
'จารุพงศ์'วอนอย่ามองเป็น'รมต.แดง'
'จารุพงศ์' วอนอย่ามองเป็น 'รมต.เสื้อแดง' พร้อมตั้ง 'ยงยุทธ' นั่งประธานที่ปรึกษา ย้ำเดินหน้าสร้างความปรองดอง เล็งทบทวนแก้กฎหมาย กำนัน-ผญบ.
5 พ.ย.55 นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวภายหลังการประชุมมอบนโยบายไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศผ่านระบบวีดิโอคอนเฟอร์เร็นซ์ครั้งแรก ภายหลังการรับตำแหน่งรมว.มหาดไทยว่า ได้มีการตั้งข้อครหาจากหลายฝ่ายว่าเป็นกระทรวงเสื้อแดงนั้นเห็นว่า เป็นข้อกล่าวหาที่สามารถกล่าวได้ แต่ทราบดี ทุกคนต้องการให้บ้านเมืองก้าวไปข้างหน้า เหมือนอย่างที่ตนมอบนโยบายไปแล้วว่า สิงห์ไม่ว่าสีไหนก็ตามขอให้ทำงานสัมฤทธิ์ผล และขอตั้งคำถามว่าคนที่กล่าวหาเป็นกระทรวงเสื้อแดงนั้น เป็นการหวังดีต่อประเทศชาติจริงหรือ
"ผมก็คือผม คือคนที่ต้องการเห็นบ้านเมืองเดินไปข้างหน้า อย่างที่มีการมอบนโยบายไป จะแดง จะเหลือง นั่นแหละผม นี่ต้องศอกกลับไปนะ แตกไม่แตกไม่รู้ไปเย็บกันเอาเอง ถ้าเราต้องการเข้าสู่การปรองดองแล้วมากล่าวว่าคนนั้นแดงคนนี้เหลือง มันจะปรองดองกันได้อย่างไร" นายจารุพงศ์ กล่าว
ทั้งนี้นายจารุพงศ์ ยังกล่าวต่อว่า ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ต่อกรณีกลุ่มกำนัน ผู้ใหญ่บ้านจากทั่วประเทศ ที่จะเดินทางมาชุมนุมคัดค้านกฎหมายลักษณะปกครองท้องที่ ในวันที่ 7 พ.ย.นั้น ส่วนตัวได้มีการพูดคุยกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีแล้ว และจะนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมพรรคเพื่อไทย ซึ่งคาดว่าน่าจะมีทางออกที่ดีของทั้งสองฝ่าย
'จารุพงศ์' ย้ำเดินหน้าสร้างปรองดอง
นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ กล่าวถึงในส่วนของการปรองดองว่า สำหรับการเดินหน้าสร้างความปรองดองโดยการจัดเวทีสานเสวนา ถือเป็นนโยบายเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการบนหลักนิติธรรม และเห็นต่างได้แต่ไม่แตกแยก ให้ประชาชนจับเข่าคุยกัน ที่ผ่านมานายกฯเน้นย้ำการจัดเวทีเพื่อพูดคุยไม่ใช่การปราศรัยข้างเดียว
สำหรับการเปิดเวทีจะมีการเชิญนักวิชาการที่เป็นกลางไม่ฝักฝ่ายฝ่ายใดทางการเมือง หรือหากจะมีคนของฝ่ายการเมืองในส่วนใดก็ต้องมีคนของแต่ละฝ่ายในสัดส่วนที่เท่าเทียมกัน เพื่อให้เกิดความปรองดองอย่างแท้จริง ซึ่งกระทรวงมหาดไทยโดยผวจ.และนายอำเภอจะมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนเวทีสานเสวนาในการส่วนของการเตรียมความพร้อม แต่จะไม่มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องกับเนื้อหาของการสานเสวนา โดยการจัดเวทีจะตระเวนไปทั่วประเทศ โดยรูปแบบที่ได้วางแผนไว้คือดูจากพื้นที่เขตเลือกตั้งเป็นฐาน โดยกำหนดให้มีเวทีสานเสวนา 1 เวทีต่อเขตเลือกตั้ง 3 - 4 เขต ภายในจังหวัดเดียวกัน
"เอาประเด็นที่เป็นปัญหาความขัดแย้งมาคุยกันในแต่ละพื้นที่ ทุกระดับ ในเดือนพฤศจิกายนนี้ จะหาตัวแทนบุคคลากรเป็นคนกลางในการอบรมวิทยากร และจะให้มีการวางสถิติตัวเลขว่ามีสัดส่วนเท่าไหร่ มีน้ำหนักหรือไม่ มีกระทรวงมหาดไทย ผวจ.เป็นผูอำนวยความสะดวก และเงินงบประมาณผ่านทางกระทรวงมหาดไทยเท่านั้นเอง เราอยากเห็นการปรองดองที่ยั่งยืน รัฐบาลมีเจตนาบริสุทธิ์ใจกับเรื่องนี้ อนาคตจะมีกางมติหรือไม่เป็นรายละเอียดที่ภาควิชาการต้องไปดูกัน ระดับรัฐมนตรีไม่ได้ลงไปดู" นายจารุพงศ์กล่าว
'จารุพงศ์'ตั้ง'ยงยุทธ'นั่งประธานที่ปรึกษา
นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ กล่าวถึงกรณีมอบนโยบายให้กับผู้บริหารระดับสูง และหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เร็นซ์ไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด โดยมีพล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รมช.มหาดไทย และนายประชา ประสพดี รมช.มหาดไทย เข้าร่วมมอบนโยบาย
