
ผลสอบกลาโหมสั่งถอดยศ'มาร์ค'
ผลสอบกลาโหมสั่งถอดยศ "มาร์ค" เหตุใช้เอกสารไม่ถูกต้องสมัครทหาร ส่ง "รมว.กห." ลงนาม ก่อนชงผู้ตรวจการแผ่นดินเชือดต่อ "ฝ่ายค้าน" ส่อยื่นถอดถอน 3 รมต.-อภิปรายไม่ไว้วางใจ 7 ราย
กรณี พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม แต่งตั้ง พล.อ.ม.ล.ประสบชัย เกษมสันต์ รองปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธานคณะกรรมการรวบรวมข้อมูลเพื่อดำเนินการถอนยศและเรียกเบี้ยหวัดคืนจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โดยมี พล.อ.ชาญ โกมลหิรัญ เจ้ากรมเสมียนตรา พล.อ.ชัยรัตน์ ชีระพันธุ์ เจ้ากรมพระธรรมนูญ พล.ท.พอพล มณีรินทร์ ผบ.รร.นายร้อย จปร. ร่วมเป็นคณะกรรมการนั้น
แหล่งข่าวจากกระทรวงกลาโหมเปิดเผยว่า ผลจากการประชุมและพิจารณาของคณะกรรมการสรุปว่า การตรวจเลือกทหารของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ถูกต้องตามระเบียบของกระทรวงกลาโหมใน 3 ข้อ 1.นายอภิสิทธิ์ไม่ได้มารายงานตัวเพื่อเข้ารับการตรวจเลือกทหารอย่างถูกต้อง 2.ไม่ได้ขอผ่อนผันตามระเบียบ และ 3.การเข้ารับราชการเป็นอาจารย์โรงเรียนนายร้อย จปร. ไม่ถูกต้อง ดังนั้นคณะกรรมการจึงมีมติให้ใช้กฎกระทรวงกลาโหมดำเนินการถอดยศนายอภิสิทธิ์ โดยคณะกรรมการได้ส่งผลสอบสวนให้ รมว.กลาโหม เพื่อรอการลงนามเรียบร้อยแล้ว
ส่วนกรณีที่มองว่าการสอบสวนมีความล่าช้านั้น แหล่งข่าวระบุว่า เนื่องจากกระทรวงกลาโหมต้องส่งหนังสือไปยังผู้ถูกร้องคือ นายอภิสิทธิ์ เพื่อให้เวลา 2 สัปดาห์ ในการนำเอกสารหลักฐานมาชี้แจงต่อคณะกรรมการ แต่นายอภิสิทธิ์กลับไม่ได้เข้ามาชี้แจง หรือส่งหลักฐานกลับมาตามกรอบระยะเวลาที่กำหนดแต่อย่างใด ทั้งนี้ ภายหลังจาก พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม ลงนามในผลการสอบสวนแล้ว ก็จะมีการแถลงข่าวให้สื่อมวลชนรับทราบ เกี่ยวกับผลสอบสวนดังกล่าวอีกครั้ง
เผยให้โอกาส "มาร์ค" แจงแต่ไม่มาเอง
พล.อ.ม.ล.ประสบชัย เกษมสันต์ รองปลัดกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานคณะกรรมการรวบรวมข้อมูลเพื่อดำเนินการถอนยศและเรียกเบี้ยหวัดคืน กล่าวถึงความคืบหน้าในการสอบสวนเพื่อดำเนินการถอดยศของนายอภิสิทธิ์ว่า คาดว่าในสัปดาห์นี้น่าจะเสร็จ และได้ข้อสรุปว่าผิดถูกอย่างไร เอกสารที่กระทรวงกลาโหมได้ไปค้นหามาทั้งหมดจะเป็นการสรุปว่านายอภิสิทธิ์ถูกหรือผิด และนายอภิสิทธิ์ไปรับการเกณฑ์ทหารหรือไม่ อย่างไร ได้รับการผ่อนผันการเกณฑ์ทหารหรือไม่ และการแต่งตั้งยศ "ร้อยตรี" ถูกต้องหรือไม่ ซึ่งคณะกรรมการจะชี้เป็นประเด็นๆ ให้ชัดเจนว่าสมควรแก่เหตุและผลในการดำเนินการถอดยศ หรือขอริบเงินเดือนนายอภิสิทธิ์หรือไม่
“ที่ผ่านมาทางคณะกรรมการได้ทำหนังสือไปเรียนเชิญนายอภิสิทธิ์เข้าให้ข้อมูล เนื่องจากนายอภิสิทธิ์เคยให้ข้อมูลในสภา หรือสถานที่ต่างๆ ว่า มีหลักฐานของตนเอง จึงขอให้นำหลักฐานต่างๆ ที่ว่านั้นมาให้คณะกรรมการตรวจสอบดูว่าเอกสารของท่านนั้นใช้ได้หรือไม่ได้ แต่ทางนายอภิสิทธิ์ไม่ได้มาชี้แจง หรือส่งเอกสารต่างๆ มายังคณะกรรมการแต่อย่างใด โดยคณะกรรมการแจ้งไปยังนายอภิสิทธิ์แล้วว่า จะมาด้วยตนเองหรือจะส่งเอกสารมาก็ได้ ซึ่งคณะกรรมการให้โอกาสทุกอย่าง เพื่อให้นายอภิสิทธิ์แสดงความถูกต้อง แต่กลับไม่มีการตอบรับแต่อย่างใด” รองปลัดกระทรวงกลาโหม กล่าว
รมว.กห.เล็งส่งผู้ตรวจการฯเชือดต่อ
ก่อนหน้านี้ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ว่า หากคณะกรรมการกลาโหมส่งผลสรุปมาก็จะรีบส่งไปยังสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินทราบ ซึ่งเป็นเรื่องของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินจะดำเนินการต่อไป
ปชป.พร้อมถอดถอน-เปิดศึกซักฟอก
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางและการถอดถอนรัฐมนตรีออกจากตำแหน่งว่า วันที่ 8 พฤศจิกายน จะยื่นรายชื่อผู้ถูกถอดถอนต่อวุฒิสภา ส่วนการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะยื่นญัตติต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 9 พฤศจิกายน ทั้งนี้ ทั้ง 2 กรณีพรรคประชาธิปัตย์ได้ข้อสรุปเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการทำเอกสารข้อมูล และข้อกฎหมายอย่างละเอียด โดยเฉพาะในส่วนการดำเนินการถอดถอน ที่ต้องเชื่อมโยงให้เห็นถึงพฤติกรรมของรัฐมนตรีที่มีการทำผิดกฎหมาย และหวังว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะมีขึ้นจะทำให้ประชาชนได้เห็นความจริงของรัฐมนตรีที่ถูกยื่นญัตติ ซึ่งพฤติกรรมของบุคคลเหล่านี้ไม่สมควรจะไว้วางใจให้ปฏิบัติหน้าที่อีก
