ข่าว

ปิดฉากศูนย์ประชุมฯภูเก็ต

ปิดฉากศูนย์ประชุมฯภูเก็ต

10 พ.ย. 2555

ปิดฉากศูนย์ประชุมฯภูเก็ต ข้อเท็จจริงเชิงนโยบายที่ต้องยอมรับ : โดย...สาลินี ปราบ

                       แนวความคิดของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ต่อการจัดสร้างศูนย์ประชุมและแสดงนิทรรศการนานาชาติภูเก็ต เพื่อเสริมศักยภาพการท่องเที่ยวของภูเก็ตให้มีความหลากหลายมาก รองรับตลาดการประชุมสัมมนาขนาดใหญ่ที่จะขยายตัว และเป็นการปิดช่องว่างการท่องเที่ยวในช่วงโลว์ซีซั่น ซึ่งจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาค่อนข้างน้อย โดยขณะนั้นมีการนำเสนอพื้นที่ก่อสร้างบริเวณปลายแหลมสะพานหิน เขตเทศบาลนครภูเก็ต อ.เมือง  จ.ภูเก็ต ปรากฏว่ามีกระแสต่อต้านค่อนข้างมาก เนื่องจากมองว่าพื้นที่ปลายแหลมสะพานหินนั้นเป็นศูนย์กีฬา ทั้งยังเป็นจุดพักผ่อนเพียงไม่กี่แห่งของภูเก็ตที่สามารถเข้าถึงทะเลได้สะดวก ไม่ต้องผ่านโรงแรมที่พักของเอกชน

                       ในการสรรหาที่ตั้งใหม่ ทางจังหวัดภูเก็ตได้มีการเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนให้มีการนำเสนอพื้นที่แห่งใหม่ โดยใน 6 แปลง ที่มีการเสนอ ได้มาลงตัวยังที่ราชพัสดุแปลง ภก.153 ไม้ขาว (ท่าฉัตรไชย) ต.ไม้ขาว อ.ถลาง เนื้อที่ 150 ไร่ เป็นสถานที่ในการก่อสร้าง และเริ่มต้นการศึกษาความเป็นไปได้และการออกแบบ ขณะเดียวกันในระหว่างนั้น (ปี 2547) ททท.ได้รับงบประมาณ 800 ล้านบาท สำหรับการก่อสร้างศูนย์ประชุมบริเวณสะพานหิน แต่เนื่องจากมีการเปลี่ยนสถานที่และมีการอ้างถึงความไม่ชัดเจนของการดำเนินการ จึงทำให้มีการโยกงบประมาณในส่วนนี้ไปใช้ในการก่อสร้างศูนย์ประชุมและแสดงนิทรรศการนานาชาติเชียงใหม่แทน

                       นับจากนั้นเป็นต้นมาก็เป็นการนับหนึ่งใหม่ของการก่อสร้างศูนย์ประชุมและแสดงนิทรรศการนานาชาติภูเก็ต และเปลี่ยนเจ้าภาพจาก ททท. มาเป็นจังหวัดภูเก็ต แต่เนื่องจากจังหวัดไม่มีงบประมาณสำหรับดำเนินการ ทำให้จังหวัดภูเก็ตเสนอให้ภาคเอกชนทำการศึกษาออกแบบโครงการดังกล่าว และมีผู้สนใจเข้ามาเสนอตัว รวมทั้งมีการนำรูปแบบมาเสนอต่อจังหวัด แต่ปรากฏว่าในทางปฏิบัติแล้วเผชิญกับอุปสรรค เนื่องจากพื้นที่ก่อสร้างเป็นที่ดินของรัฐ จะต้องเข้าสู่กระบวนการตามระเบียบของทางราชการ

                       ในปี 2553 ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล และมี "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีการหยิบยกเรื่องดังกล่าวขึ้นมาดำเนินการอีกครั้ง โดยยังคงใช้พื้นที่ราชพัสดุแปลง ภก.153 ไม้ขาว เช่นเดิม และมอบหมายให้กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง เป็นเจ้าภาพหลัก เนื่องจากที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นของกรมธนารักษ์ โดยมีการศึกษาและวิเคราะห์โครงการก่อสร้างศูนย์ประชุมฯ และจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นออกแบบจนสำเร็จ รวมทั้งได้รับการอนุมัติงบประมาณภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งระยะที่ 2 จำนวน 2,600 ล้านบาท

