
"นพดล"จวก"อภิสิทธิ์-กษิต"ยุ่งกิจการพม่า
"นพดล" จวก "อภิสิทธิ์-กษิต" ออกแถลงการณ์ยุ่งกิจการพม่าทำเกียรติภูมิไทยลด กระทบสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เผย แม้ว รู้แล้ว พันธมิตร ตั้งพรรค แต่ไม่ได้แสดงความเห็น เพราะยุ่งเก็บข้อมูลซื้อเกาะ ลงทุนซื้อเหมืองทอง "อภิสิทธิ์ขอดูผลการตัดสินคดี "ซู จี"ก่อนกำหนดท่า
นายนพดล ปัทมะ อดีตที่ปรึกษากฎหมายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และอดีต รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวขัดแย้งระหว่างพม่ากับไทย ว่า ตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาทำงานก็ทำให้ความสัมพันธ์ของไทยและประเทศเพื่อนบ้าน อย่างพม่าและกัมพูชาต้องเสื่อมทรามลง ทั้งๆที่ไทยเป็นประธานอาเซียน และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ กลับทำให้เกียรติภูมิของประเทศในฐานะประธานอาเซียนลดลง โดยเฉพาะพฤติกรรมท่าทีของนายกษิตและการออกแถลงการณ์ในเชิงประณามพม่าของนายอภิสิทธิ์ จึงทำให้ถูกมองว่าเป็นการไปยุ่งกิจการภายในพม่า และทำให้พม่าไม่พอใจในที่สุด
ตนกังวลว่าในอนาคตจะส่งผลต่อความสัมพันธ์และความร่วมมือด้านต่างๆของพม่าและไทย เช่น พม่าอาจไม่ให้ความร่วมมือด้านความปลอดภัยบริเวณแนวตะเข็บชายแดน ทั้งเรื่องคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย ปัญหายาเสพติด เป็นต้น ซึ่งคนที่จะเดือนร้อนคือประชาชนที่อยู่ตามแนวชายแดน และทำให้ไทยเสียประโยชน์หลายๆ ประการ โดยเฉพาะนายกษิตที่มีพฤติกรรมเอาแต่ไล่ล่าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนานกฯ จนต่างประเทศเอือมระอา ซึ่งตนเห็นว่านายกษิตควรพิจารณาตัวเองและลาออกจากตำแหน่งโดยเร็ว เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับสมัยรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ความสัมพันธ์ของพม่ากับไทยดีมาก ทั้งกรณีที่ไทยช่วยเหลือพม่าจากภัยธรรมชาติพายุนาร์กีส แต่มารัฐบาลชุดนี้กลับทำให้เกิดความเสื่อมทรามทั้งความสัมพันธ์ของพม่าและกัมพูชา จนพูดได้ว่าไม่เคยมียุคไหนที่ประเทศไทยมีความตึงเครียดกับพม่าเท่ากับตอนนี้
นายนพดล ยังกล่าวถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ตั้งพรรคการเมือง ว่า ถือเป็นเรื่องดีที่พันธมิตรฯ ตั้งพรรคการเมืองมาสู้ในระบบ เพราะจะทำให้วัฒนธรรมกฎหมู่ เช่น ไปยึดสนามบิน ค่อยๆ หมดไป และสามารถตรวจสอบได้ ส่วนที่มีการมองกันว่าพันธมิตรฯอาจสูญเสียแนวร่วมบางส่วนที่ไม่เห็นด้วยกับตั้งพรรคการเมืองนั้น พันธมิตรฯคงจะวิเคราะห์ผลดี ผลเสียเอง เพราะเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ ซึ่งเรื่องนี้พ.ต.ท.ทักษิณทราบแล้วแต่ไม่ได้แสดงความเห็นใดๆ เพราะขณะนี้พ.ต.ท.ทักษิณอยู่ที่ดูไบ อยู่ระหว่างการเดินทางเก็บข้อมูลเรื่องการลงทุน ประมูลซื้อเกาะในประเทศมอนเตเนโกร ซึ่งอีก 1 เดือนจะชัดเจน รวมทั้งกรณีซื้อเหมืองทองที่รอประเมินปริมาณทองและมีแนวโน้มว่าจะซื้อสูงมาก
"อภิสิทธิ์”ขอดูผลการตัดสินคดี "ซู จี"ก่อนกำหนดท่าทีต่อไป