เมื่อถามถึงกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี อาจไม่ได้เป็นผู้ตอบญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วยตัวเอง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คิดว่าเมื่อข้อสงสัยเกี่ยวข้องกับใคร บุคคลนั้นต้องเป็นผู้ตอบ การใช้เวทีรัฐสภา เป็นกระบวนการตรวจสอบตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์และผู้สนับสนุนก็เรียกร้องเรื่องประชาธิปไตย
คาดยื่นถอดถอน 3 รมต.-อภิปราย 7 รมต.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบุคคลที่จะถูกในข่ายยื่นถอดถอน ประกอบไปด้วย 3 ราย คือ 1.น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะที่เป็นผู้นำรัฐบาล ที่ดำเนินนโยบายผิดพลาด เกิดความเสียหาย และยังไม่ปรับปรุงแก้ไข ซ้ำยังเอื้อต่อการทุจริตในการดำเนินโครงการของรัฐ เช่น งบฟื้นฟูน้ำ จำนำข้าว 2.นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ ที่ออกหนังสือเดินทางให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างผิดกฎหมาย ไม่สนใจบังคับใช้ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน 3.นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ ที่บริหารโครงการรับจำนำข้าวผิดพลาด ปล่อยให้มีการทุจริตทั้งการส่งออกข้าวแบบจีทูจี หรือรัฐต่อรัฐ ปมการสวมสิทธิ เวียนเทียนข้าว และการออกใบประทวนในการจำนำข้าว
ขณะที่ผู้ที่อยู่ในข่ายถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจแต่ไม่ถูกถอดถอน คาดว่า จะประกอบไปด้วย นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ที่มีพฤติการณ์ทุจริตการใช้งบน้ำท่วม 1.2 แสนล้านบาท หลีกเลี่ยงการจัดซื้อจัดจ้างผ่านระบบอีอ็อกชั่น อีกทั้งการป้องกันน้ำท่วมเป็นไปอย่างล่าช้าทั้งที่มีการออกพ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาทมาแล้ว, ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ที่ควบคุมงานในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ปล่อยให้มีการเกิดขึ้นของบ่อนการพนัน ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไม่จับกุม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในระหว่างพบกันที่ฮ่องกง ทั้งนี้ กรณี ร.ต.อ.เฉลิม นั้น นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย ซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมากับ ร.ต.อ.เฉลิม จะเป็นผู้อภิปรายด้วย, นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง มือเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกตั้งข้อสงสัยในการโกหกตัวเลขการส่งออก, พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม ที่ใช้เวลาส่วนใหญ่กับการถอดยศนายอภิสิทธิ์ และย้ายข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในกระทรวงกลาโหมโดยไม่ชอบธรรม
"เจ๊แดง"ดึง"มัชฌิมา"ร่วมรัฐบาลปู4
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การรับประทานอาหารร่วมกันระหว่างนายสมชาย และนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย กับนายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มมัชฌิมา และส.ส.ทั้ง 7 คนของกลุ่มมัชฌิมา เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ที่ผ่านมานั้น นางเยาวภาได้แจ้งต่อกลุ่มมัชฌิมาว่า ต้องขอโทษที่ไม่สามารถนำกลุ่มมัชฌิมาไปเข้าร่วมรัฐบาลยิ่งลักษณ์ 3 ได้ เพราะเกิดปัญหาเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรีในพรรคเพื่อไทยเอง แต่ไม่ต้องกังวล เพราะกลุ่มมัชฌิมาจะเข้ามาร่วมรัฐบาลใน ครม.ยิ่งลักษณ์ 4 อย่างแน่นอน ขณะที่กลุ่มมัชฌิมาชี้แจงว่า ส.ส.ของกลุ่มมัชฌิมาทุกคนยังไม่เข้าร่วมประชุมกับพรรคเพื่อไทยในขณะนี้ เพราะเกรงว่าอาจจะทำให้ผิดกฎหมายเลือกตั้งได้ แต่จะมีความชัดเจนในเรื่องการเข้าไปร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยอย่างเต็มตัวก็ต่อเมื่อมีการเลือกตั้งในสมัยหน้า ซึ่ง ส.ส.ของกลุ่มมัชฌิมาจะย้ายไปลงสมัครในนามพรรคเพื่อไทย