โดยนายจารุพงศ์ ได้กล่าวขอบคุณนายยงยุทธ วิชัยดิษ รมว.มหาดไทย คนก่อนหน้านี้ ซึ่งได้เสียสละลาออกจากตำแหน่ง ทำให้ได้มีโอกาสขึ้นมาเป็นรมว.มหาดไทยแทน และแม้นายยงยุทธจะลาออกจากตำแหน่งไปแล้ว แต่ก็ยังเป็นที่ปรึกษาในการบริหารงานกระทรวงมหาดไทยหลายเรื่อง รวมถึงปัญหาการชุมนุมประท้วงของกำนันผู้ใหญ่บ้านที่จะมีขึ้นในวันที่ 7 พ.ย. โดยในวันนี้ (5 พ.ย.) ซึ่งจะลงนามแต่งตั้งนายยงยุทธเป็นประธานที่ปรึกษารมว.มหาดไทย อย่างเป็นทางการ อย่างที่ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ โดยการบริหารงานจะสานงานต่อจากนายยงยุทธทุกประการ
ในส่วนนโยบายหลักในการบริหารกระทรวงมหาดไทยนั้น นายจารุพงศ์กล่าวว่า ปัจจุบันภารกิจของกระทรวงมหาดไทย ไม่ได้ดูแลเพียงแค่ประชากร 65 ล้านคน เหมือนอย่างเดิม หากแต่ต้องรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 เพราะฉะนั้นกรอบเดิมที่กระทรวงมหาดไทยดูแลแค่ราชการส่วนท้อ งถิ่น ส่วนภูมิภาค และส่วนกลาง จะต้องเปลี่ยนไปสู่การดูแลประชากร 600 ล้านคนจาก 10 ประเทศที่จะเป็นตลาดการค้า ให้อยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกันอีกด้วย
นายจารุพงศ์ กล่าวอีกว่า นโยบายเร่งด่วนที่จะต้องเกิดขึ้นในระยะเวลา 1 ปี ได้แก่การสร้างปรองดองและความสมานฉันท์ การป้องกันยาเสพติด และบำบัดผู้ติดยาเสพติด รวมถึงการนำความสงบสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้ สำหรับการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านและต่างประเทศ รวมถึงยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งผู้สูงอายุ และประชาชนทั่วไปให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนมากขึ้น และลดประชาชนที่ยากจนให้น้อยลง รวมถึงการส่งเสริมสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ และสินค้าศิลปาชีพให้ครบวงจรมากขึ้น
"นโยบายระยะยาว 4 ปี ของรัฐบาลนั้นได้แก่ เรื่องความมั่นคง ได้แก่ การปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ การพัฒนาระบบเตรียมความพร้อมภัยคุกคาม ทั้งจากธรรมชาติ และจากสิ่งที่มนุษย์สร้าง การแก้ปัญหายาเสพติดและอาชญากรรมข้ามชาติ แรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง เป็นต้น ส่วนด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ การสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถหารายได้ด้วยตัวเอง รวมถึงลดการอุดหนุนจากส่วนกลาง และการปรับปรุงประสิทธิภาพของรัฐวิสาหกิจ ให้ร่วมมือกับกระทรวงพลังงาน ในการใช้พลังงานทดแทน รวมถึงมีแผนรองรับ หากเกิดระบบขัดข้อง"
นายจารุพงศ์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลยังมีนโยบายด้านสังคมและคุณภาพชีวิต ได้แก่ การขยายการศึกษาที่เป็นธรรม ให้ประชาชนทุกคนได้รับองค์ความรู้และภูมิปัญญาที่เท่าเทียมกัน นอกจจากนี้ ยังต้องดูแลคนชายขอบ ผู้สูงอายุ และคนพิการ ไม่ให้เป็นภาระกับประชาชนให้ได้ นอกจากนี้ จะสนับสนุน ให้มีการจัดสรรที่ดินเปล่า ด้วยการไปเจรจากับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ชาวบ้านได้ใช้สำหรับประกอบอาชีพมากขึ้น และจะมีการเชื่อมโยงระบบข้อมูลสารสนเทศพื้นที่ป่า เพื่อให้ทราบว่า ประชาชนจะสามารถมีที่ดินทำกินได้เท่าไร เพื่อขยายโอกาสให้มากยิ่งขึ้น
นายจารุพงศ์ กล่าวอีกว่า จะเปลี่ยนหน้าที่ของรัฐมนตรีจากการรับจ้างฝากคน ให้เปลี่ยนเป็นการคัดเลือกด้วยระบบคุณธรรม และการประเมินผลงานที่ดีขึ้น แม้ระบบอุปถัมภ์จะยังคงมีอยู่ แต่ต้องใช้ระบบคุณธรรมมาประเมินคนให้เหมาะสมมากกว่า ขณะเดียวกัน เรื่องของการจ่ายเงิน เพื่อให้ขึ้นเป็นข้าราชการอปท. ที่ลือกันว่า จะต้องใช้เงินมากกว่า 6 หลักนั้น ในยุคนี้จะต้องหมดไป และกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องตรวจสอบให้โปร่งใสให้ได้
"ผมไม่สนใจว่าใครไปสิงห์แดง สิงห์ดำ หรือสิงห์ไหน เพราะผมเชื่ออย่างหนึ่งว่าทุกสถาบันการศึกษาสอนให้ทุกคนเป็นคนดีทั้งหมด เพราะฉะนั้นในยุคผม การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการจะพิจารณาจากความสามารถเป็นหลัก ข้าราชการจำไว้ว่าไม่ต้องมาขอให้ผมช่วยเด็ดขาด เพราะเรื่องนี้มีตัวชี้วัด ระบบการสอบคัดเลือก และประเมินผลอยู่แล้ว" นายจารุพงศ์ กล่าว



