กระทบ
นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ในปี 2558 จะเริ่มจากการเปิดให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือใน 7 สาขา ได้แก่ แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล วิศวกร สถาปนิก นักบัญชี และนักสำรวจ จากนั้นจึงจะขยายไปสาขาอาชีพอื่นๆ ซึ่งการเคลื่อนย้ายเสรีนั้นไม่ได้หมายความว่าจะสามารถไปทำงานในประเทศสมาชิกอาเซียนได้อย่างเสรีไม่มีกฎเกณฑ์ใดๆ เพราะยังเป็นการเปิดเสรีอย่างมีเงื่อนไข เช่น ประเทศไทยหากมีการเปิดเสรีก็เชื่อว่าจะมีแพทย์ พยาบาลจากประเทศอื่นๆ เข้ามาทำงานในไทยมากขึ้น เราจึงกำหนดให้ต้องพูดภาษาไทยได้ เป็นต้น
ส่วนประเด็นที่เป็นห่วงว่าเปิดเสรีแล้วจะทำให้มีแรงงานจากอาเซียนหลั่งไหลเข้ามาแย่งแรงงานไทยนั้น มีสมาคมวิชาชีพดูแลอยู่แล้ว ขณะที่ปัญหาสมองไหลในบางสาขาอาชีพที่จะออกไปทำงานในประเทศที่ได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าในไทย จากการพิจารณาสถานการณ์แล้วทั้ง 7 สาขาไม่น่าจะมีปัญหาเกิดขึ้นอย่างรุนแรง เพราะประเทศในอาเซียนที่มีอัตราค่าจ้างเงินเดือนสูงกว่าไทย อย่างสิงคโปร์ บรูไน ถือเป็นประเทศขนาดเล็ก ตำแหน่งงานมีไม่มาก แม้จะดึงแรงงานฝีมือจากไทยไปได้ก็คงเป็นจำนวนที่ไม่มาก
“7 สาขาอาชีพที่เปิดให้มีการเคลื่อนย้ายได้ในปี 2558 เป็นสาขาที่มีสมาคมวิชาชีพดูแลอยู่แล้วจึงไม่น่ากังวลมากนัก แต่ในอนาคต อยากให้ทุกฝ่ายช่วยกันผลักดันให้มีการพิจารณาสาขาอาชีพที่ประเทศไทยมีความพร้อม มีความได้เปรียบ”
รมว.แรงงาน กล่าวต่อว่า สถานะของประเทศไทยนั้น เป็นทั้งผู้นำเข้าและส่งออกแรงงานไทย โดยส่วนใหญ่แรงงานไทยจะไม่ทำงานประเภท 3ดี คืองานยาก งานหนัก และงานอันตราย จึงต้องนำเข้าแรงงานดังกล่าวมาทดแทน ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องประสานความร่วมมือกันในการนำเข้าแรงงานมาเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไป ขณะที่แรงงานไทยที่ออกไปทำงานต่างประเทศนั้น กระทรวงมีเป้าหมายให้แรงงานดังกล่าวไปแบบไม่มีค่าใช้จ่ายแพงและกลับมาแล้วไม่จน หมายความว่าจะยกระดับมูลค่าของแรงงานไทยให้สูงขึ้น
พุ่งเป้าพัฒนา 10 อุตสาหกรรม
นายเผดิมชัยกล่าวต่อว่า ขณะนี้กระทรวงอยู่ระหว่างจัดทำแผนยุทธศาสตร์ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์รองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงาน ก.พ.และหน่วยงานอื่นๆ โดยได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาขับเคลื่อนและมีการหารือร่วมกันไปแล้ว 2 ครั้งเห็นตรงกันว่ามีอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่ควรเร่งรัดพัฒนาศักยภาพแรงงาน 10 อุตสาหกรรม คือ อาหารและสินค้าเกษตร ยานยนต์และชิ้นส่วน ท่องเที่ยวและบริการ อัญมณีและเครื่องประดับ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ผลิตภัณฑ์และบริการสุขภาพ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์และโลจิสติกส์ ซึ่งเชื่อว่าทั้ง 10 อุตสาหกรรมนี้จะเกิดผลในการเพิ่มผลิตภาพแรงงานในภาพรวมได้
