ข่าว

วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน:ความสุขทั้งสี่(2)

วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน:ความสุขทั้งสี่(2)

11 พ.ย. 2555

ความสุขทั้งสี่(2) : คอลัมน์ วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]

          เปิดหน้าหนังสือพิมพ์ช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา เจอพาดหัวข่าวเรียงรายตั้งแต่ “แบงก์ขยายสินเชื่อแม่ค้า” และ “ลิสซิ่งประกาศรุกจำนำรถ” ไปจนถึง “หนี้เสียรายย่อยแผลงฤทธิ์”
 
          หนำซ้ำในคอลัมน์เล็กๆ น้อยๆ ยังสอดแทรกผลสำรวจทั้งเรื่องหนี้และความเป็นอยู่ของผู้คน เช่น ตัวเลขจากเอแบคโพลล์ ระบุว่า ผลสำรวจคนไทยอายุ 18 ปีขึ้นไป ใน 17 จังหวัด จำนวน 4,102 ครัวเรือน มีหนี้ส่วนบุคคลเฉลี่ยคนละ 304,842 บาท หนี้ต่ำสุดอยู่ที่ 950 บาท และสูงสุดอยู่ที่ 9.5 ล้านบาท เมื่อจำแนกตามรายได้ ยังพบว่า ในทุกๆ กลุ่ม มีหนี้สินมากกว่า 10 เท่าของรายได้ในแต่ละเดือน
 
          ขณะที่กรมสุขภาพจิต ร่วมกับศูนย์วิจัยความสุขชุมชน มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลสำรวจผู้หญิงอายุ 18 ปีขึ้นไปในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 1,203 ตัวอย่าง พบว่า เรื่องที่ทำให้ผู้หญิงร้องไห้ และเป็นทุกข์ได้มากที่สุด คือ เรื่องการเงิน รายรับและรายจ่าย โดยมีสัดส่วนสูงถึง 28%
 
          อันนี้ต้องยอมรับว่า ‘ผิดคาด’ เพราะนึกว่า ผู้หญิงส่วนใหญ่จะเสียน้ำตาให้ความรักและคนรักมากกว่าเรื่องเงินๆ ทองๆ
 
          และต้องบอกว่า เป็นผลสำรวจที่พอดิบพอดีกับเรื่องที่จะนำเสนอต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว ว่าด้วย “ความสุขทั้งสี่” หรือสุขของคฤหัสถ์ ๔ จากหนังสือ “สี่หน้าที่สตรีไทย” ของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ซึ่งสัปดาห์ที่แล้วได้เขียนถึงสุขข้อแรก คือ ‘อัตถิสุข’ สุขที่เกิดจากความมีทรัพย์ ว่าด้วยการวางแผนออม
 
          ส่วนสัปดาห์นี้ จะว่ากันต่อถึงสุขข้อที่ 2 และ 3 นั่นคือ ‘โภคสุข’ สุขที่เกิดจากการใช้จ่ายทรัพย์ และ ‘อนณสุข’  สุขที่เกิดจากความไม่เป็นหนี้
 
          “โภคสุข” หรือสุขที่เกิดจากการใช้จ่าย จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อต้อง “วางแผนใช้จ่าย”
 
          ตอนหนึ่งในบทความของศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาความรู้ตลาดทุน (TSI) บอกไว้ชัดเจนว่า ทางเดียวที่จะช่วยให้รู้ว่า การใช้จ่ายเงินมีประสิทธิภาพแค่ไหน คือ ต้องรู้จักใส่ใจในรายละเอียด และจดบันทึกรายรับรายจ่าย
 
          TSI บอกด้วยว่า ถ้าหากสังเกตดีๆ จะพบว่า ค่าใช้จ่ายแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ คือ ค่าใช้จ่ายเพื่อการออมและการลงทุน ค่าใช้จ่ายคงที่ และค่าใช้จ่ายผันแปร
 
