
'วัฒนธรรมการเมือง'เขามีดีก็เอาของเขามาบ้าง
'วัฒนธรรมการเมือง'เขามีดีก็เอาของเขามาบ้าง : ต่อปากต่อคำ ดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]/ twitter@DoctorAmorn
ผมเห็นด้วยเหมือนหลายคนครับว่า ฝรั่งก็โกง คนเอเชียชาติอื่นๆ ไม่ใช่แค่คนไทยก็ล้วนมี “คนโกง” แต่ตัวอย่างเลวๆ และเป็นมาตรฐานขั้นต่ำของแต่ละสังคมไม่ควรเป็นเรื่องสำหรับหยิบยกมาเป็นตัวแบบนำมาลอกเลียนเปลี่ยนนิสัยไปตามเขา เพราะเขามีตัวอย่างดีๆ มากมายให้น่าศึกษาและน่าจะช่วยแก้ไขปรุงแต่งให้สังคมเราดีขึ้นได้ อย่างการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาครั้งล่าสุดมี “วัฒนธรรมทางการเมือง” หลายอย่างน่าสนใจให้ต้องนำมาพูดคุยกัน
ต้องยอมรับว่าเหตุผลที่ทำให้ตัวผมน่าจะถูกเรียกได้ว่า “เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการเลือกตั้ง” ขึ้นมากับเขาด้วย เพราะสถานการณ์เป็น “ตัวช่วย” อย่างยิ่ง ด้วยการมีโอกาสได้รับเชิญไปเป็นผู้วิจารณ์ให้ความเห็น (commentator) ในวันเลือกตั้งเมื่อวันที่ 6 พฤศจิการยน ทางสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 ถือเป็นภารกิจทางสังคมที่ผมให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ทำให้ต้องค้นคว้าไม่เพียงเฉพาะรูปแบบวิธีการของอเมริกันแต่ต้องศึกษาทั้งของไทยและประเทศเพื่อนบ้านรวมทั้งข้อมูลประกอบอื่นๆ อย่างรอบด้าน จึงเป็นผลให้วันนี้ผลพวงของการเรียนรู้ดังกล่าวทำให้กล้าวิจารณ์ถึงวัฒนธรรมทางการเมืองของสังคมเราหลายอย่างซึ่งควรได้รับการพัฒนาปรับปรุงแก้ไขทั้งในส่วนตัวบุคคล ไปถึงระบบเลือกตั้งและพรรคการเมือง
อย่างเห็นๆ กันว่า กว่าจะได้คู่แข่งขันในระบบของอเมริกันเป็น 2 คนจากสองพรรคการเมืองใหญ่ คือ รีพับลิกัน และเดโมแครต ทั้งสองพรรคใช้เวลาเกือบๆ สองปี กว่าจะสรรหาคนมาเป็นตัวแทนพรรคได้ตั้งแต่ กระบวนการเสนอชื่อ บางทีเรียก ไพรมารี บางทีเรียก คอคัส และยังต้องไปถึงคอนเวนชั่น หรือการประชุมใหญ่ตัดสินใจของพรรคการเมืองแต่ละพรรค อีกทั้งกระบวนการไต่เต้าศึกษาหาประสบการณ์พัฒนาตัวเองของ “นักการเมืองอาชีพ” ไม่ใช่อาศัยความเป็นเครือญาติหรือความสัมพันธ์ส่วนตัวสนับสนุนเกื้อกูลกัน ต้องเข้าใจว่ากว่า “บารัก โอบามา” หรือ “มิตต์ รอมนีย์” จะก้าวขึ้นมายืนอยู่แถวหน้าเช่นนี้ได้มีกระบวนการกลั่นกรองมาเป็นอย่างดี ทำให้ระบบที่เรียกว่า “พรรคเลือกคน คนเลือกพรรค” ของเขาได้ผลยิ่งนัก