                       สำหรับรูปแบบของการก่อสร้างศูนย์ประชุม จะเป็นอาคารรูปกระดองเต่า ประกอบด้วย ห้องประชุมใหญ่จุได้ 6,000 คน และห้องประชุมขนาดเล็กที่จุได้ตั้งแต่ 20-600 คน อีกจำนวนหนึ่ง ห้องจัดเลี้ยงจุได้ 1,000 คน อาคารนิทรรศการ อาคารหอพักสำหรับเจ้าหน้าที่ 100 ยูนิต และอาคารประกอบอื่นๆ มีพื้นที่ใช้สอยรวมประมาณ 4 หมื่นตารางเมตร อย่างไรก็ตาม มติคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ที่ผ่านมา มีบทสรุปก็คือ ให้ยกเลิกโครงการดังกล่าว และให้นำงบประมาณในโครงการนี้ ไปใช้จ่ายในโครงการพัฒนาเศรษฐกิจอื่นแทน

                       น่าสนใจว่า เมื่อครั้งประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ที่ จ.ภูเก็ต ในเดือนมีนาคม รัฐบาลก็ยังให้ความเห็นชอบในหลักการโครงการดังกล่าว ก่อนที่จะมามีท่าทีในเดือนตุลาคม ให้ยุติโครงการนี้

                       "รัฐบาลเคยแถลงนโยบายต่อรัฐสภาจะหารายได้จากการท่องเที่ยวในปี 2558 เป็นจำนวนเงิน 2.2 ล้านล้านบาท และจะมีนักท่องเที่ยวกว่า 30 ล้านคน แต่มติ ครม.กลับสร้างความเสียหายต่อการท่องเที่ยวไทย จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลคืนงบและผลักดันศูนย์ประชุมฯภูเก็ตต่อไป" อัญชลี วานิช เทพบุตร ส.ส.ภูเก็ต พรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

                       วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า การมีมติยกเลิกโครงการก่อสร้างศูนย์ประชุมฯภูเก็ต เนื่องจากไม่ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการพิจารณาการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม ในเดือนสิงหาคม 2554 ที่พบว่าพื้นที่ตั้งโครงการเป็นที่วางไข่ของเต่าทะเล และหากก่อสร้างก็จะมีผลกระทบต่อสภาพป่าบริเวณดังกล่าว รวมทั้งพื้นที่ยังมีลมแรง ไม่เหมาะแก่การทำกิจกรรมทางน้ำ และอาจจะเกิดอันตรายแก่ผู้มาใช้บริการได้

                       "ปัญหาคือ หากมีการลงทุนไปแล้วจะให้ใครมาดูแลหรือบริหารงาน ซึ่งหากไม่มีใครมาบริหารหรือบริหารงานแล้วไม่ประสบความสำเร็จก็เป็นการลงทุนที่เปล่าประโยชน์ แทนที่จะได้ก็จะกลายเป็นเสีย และการที่รัฐจะทำโครงการนี้ขึ้น ก็จะกลายเป็นการไปสกัดกั้นภาคเอกชนที่ต้องการจะลงทุน เพราะทราบว่ามีภาคเอกชนรายใหญ่ต้องการที่จะลงทุนโครงการศูนย์ประชุมอยู่แล้ว ดังนั้นในส่วนของภาครัฐก็ไม่ควรที่จะไปลงทุนแข่งด้วย ทั้งยังเห็นว่าไม่อยากให้มองว่าจะต้องเกิดโครงการศูนย์ประชุมเพียงโครงการเดียวในพื้นที่ภูเก็ตและภาคใต้ ยังมีโครงการขนาดใหญ่อื่นๆ ที่มีความจำเป็นและควรจะเกิดขึ้นในภาคใต้ เช่น โรงพยาบาล การจัดโครงสร้างพื้นฐานหรือสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ที่ยังขาดแคลน ซึ่งรัฐบาลพร้อมที่จะให้การสนับสนุน" วรวัจน์ กล่าว

                       น่าจะเป็นบทสรุปและความชัดเจนของโครงการศูนย์ประชุมฯ ภูเก็ต ที่เดินทางมาในหลายรัฐบาล เพราะมีความเด่นชัดถึงโอกาสที่จะเกิดขึ้นในรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ และมีความคืบหน้าในท่าทีของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ที่จะไม่ขับเคลื่อนโครงการนี้อีกต่อไป