          “ค่าใช้จ่ายเพื่อการออมและการลงทุน” คือ ค่าใช้จ่ายส่วนแรกที่ต้องกันไว้ทุกเดือนอย่างสม่ำเสมอ ถือเป็นการจ่ายเพื่อตัวเองในการเดินตามความฝันหรือเป้าหมายที่ตั้งไว้ เช่น เงินออมเพื่อดาวน์รถ ดาวน์บ้าน เงินสำหรับท่องเที่ยว แต่งงาน ค่าเล่าเรียนลูก หรือเงินออมเพื่อเกษียณอายุ ฯลฯ โดยจะต้องแยกบัญชีเงินออมและลงทุนออกจากบัญชีใช้จ่ายส่วนตัว เพื่อป้องกันความสับสนและเผลอถอนเงินออมออกมาใช้
 
          “ค่าใช้จ่ายคงที่” คือ ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายเป็นจำนวนเงินที่แน่นอนทุกเดือน เช่น ค่าผ่อนบ้านหรือค่าเช่าบ้าน ค่าผ่อนรถ ค่าเบี้ยประกัน ค่าผ่อนสินค้า หรือเงินกู้ต่างๆ ฯลฯ
 
          “ค่าใช้จ่ายผันแปร” คือ ค่าใช้จ่ายที่มีจำนวนไม่เท่ากันในแต่ละเดือน มีบ้าง ไม่มีบ้าง ไม่แน่นอน ปรับเปลี่ยนไปตามรูปแบบของกิจกรรมที่ทำในเดือนนั้นๆ ส่วนจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน เช่น ค่าอาหาร ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าเสื้อผ้า ค่าเดินทาง ค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายเพื่อความบันเทิงและสันทนาการ รวมถึงเงินทำบุญ และอื่นๆ
 
          เมื่อลองจดบันทึกเรียบร้อยแล้ว เจอช่องโหว่หรือจุดรั่วไหล สิ่งที่ต้องทำ ก็คือ อุดช่องโหว่ ด้วยการ “หั่นรายจ่าย” หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องหาทาง “เพิ่มรายได้” ซึ่งในคอลัมน์นี้ก็เคยเขียนถึงประเด็นนี้หลายครั้งแล้วว่า สุดท้ายแล้ว ลดรายจ่ายง่ายกว่าเพิ่มรายได้
 
          TSI แนะนำเพิ่มเติมว่า การหั่นรายจ่ายที่ง่ายที่สุด คือ “การหั่นรายจ่ายผันแปรที่ไม่จำเป็นต่างๆ” อย่างค่าโทรศัพท์มือถือ ซื้อของฟุ่มเฟือย ลดการเที่ยวเตร่ ดูหนังฟังเพลง หรือกินอาหารนอกบ้านให้น้อยลง ฯลฯ ส่วนค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์มักจะตัดออกไม่ค่อยได้ ทำได้แค่ลดปริมาณการใช้ลง และเอาบิลไปจ่ายให้เร็วที่สุดเพื่อป้องกันค่าปรับจากการชำระล่าช้าเท่านั้น
 
          ในตอนท้าย TSI บอกว่า ใครที่อยากท้าทายกว่านั้น ลองพิจารณาลดค่าใช้จ่ายคงที่ เพราะแม้จะทำได้ยาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น การรีไฟแนนซ์เพื่อให้ภาระดอกเบี้ยลดลง หรือบางครั้งอาจต้องแลกกับการเปลี่ยนแปลงชีวิตความเป็นอยู่ของคุณ เช่น หาบ้านใหม่ที่ค่าเช่าถูกลง หรือขายรถแล้วหันมาใช้บริการรถสาธารณะแทน
 
          ประเด็นหลังสุดนี่ ดูเหมือนจะ “ฮาร์ดคอร์” ไปสักนิด ดังนั้น ขออนุญาตแนะนำเพิ่มเติมว่า จะวางแผนอย่างไรไม่ว่าจะออมเงินหรือใช้เงิน  ก็อย่าลืมยึดหลักของ “ความสุข” และ “การไม่เบียดเบียนตัวเองจนเกินไป” เป็นที่ตั้ง
 