พอรู้ผลการตัดสินในระบบ winner takes all ของเขา ก็ไม่ต้องมานั่งถกเถียงอภิปรายกันมากมาย เพราะความเด็ดขาดของการที่ใครชนะรัฐไหนก็ได้ตัวเลือกหรือคณะผู้แทนพรรคไปลงคะแนนเสียงให้ตัวเองได้ทั้งรัฐ ทำให้ปัญหาไม่ค่อยซับซ้อน เว้นแต่ในกรณีคะแนนสูสีคู่คี่หรือกระบวนการนับคะแนนมีปัญหาเหมือนเคยเกิดขึ้นมาอยู่บ้างในประวัติศาสตร์การเมืองของเขา ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ การแสดงสปิริตหรือความมีน้ำใจนักกีฬา “รู้แพ้รู้ชนะรู้อภัย” ถ้าออกมาแบบผลเมื่อวาน ซึ่งโอบามา ชนะเกินกว่า 300 ที่นั่ง และหากได้จำนวนคณะผู้เลือกตั้งในฟลอริดาเพิ่มเติมไปอีกก็จะเกินกว่า 320 ที่นั่ง ดังที่ผม “ฟันธงอย่างมั่นใจ” ในรายการทางช่อง 7 สี ซึ่งตรงกับผลคะแนนอย่างเหลือเชื่อ เราก็คาดการณ์ได้ว่า คู่แข่งขันอย่าง “รอมนีย์” จะต้องเตรียมออกมาแถลงการณ์ยอมรับผลการแข่งขันอย่างลูกผู้ชาย โดยผู้ชนะอย่างโอบามาจะออกมาแสดงความมีน้ำใจ “กล่าวขอบคุณผู้สนับสนุนและเหมือนจะเป็นการสร้างสัญญาประชาคมครั้งแรกต่อหน้าสาธารณชนว่าจะทำอะไรต่อไป” ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองจึง “จบ ณ จุดนั้น” ไม่บานปลายขยายตัวต่อไป คนได้รับเลือกก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงานต่อไปได้อย่างมีสมาธิไม่ต้องคิดคำนึงถึงผลการเลือกตั้งว่าจะทำให้เกิดความขุ่นข้องหมองใจใดๆ กระทั่งต้องไปทำลายล้างอีกฝ่ายกันต่อเหมือนในหลายสังคม
ที่น่าชื่นใจและน่ายินดีอย่างยิ่งต่อมา คือ เรื่องของการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้สามารถออกมาใช้สิทธิเสรีภาพในการออกเสียงเลือกตั้งได้อย่างท่วมท้น ขนาดผู้คนซึ่งประสบปัญหาพายุเฮอริเคน “แซนดี้” ทางการรัฐยังอนุญาตให้สามารถส่งอีเมล หรือแฟกซ์ ในการเลือกตั้งได้ โดยเจ้าตัวจะต้องส่งเมลไปหาทางการรัฐเพื่อแสดงตนก่อนที่เขาจะแนบไฟล์ข้อมูลและบัตรเลือกตั้งมาให้เพื่อแสดงตนและส่งกลับไป แสดงให้เห็นถึงการลดขั้นตอนอันไม่จำเป็น (Red Tape) ซึ่งเห็นอยู่เป็นประจำเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมไทย เขาทำได้ขนาดให้มี “การเลือกตั้งโดยการผ่อนผันในหลายๆ เรื่อง หรือ provisional votes” เช่น ลืมบัตรประชาชนซึ่งมีรูปถ่าย หรือเคยลงล่วงหน้าแต่จำไม่ได้จะมาใช้สิทธิ์ใหม่ หรือกระทั่งเปลี่ยนที่อยู่กะทันหัน เขาเอื้อประโยชน์ให้หมด ทำให้จำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง (Turn out) สูงมากโดยเฉพาะในกลุ่มคนผิวสี และชนกลุ่มน้อยในอเมริกา ซึ่งหากคะแนนในรัฐ โอไฮโอ ใกล้เคียงกันมากและน่าจะเป็นตัวชี้ขาดผลการเลือกตั้ง ข่าวทีแรกบอกว่าตรงนี้อาจเป็น “เผือกร้อน” สำหรับศาลต้องมานั่งตัดสิน โชคดีที่ทุกอย่างลงตัวเรียบร้อยไม่เป็นที่คลางแคลงอีกต่อไป
จึงอยากให้เด็กเยาวชนและคนของเราเรียนรู้ศึกษากรรมวิธีและกระบวนการทางประชาธิปไตยของประเทศมหาอำนาจซึ่งใครบอกคนอเมริกันไม่มีวัฒนธรรมเป็นของตัวเอง ผมขอเถียง และเห็นว่า “วัฒนธรรมทางการเมือง” ของเขาแบบที่เห็นๆ กันนี่เองครับที่เรามักมองข้าม