“ทั้ง 10 กลุ่มถือเป็นแรงงานในระบบที่กระทรวงแรงงานจะร่วมมือกับภาคเอกชนและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาศักยภาพ ส่วนแรงงานนอกระบบที่เป็นกลุ่มใหญ่ของประเทศก็จะเป็นต้องได้รับการพัฒนาเช่นเดียวกัน แต่ยอมรับว่าที่ผ่านมาทำได้ยาก เพราะไม่มีการรวมกลุ่มที่ชัดเจนเข้มแข็งพอ”
นอกจากนี้ เพื่อให้กรอบแนวทางที่วางไว้ถูกนำไปปฏิบัติ กระทรวงได้ตั้งศูนย์เตรียมความพร้อมทรัพยากรมนุษย์รองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในทุกจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการหรือรองผู้ว่าฯ เป็นผู้อำนวยการศูนย์และแรงงานจังหวัดเป็นเลขานุการ ซึ่งศูนย์ดังกล่าวมีภารกิจในการวางแผนพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของจังหวัด ทั้งนี้ หากกลไกลที่วางไว้ขับเคลื่อนไปด้วยดี ไทยก็จะมีความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนได้อย่างไม่เสียเปรียบประเทศอื่นๆ
หวั่น"แพทย์-วิศวกร"สมองไหล
ด้านนายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ประชาคมอาเซียนจะทำให้เกิดการขยายตัวของการค้า การลงทุน และเศรษฐกิจภาพรวม และยังสร้างอำนาจการต่อรอง แต่บางธุรกิจอุตสาหกรรมที่แข่งขันไม่ได้ย่อมได้รับผลกระทบทั้งลดการจ้างงาน หรือย้ายฐานการผลิต ส่วนธุรกิจที่แข่งขันได้ดีจะสร้างโอกาสในการเติบโตและขยายตลาด นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดการขยายตัวของการจ้างงาน จึงมีโอกาสสูงที่ไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
“แนวโน้มดังกล่าวจะทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ในระดับสูงเฉลี่ย 4-5% เป็นอย่างต่ำในอีก 5-10 ปีข้างหน้า แต่เศรษฐกิจไทยยังคงมีปัญหาการกระจายรายได้ กระจายความมั่งคั่งและความเป็นธรรม ดังนั้น ความเสี่ยงที่สุดคือเมืองที่ยังไม่เข้าสู่สภาวะปกติ อันจะมีผลกระทบไปถึงความสามารถในการบริหารจัดการและลดทอนศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นผู้นำอาเซียน จึงพูดได้ว่ามีโอกาสมากมายสำหรับประเทศไทย ในขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงและความท้าทายอย่างมากเช่นกัน”
นายอนุสรณ์ให้ความเห็นอีกว่า การจะประเมินผลกระทบรายภาคเศรษฐกิจและการจ้างงาน ยังต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมอีกมาก เพราะภาคแรงงานถือเป็นส่วนหนึ่งของภาคบริการที่จะมีการเปิดเสรี และสิงคโปร์ถือมีศักยภาพในด้านบริการสูงที่สุดในอาเซียน และน่าจะได้ประโยชน์มากที่สุดเนื่องจากมีความพร้อมทั้งทางด้านโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม ไทยยังคงมีความได้เปรียบในบางสาขา เช่น การท่องเที่ยว ด้านการแพทย์และบริการด้านสุขภาพ
“การเปิดเสรีดังกล่าวอาจทำให้แรงงานฝีมือในอาเซียนย้ายจากประเทศที่มีค่าตอบแทนต่ำ ไปยังประเทศที่มีค่าแรงสูงกว่าและมีการใช้ภาษาอังกฤษอย่างแพร่หลาย อย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย จึงน่าเป็นห่วงว่าแรงงานฝีมือของไทยอย่าง แพทย์ วิศวกร จะย้ายไปทำงานที่นั่นส่งผลให้ในอนาคตไทยขาดแคลนแรงงานฝีมือสาขาดังกล่าวได้”
เร่งสร้างมาตรฐานแรงงาน190ชีพ