          สุขจากการไม่เบียดเบียน ก็เป็นสุขที่หาสุขใดเสมือนได้ยาก
 
          ส่วน ‘อนณสุข’ หรือ สุขที่เกิดจากความไม่เป็นหนี้ ซึ่งก็คือ การวางแผนเป็นหนี้
 
          จริงๆ แล้ว “วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน” เขียนเรื่อง “หนี้” มานับครั้งไม่ถ้วน แต่ก็ต้องยอมรับว่า แต่ละ “มุม” ที่ “มอง” เรื่องของการเป็น “หนี้” ก็ล้วนมีประเด็นที่น่าสนใจ เหมือนกับที่ลองค้นข้อมูลจาก TSI แล้วพบว่า หลักคิดในการวางแผนเป็นหนี้ ด้วยการแยก “หนี้ดี” และ “หนี้ไม่ดี” ก็เป็นอีกเหลี่ยมมุมที่น่าคิดตาม
 
          กุญแจสำคัญในการแยก “หนี้ดี” และ “หนี้ไม่ดี” อยู่ที่ “วัตถุประสงค์ของการก่อหนี้” และ “ผลลัพธ์ที่เกิดจากการก่อหนี้”
 
          สิ่งที่จะเรียกว่าเป็น “หนี้ดี” ได้นั้น จะต้องทำให้เรามั่งคั่งขึ้น กล่าวคือ มีรายได้หรือ ทรัพย์สินเพิ่มขึ้น และที่สำคัญต้องไม่กระทบต่อสภาพคล่องในการดำรงชีวิตประจำวัน หากตกเรื่องความมั่งคั่ง หรือสภาพคล่องข้อใดข้อหนึ่งไป จะถือว่าหนี้นั้นเป็น “หนี้ไม่ดี” ทันที
 
          ตัวอย่างเช่น นาย ก. กู้เงินซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัย 1 หลัง แม้ว่า นาย ก.จะต้องจ่ายค่าผ่อนบ้านเป็นประจำทุกเดือน แต่นาย ก.ก็มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นจากการค่อยๆ สะสมความเป็นเจ้าของ รวมไปถึงมูลค่าบ้านและที่ดินที่สูงขึ้นตามเวลา แบบนี้ถือว่า การซื้อบ้านสามารถสร้างความมั่งคั่งให้กับนาย ก.ได้

                         คำถามต่อมา จึงอยู่ที่ว่า จำนวนเงินผ่อนรายเดือนทำให้นาย ก.มีปัญหาสภาพคล่องหรือไม่ ถ้าซื้อบ้านแล้วไม่มีปัญหาสภาพคล่อง ก็จะว่าถือว่าบ้านหลังนี้เป็นหนี้ดี แต่ถ้าส่งบ้านแล้วทำให้เงินไม่พอใช้ อย่างนี้ก็ถือเป็นหนี้ไม่ดี
 
          ข้อนี้อาจจะไม่ตรงกับ อนณสุข’ ที่น่าจะหมายถึงการไม่ก่อหนี้หรือไม่มีหนี้เลย ซึ่งแน่นอนว่า ถ้าไม่มีหนี้ แล้วมีทรัพย์สิน มีข้าวของเครื่องใช้ที่อำนวยความสะดวกสบายในชีวิตก็นับเป็นเรื่องประเสริฐ แต่หากไม่มีหนี้แล้ว ชีวิตลำบากลำเค็ญ จะทำอะไรก็ติดขัด ก็เท่ากับเป็นชีวิตที่ไม่มีความสุข
 
          ในทางโลก อาจจะนับได้ว่า การก่อ “หนี้ดี” จึงเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ เพราะอย่างน้อยก็ตอบโจทย์ให้ชีวิตมีความสุขและไม่เบียดเบียนตัวเองจนเกินเหตุเกินการณ์
.......................................
(หมายเหตุ ความสุขทั้งสี่(2) : คอลัมน์ วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected])