ข่าว

กองทัพกับการไม่ปราบม็อบ

กองทัพกับการไม่ปราบม็อบ

08 พ.ย. 2555

กองทัพกับการไม่ปราบม็อบ : มองมุมยุทธศาสตร์ โดยเรือรบ เมืองมั่น Facebook : ruarob.muangman

               การประชุมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของฝ่ายค้านจะเริ่มในห้วงเวลาเดียวกับม็อบสนามม้าจะนัดรวมพลทำศึกขับไล่รัฐบาลในปลายเดือนนี้ ซึ่งฝ่ายหลังยังอุบไต๋ไม่บอกว่าจะทำยังไง แต่ฝ่ายความมั่นคงรวมทั้งกองทัพก็อดคิดไม่ได้ว่าอาจต้องเข้าไปเกี่ยวข้องไม่มากก็น้อย สัญญาณของผู้ใหญ่ที่แสดงผ่านสื่อในเวลานี้ออกมาในแนวทางที่ไม่ต้องการให้กำลังพลเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเข้าร่วมชุมนุมหรือการพยายามยับยั้งการชุมนุม ท่าทีเช่นนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงแนวคิดการเป็นทหารอาชีพที่เข้าใจทั้งหลักสิทธิมนุษยธรรม การแบ่งงานที่เหมาะสม ไม่ผูกขาดอำนาจหน้าที่ ตลอดจนการรักษาระยะห่างระหว่างเรื่องของความมั่นคงกับการเมือง

               กองทัพมีหน้าที่ต้องรักษาความสงบภายในของชาติ เพราะเป็นองค์กรที่มีขีดความสามารถมากที่สุด ถ้าไม่ใช้กำลังพล เครื่องมือ ความเชี่ยวชาญและแบบแผนการปฏิบัติแบบทหาร สถานการณ์ที่คุกคามถึงชีวิตของประชาชน เช่น ความไม่สงบในชายแดนใต้ ยาเสพติด หรือมหาภัยพิบัติธรรมชาติ สถานการณ์จะย่ำแย่กว่านี้ แต่ในสถานการณ์ที่ไม่ชัดเจนด้านภัยคุกคาม (เช่น มีแต่ผู้ประท้วง ไม่มีผู้ก่อการร้าย) ระดับความรุนแรงของสถานการณ์ต่ำ (เช่น ไม่มีการยิงกันรายวัน พื้นที่ความเสียหายจำกัด) และเป็นเรื่องที่หนักไปทางการเมืองมากกว่าอย่างอื่น ทหารก็ไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้อง เพราะกลไกอื่นสามารถแก้ไขปัญหาได้เหมาะสมกว่า

               ในประเทศที่กองทัพเป็นฟันเฟืองหนึ่งของรัฐ ไม่ใช่ตัวจักรที่คุมกลไกอื่นให้เดินตามนั้น กองทัพไม่ได้มีบทบาทในการรักษาความสงบภายใน เว้นแต่หน่วยงานอื่นรับมือไม่ไหวและได้ร้องขอ ซึ่งสเกลที่ฝ่ายมหาดไทยหรือตำรวจท้องถิ่นจัดการไม่ได้นั้นไม่ใช่การสกัดกั้นหรือบดบี้ม็อบมือเปล่า หรือสนองตัณหาใคร แต่ต้องเป็นเรื่องที่ถ้าไม่ทำประชาชนจะพินาศจริงๆ เช่นกองทัพสหรัฐช่วยเร่งอพยพคนจากพายุใหญ่แซนดี้ ในหลายประเทศถึงขนาดปรับงานที่เซนซิทีฟต่อประเทศอื่นๆ ไปเป็นงานของพลเรือนด้วยซ้ำ เช่น จีนจัดตั้งหน่วยงานกึ่งพลเรือนตรวจตราลำน้ำโขงและทะเลจีนใต้

               ม็อบที่จะเกิดขึ้นตามประกาศของกลุ่มการเมืองที่อยากจะแช่แข็งประเทศห้าปีนั้นอาจสร้างปัญหาจราจรหรืออาจถึงขั้นละเมิดสถานที่ราชการแบบที่เคยเกิดขึ้นในปี 2551 แต่ก็ไม่เหลือบ่ากว่าแรงของตำรวจในการรับมือแบบอารยะประเทศ ภาพการชุมนุมประท้วงที่ดูเหมือนว่าจะรุนแรง มีไฟลุกไหม้หรือไล่ตีกันแบบที่ปรากฏในอิตาลีหรือเกาหลีใต้นั้นจะไม่ลากไปสู่โศกนาฏกรรมกว้างขวาง หากทุกหน่วยงานของฝ่ายรัฐรู้จักหน้าที่ของตนและหน่วยข้างเคียง ผู้มีหน้าที่ตัดสินใจดำเนินการโดยเห็นแก่มนุษยธรรมต่อประชาชน แต่ก็กล้าใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและยุติธรรมต่อผู้สั่งการให้มีการละเมิดรัฐธรรมนูญ