ขณะที่นายยุทธนา สุระสมบัติพัฒนา ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า กระบวนการทำงานในการก้าวสู่เออีซีของกระทรวงแรงงานมี 2 ส่วน คือการนำบลูปริ๊นของอาเซียนมาปฏิบัติเพื่อเดินไปสู่เป้าหมายของอาเซียน ซึ่งที่เกี่ยวเนื่องมี 6 ด้าน 15 มาตรการ โดยจะนำไปสู่การสร้างมาตรฐานแรงงาน 190 อาชีพ จากเริ่มแรกที่จะเปิดเสรีใน 7 สาขาอาชีพก่อนและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ เพื่อจะได้รู้เขารู้เราและเร่งพัฒนาตัวเองให้แรงงานไทยเป็นที่ต้องการในอาเซียน นอกจากนั้น ต้องไปพัฒนาระบบการเรียนการสอน และสนับสนุนให้เรียนไปด้วยทำงานไปด้วยเพื่อจะได้เตรียมพร้อมในการเข้าสู่ตลาดแรงงาน เป็นต้น
นายณัฐวุฒิ พงศ์สิริ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายทรัพยากรบุคคลและพัฒนาองค์กร ธนาคารแห่งประเทศไทย ในฐานะผู้แทนสถาบันทรัพยากรมนุษย์ มหาวิยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า สไตล์การทำงานของแต่ละประเทศในอาเซียนย่อมแตกต่างกัน ในส่วนของไทยหากต้องการให้คนต่างประเทศที่มีฝีมือมาทำงานในไทย ก็ต้องดูว่าโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ จูงใจหรือไม่ ซึ่งไทยน่าจะจูงใจเป็นอัน 3 รองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย ส่วนคนไทยที่จะออกไปทำงานในอาเซียนหรือสมองไหลนั้น มองว่าน่าจะแตกต่างจากในอดีตที่ย้ายถิ่นฐานไปด้วย ซึ่งในอนาคตน่าจะเป็นลักษณะของการเดินทางไปทำงานและยังกลับมาบ้านมากกว่าเพราะการเดินทางสะดวกรวดเร็วขึ้น
“การเข้าไปในตลาดแรงงานอาเซียน เราต้องดูว่าโลกต้องการอะไร ต้องมีความรู้ด้านเทคโนโลยี มีความสามารถด้านภาษา และสามารถอยู่ร่วมหรือทำงานกับคนได้หลายเชื้อชาติ ขณะที่เวลานี้ไทยยังเสียเปรียบด้านภาษาอยู่มาก แต่โดยภาพรวมแล้วการเปิดเสรีน่าจะเป็นบวกกับไทยมากกว่าอยู่ที่เราต้องปรับตัวให้ทัน เพราะที่ผ่านมาเราผลิตแต่คนด้านสังคมศาสตร์มากแต่ด้านวิทยาการ ด้านกฎหมายเรายังมีน้อย จึงเป็นการใช้ทรัพยากรมนุษย์ไม่คุ้มค่า”
นายวีระชัย กู้ประเสริฐ กรรมการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ กล่าวว่า อยากให้สังคมมีความตื่นตัว แต่อย่าตื่นตระหนกเพราะการรวมตัวของประชาคมอาเซียนต่างจากอียู ของอาเซียนเป็นการรวมตัวด้านการซื้อขายสินค้าและบริการ รวมไปถึงการใช้ทรัพยากรการผลิตร่วมกันเท่านั้น จึงเป็นโอกาสของไทยที่จะหันไปผลิตสินค้าอาหารฮาลาล เพื่อป้อนประชากรครึ่งหนึ่งของอาเซียน ทางบีโอไอของไทยจึงควรปรับกลยุทธ์ เพื่อสนับสนุนการลงทุนของเอสเอ็มอีด้วย
----------------------
ห่วงแรงงานไร้อำนาจต่อรอง
นายชาลี ลอยสูง ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ยอมรับว่า ภาคแรงงานอาจยังไม่มีความตื่นตัวมากนัก แต่ที่ผ่านมาได้การจัดสัมมนาให้ความรู้ถึงผลกระทบของการเปิดเสรีอาเซียนไปบ้างแล้ว และมองว่า 7 อาชีพที่มีการเปิดเสรีให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงานก่อนนั้น ยังมีผู้เกี่ยวข้องน้อย ส่วนอีก 60-70% ที่ทำอาชีพอื่นทำไมไม่เตรียมแผนรองรับการเปิดเสรี เพราะหากไม่เตรียมพร้อมเชื่อว่าในอนาคตคนระดับล่างจะตกงานอีกมาก จากผลของการย้ายฐานการลงทุนและการผลิต ลูกจ้างซึ่งไม่มีอำนาจต่อรองก็จะตกงานกันมากขึ้น
