
ครม.ปูสามในฐานะการสถาปนาอำนาจของ"ระบอบทักษิณ-ยิ่งลักษณ์"
ครม.ปูสามในฐานะการสถาปนาอำนาจของ"ระบอบทักษิณ-ยิ่งลักษณ์": ประชาธิปไตยที่รัก โดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])
สรุปว่าเมื่อมีการปรับ ครม. แล้วนั้นจะสามารถวิเคราะห์อะไรได้บ้าง?
หนึ่ง ผมคิดว่า ผมโล่งใจว่ามีการปรับครม.สักที จะด้วยเหตุผลอะไรที่ทำให้เกิดความล่าช้าที่ผ่านมานั้นก็เรื่องหนึ่ง แต่การมีครม. เป็นเรื่องจำเป็น ไม่ควรมีตำแหน่งรักษาการอะไรให้มันยาวนาน เพราะเรื่องทุกเรื่องควรจะเป็นเรื่องของการตัดสินใจได้
สอง ผมคิดว่าก่อนที่จะพิจารณาการปรับ ครม. ว่าเป็นอย่างไร สิ่งที่น่าสนใจน่าจะอยู่ที่การพิจารณาระบอบ-โครงสร้างของผู้นำที่กุมอำนาจรัฐในส่วนรัฐบาล พูดง่ายๆ ก็คือ ทั้งคุณทักษิณ คุณยิ่งลักษณ์ ตัวพรรคเพื่อไทย ตัวคนแวดล้อมคุณทักษิณ และคนแวดล้อมคุณยิ่งลักษณ์ รวมทั้งคนเสื้อแดง และพลังฝ่ายก้าวหน้าเดือนตุลาที่อยู่รายล้อมคุณทักษิณและคุณยิ่งลักษณ์ด้วย
เรื่องนี้ควรจะสนใจในรายละเอียดในฐานะจะเรียกว่าเป็นส่วนหนึ่งของระบอบทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ (ไม่ใช่แค่ระบอบทักษิณ หรือระบอบยิ่งลักษณ์ หรือจะเรียกว่าระบอบทักษิณคิดเพื่อไทยทำก็ไม่ถูก เพราะเมื่อเป็นรัฐบาลแล้ว ก็คงต้องพูดว่า ระบอบทักษิณคิดยิ่งลักษณ์ทำ และคนอื่นๆ มาร่วมคิดมาร่วมทำน่าจะถูกกว่า)
เรื่องนี้สามารถที่จะทำวิจัยเชิงประจักษ์ได้ เหมือนยุคหนึ่งสมัยหนึ่งที่มีการศึกษาค้นคว้าว่าระบอบที่เรียกว่าอำมาตยาธิปไตยในสมัยหลัง 2475 นั้นมีกลุ่มก้อนใดบ้างที่ยึดกุมระบบ
เล่นคำให้ขำๆ อาจจะบอกว่าระบบวันนี้เป็นระบบสามจีหนึ่งเฮีย คือ ยิ่งลักษณ์ คุณหญิงพจมาน เจ๊แดง และเฮียแม้ว ก็ได้ ลักษณะนี้ทางหนึ่งก็คือมีเอกภาพในการปกครองในแกนกลาง ตามที่นักรัฐศาสตร์โบราณอาจจะเชื่อได้ว่าคณะผู้ปกครองนั้นมีลักษณะพิเศษบางอย่างที่ทำให้พวกเขาผนึกแนบแน่น ซึ่งอาจจะมีมากกว่าเรื่องของผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ หรืออุดมการณ์ด้วยซ้ำ
จากนั้นก็พูดถึงระบบแวดล้อมของเขา ซึ่งก็ทำให้เราต้องมานั่งพิจารณาว่าความยืดหยุ่นของการต่อรองระหว่างแต่ละสายนั้นมีมากบ้างน้อยบ้างอย่างไร และเอาเข้าจริงระบบนี้กลายเป็นระบบที่ยืดหยุ่นกว่าระบบพรรคอีกต่างหาก เพราะว่าระบบพรรคนั้นวางด้วยหลักการสมัยใหม่ล้วนๆ ซึ่งทำให้เกิดความขัดแย้งแตกหักได้ไม่ยากนัก
พูดแบบนี้ไม่ได้มาสรรเสริญเยินยออะไร หรือบอกว่าระบอบนี้เป็นระบอบที่ดี แต่ตราบใดที่ระบอบนี้ยังมีชีวิตในช่วงขาขึ้น คืออำนาจไม่ตกทอดไปสู่รุ่นต่อไป ระบอบนี้ก็จะยังมีอำนาจไปได้อีกพรรคหนึ่ง นั่นคือการพิจารณาจากภายใน ส่วนหากมองจากภายนอกก็คือ ตราบใดที่ระบอบนี้ยังโดนกินโต๊ะจากภายนอกแบบที่เป็นอยู่ ระบอบนี้ก็จะมีเอกภาพเพราะต้องการดิ้นรนอยู่รอดให้ได้
สาม ผมคิดว่าสังคมไทยควรจะพัฒนาระบบติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ที่เป็นระบบที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแต่ฝ่ายค้านเท่านั้น หมายความว่าถ้าระบบนี้ดีพอฝ่ายค้านก็สามารถจะนำข้อมูลไปตรวจสอบต่อเนื่องในสภาทั้งในแง่ของกระทู้ การอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือแม้กระทั่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสอบในกรรมาธิการและงบประมาณได้ด้วย
ไม่จำเป็นต้องมารอบรรดาเกจิทั้งหลายวิเคราะห์-ทำนายว่าตกลงการปรับ ครม. ครั้งนี้ได้คะแนนเท่าไหร่หรือเหมาะสมไหม
สี่ สิ่งที่ยังไม่ค่อยชัดจนถึงวันส่งต้นฉบับก็คือใครจะมาเป็นรองนายกฯ ผู้ดูแลความมั่นคง ซึ่งข่าวลือก็คือ ตัวนายกรัฐมนตรีเองจะเป็นผู้ดูแลเอง ซึ่งหากเป็นจริงก็ท้าทายมาก แต่ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
เพราะด้านหนึ่งย่อมแสดงว่ารัฐบาลและกองทัพมีเอกภาพมากขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งทหารเก่า ดังในกรณีสมัยของคุณชวนเองที่เคยดูแลกระทรวงกลาโหม และก็อย่าลืมว่าคุณยิ่งลักษณ์เองนั้นก็มีกองหนุนคือเพื่อนพี่ชายทั้งแก๊งจาก ตท.สิบอยู่ดี
อีกด้านหนึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่ดีก็ได้ที่อาจจะมีคณะกรรมการที่เป็นที่ปรึกษานายกฯ ที่จะมีกลุ่มก้อนใหม่ๆ เข้ามาเพิ่มมากขึ้นที่ไม่ใช่เฉพาะทหาร
ส่วนกระทรวงที่ผมอยากให้จับตามองมากที่สุดคือกระทรวงศึกษา เพราะผมรู้สึกว่าเป็นกระทรวงที่ทำไมหนอจึงเปลี่ยนตัวผู้บริหารบ่อยนัก
เรียกว่าการตั้งข้อสงสัยของฝ่ายค้านนั้นน่าสนใจ เอาเป็นว่าหากไม่มีเรื่องอะไรเร่งด่วนวันพฤหัสบดีนี้เรามาคุยกันเรื่องนี้นะครับ



