
เพลาๆการก่อหนี้ที่ขาดสติบ้างก็จะดี(1)
สวัสดีเศรษฐกิจ : เพลาๆ การก่อหนี้ที่ขาดสติบ้างก็จะดี (1) : สุรพล โอภาสเสถียร
ในช่วงปลายปีต่อเนื่องไปยังปีใหม่ 2556 ที่กำลังจะมาถึงนั้น เมื่อหมดช่วงไตรมาสที่ 3 หรือจบเดือนกันยายน 2555 แล้ว ภายใน 1 เดือนหลังจากกันยายนหรือต้นตุลาคม สถาบัน องค์กรต่างๆ ทั้งรัฐและเอกชน รวมทั้งองค์กรการกำกับดูแลภาคเศรษฐกิจการเงินจะเริ่มออกมาให้ข้อมูล ให้สัญญาณทางเศรษฐกิจของประเทศไทย เพื่อให้ภาคเอกชน ประชาชนผู้ฝากเงิน ผู้กู้เงิน นักธุรกิจได้มองเห็นอะไรบางอย่างในอนาคตที่เป็นทั้งโอกาส อุปสรรค ความท้าทาย และสิ่งที่ต้องระมัดระวัง ข้อมูลที่ผมนำมานำเสนอนี้มาจากการรวบรวมข่าวสารที่มีการเผยแพร่ออกมาอย่างต่อเนื่องและขอสรุปมาให้เป็นประเด็นดังนี้นะครับ
ต้นเดือนพฤศจิกายน 2555 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รายงานแนวโน้มการขยายตัวของสินเชื่อในไตรมาส 4 ของปี 2555 ว่ามีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องและมีข้อมูลจากการเผยแพร่เพิ่มเติมอื่นๆ ที่สำคัญดังนี้
1. สถาบันการเงินประเมินว่าความต้องการสินเชื่อในไตรมาสสุดท้ายของปียังคงขยายตัวดีต่อเนื่อง ทั้งสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่และกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ทั้งการขอสินเชื่อในระยะสั้นและระยะยาว
2. คาดว่าสินเชื่อจะขยายตัวดีในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายในประเทศ อาทิ ยานยนต์และชิ้นส่วน ก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น
3. สถาบันการเงินบางแห่งมีแนวโน้มขยายการให้สินเชื่อแก่ธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีลักษณะเป็นสายเชื่อมโยง (Supply chain) ที่รองรับการดำเนินการกิจการธุรกิจขนาดใหญ่มากขึ้น
4. อย่างไรก็ดี แนวโน้มความต้องการสินเชื่อโดยรวมคาดว่าจะไม่เพิ่มสูงเท่าช่วงครึ่งแรกของปี เนื่องจากการลงทุนเพื่อซ่อมสร้างจากความเสียหายของน้ำท่วมได้เสร็จสิ้นไปแล้ว
5. แนวโน้มสินเชื่อภาคครัวเรือนในไตรมาสที่ 4 ปี 2555 Bank และ Non bank คาดว่าความต้องการสินเชื่อภาคครัวเรือนทุกประเภทจะเพิ่มขึ้นสูงโดยเฉพาะสินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อบัตรเครดิต ตามแนวโน้มการขยายตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์และการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลปลายปี
6. ความเข้มงวดในการพิจารณาให้สินเชื่อครัวเรือนทุกประเภทในไตรมาสที่ 4 จะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับไตรมาสที่ผ่านมาไม่ได้ลดหย่อนลงไปเพราะว่าภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอลงอาจกระทบต่อคุณภาพหนี้ได้
7. ความกังวลต่อสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือหนี้เสียในกลุ่มสินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อครัวเรือนอื่นๆ เพิ่มขึ้นเล็กน้อย
โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้ 10,000-15,000 บาทต่อเดือนหรือในกลุ่มครัวเรือน (สามีภรรยาและบุตร)ที่มีรายได้ 25,000 บาทต่อเดือน ที่เห็นว่ามีการค้างชำระในช่วง 30 วันหรือ 1 เดือนเพิ่มมากขึ้น ท่านผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ให้ข้อมูลถึงความเป็นห่วงดังนี้
"เท่าที่ติดตามดู สินเชื่อบุคคลของผู้ที่มีรายได้น้อย 10,000-15,000 บาทต่อเดือน ก็มีหนี้สินเพิ่มขึ้นเช่นกัน แต่ยังไม่มีปัญหาเรื่องความสามารถในการชำระหนี้ และในส่วนของสินเชื่อของผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่านั้น เริ่มมีปัญหาในการชำระหนี้บ้าง เช่น อาจจะไม่ส่งหนี้ 1 เดือน แต่ ธปท.ก็เข้าใจ เพราะรายได้ของเขาน้อย ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำคือ พยายามให้เขามีรายได้มากขึ้น ซึ่งส่วนนี้ ธปท. คงทำไม่ได้ ขณะที่สิ่งที่ทำได้คือ ดูแลให้เขาก่อหนี้ให้เหมาะสมกับรายได้ที่เขามี ไม่เดือดร้อน” ยังไม่จบครับ สัปดาห์หน้ามาคุยกันต่อนะครับ
------------------------------------
(สวัสดีเศรษฐกิจ : เพลาๆ การก่อหนี้ที่ขาดสติบ้างก็จะดี (1) : สุรพล โอภาสเสถียร)