อีกทั้งในอนาคตการจ้างงานอาจจะเปลี่ยนจากลูกจ้างประจำเป็นเอาท์ซอร์สมากขึ้น เพื่อให้มีความยืดหยุ่นในการทำงาน โดยใน 7 อาชีพที่จะมีการโยกย้ายงานระหว่างกันเชื่อว่าส่วนใหญ่จะเป็นการเลือกสิ่งที่ดีกว่า หรือย้ายไปทำงานยังประเทศที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ขณะที่แรงงานระดับล่างอย่างพนักงานโรงงาน สิ่งทอ รองเท้า เสื้อผ้า ไม่มีโอกาสได้เลือก แต่ผู้ประกอบการจะเป็นผู้เลือกทั้งการย้ายโรงงานไปยังที่มีค่าแรงหรือต้นทุนถูกกว่าและจ้างงานแบบไม่ประจำ ในอนาคตอำนาจต่อรองของลูกจ้างก็จะค่อยๆ หมดไป
ส่วนแรงงานข้ามชาติที่อยู่ในเมืองไทยส่วนใหญ่เป็นงานที่คนไทยไม่ทำ เช่น ประมง ก่อสร้าง เกษตร ปศุสัตว์ งานบ้าน แต่ไม่อยู่ในเงื่อนไขของการแลกเปลี่ยนแรงงานระหว่างกัน จึงมองว่าการรวมตัวของประชาคมอาเซียนเป็นการให้ประโยชน์นายทุนหรือภาคธุรกิจมากกว่าให้ประโยชน์คนส่วนใหญ่ในอาเซียน แม้ว่าจุดมุ่งหมายในการรวมตัวเป็นการขจัดความยากจน แต่ในความเป็นจริงแล้วคนยากจนมักไม่ได้รับการเหลียวแลอย่างแท้จริง ที่สำคัญภาครัฐเคยลงไปถามหรือยังว่าแรงงานมีความเข้าใจมากน้อยแค่ไหน และต้องการอะไร เช่น หากมีการเคลื่อนย้ายแรงงานจริงแล้วคนเหล่านั้นจะเข้าถึงระบบประกันสังคมได้อย่างไร กฎหมายแรงงานก็ต้องปรับเปลี่ยนให้มีความเป็นธรรมมากขึ้น
ด้านนายสุวรรณ สุขประเสริฐ รองประธานสภาอุตสาหกรรม กล่าวว่า ในฐานะของผู้ประกอบการย่อมตกเป็นทั้งโจทก์และจำเลย เพราะต้องปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาล และการเปิดเสรีอาเซียนถือว่าส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจด้วยเช่นกัน โดยจากจำนวนสมาชิกขณะนี้ที่มีประมาณ 7,000 กว่าราย ใน 49 กลุ่มอุตสาหกรรม มีแรงงานกว่า 2 ล้านคน ซึ่งที่ผ่านมาผู้ประกอบการช่วยเหลือตัวเองมาตลอด แต่ก็มีข้อเสนอให้รัฐเข้ามาสนับสนุนบ้าง เพราะยิ่งเข้าใกล้ปี 2558 ก็จะถูกกีดกันด้านการค้ามากขึ้น โดยเฉพาะมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี หากไทยมีการเตรียมตัวช้าก็จะยิ่งเสียเปรียบ
"แม้ว่าคุณภาพสินค้าของไทยจะแข่งขันได้แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ แรงงานฝีมือที่ลดจำนวนลงจนบางอุตสาหกรรมถึงขั้นขาดแคลน โดยที่ประเมินพบว่าขณะนี้เราขาดแคลนแรงงานประมาณ 1.5 แสนคน เป็นช่างครึ่งหนึ่งหรือ 7.5 หมื่นคนทีเดียว" นายสุวรรณกล่าว
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาผู้ประกอบการปรับตัวด้วยการเปิดสอนให้แรงงานมีการพัฒนาฝีมือมากขึ้น และเปิดให้นักศึกษาฝึกงานมาทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ถือเป็นการช่วยคนไทยด้วยกันและยังมีประโยชน์เกิดขึ้นหลายด้าน ซึ่งต่อไปจะขยายผลไปสู่การจ้างแรงงานสูงอายุ รวมถึงคนพิการที่ทำงานได้ด้วย โดยมองว่าเราต้องสรรหาแรงงานตั้งแต่ระดับเยาวชนขึ้นไปเพื่อเตรียมพร้อมด้านบุคลากรก่อนจะถึงปี 2558
“สิ่งที่ต้องระวังคือการเคลื่อนย้ายแรงงานมีฝีมือ จึงได้หารือกับหน่วยงานอื่นๆ และหามาตรการจูงใจให้ทำงานอยู่กับเราต่อไป โดยหากเปิดเออีซีแรงงานภาคอุตสาหกรรม และนักบัญชีของเราน่าจะได้รับผลกระทบมาก”
----------------------
(เร่งปั้นแรงงานไทย 10 อุตฯ ยกระดับฝีมือแข่งขันเวทีอาเซียน : รายงานพิเศษ : โดย...ณัฏฐ์ชิตา เกิดแดง)