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม ครม.ถึงท่าทีของรัฐบาลไทยต่อพม่าหลังที่มีการแถลงการณ์กล่าวหาว่าไทยเข้าไปแทรกแซงกิจการภายใน ว่า กระทรวงการต่างประเทศได้ออกแถลงการณ์แล้ว ก็ขอยืนยันว่าสิ่งที่เราทำในฐานะประธานอาเซียนนั้น เป็นการดำรงหลักเกณฑ์ในการทำงาน การออกแถลงการณ์เหมือนในอดีตที่ผ่านมา และได้มีการปรึกษาหารือในช่วงที่มีการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโส รมว.ต่างประเทศก็ได้รับทราบ ที่สำคัญสาระแถลงการณ์ของเราก็ยึดตามมติหรือความเห็นของผู้นำอาเซียนที่มีมาก่อนหน้านี้ และอยู่บนพื้นฐานของความปรารถนาดีที่มีต่อพม่า
เมื่อถามว่าแต่ดูเหมือนพม่าจะไม่สนใจคำแถลงการณ์ของอาเซียน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุมที่กรุงฮานอยในวันนี้ รมว.ต่างประเทศอาเซียนก็มีการพูดคุยกัน
ต่อข้อถามว่าแต่ในแถลงการณ์ของพม่าระบุว่าไทยเข้าไปแทรกแซงกิจการภายในของพม่า นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่มีอะไรเพิ่มเติมไปจากที่ผู้นำเคยมีความเห็นร่วมกัน และเคยออกเป็นส่วนหนึ่งของแถลงการณ์ในอดีต เมื่อถามว่าจะมีการออกแถลงการณ์จุดยืนของอาเซียนเพิ่มเติมหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ทางรมว.ต่างประเทศอาเซียนก็คงมีโอกาสในการปรึกษาหารือกัน ก็คงต้องรอดูพัฒนาการของเหตุการณ์ในพม่า ต่อข้อถามว่าในวันที่ 27 พ.ค.ก็จะเป็นวันสุดท้ายในการตัดสินคดี นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก็ต้องรอดูว่าผลจะออกมาอย่างไร เมื่อผลออกมาแล้วก็ต้องมาดูกันอีกทีว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป
"ปชป.”หนุน“มาร์ค”ออกแถลงการณ์ช่วย“ซู จี”
นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลทหารพม่าโจมตีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่าแทรกแซงการเมืองในพม่าว่า พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันว่า ความร่วมมือในภูมิภาคจำเป็นต้องมีการทำงานเชื่อมต่อกันระหว่างประเทศสมาชิก ซึ่งสิ่งที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศสมาชิกประเทศหนึ่งประเทศใด ถือว่ากระทบต่อภูมิภาคอาเซียนโดยรวมด้วย การออกแถลงการณ์ในนามประธานอาเซียนของนายอภิสิทธิ์ เป็นการออกภายหลังการหารือกับกระทรวงการต่างประเทศ 8 ประเทศ รวมไทยเป็น 9 ประเทศ โดยจุดยืนที่ทางอาเซียนได้พูดคุยกับผู้นำประเทศพม่า ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ผ่านมา ทางพม่าได้ให้คำมั่นสัญญากับมิตรประเทศไว้ว่า จะดำเนินการทางการเมือง เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตยในปีหน้า
โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า แต่หากความขัดแย้งทางการเมืองของพม่ายังมีอยู่จะมีปัญหาที่กระทบต่อประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศไทยที่ผ่านมาได้รับภาระการให้ที่พักพิงกับชนกลุ่มน้อย การควบคุมการระบาดของโรคบางอย่าง การค้าแรงงาน การค้ามนุษย์ เช่น ปัญหาผู้อพยพโรฮิงญา ซึ่งถือว่ากระทบต่อความมั่นคงของประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีปัญหาที่ภูมิภาคอาเซียนต้องเผชิญร่วมกับประเทศพม่าคือ กรณีเหตุการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคงของภูมิภาค เช่น ความขัดแย้งในการลงทุน และการจัดทรัพยากรในประเทศพม่า ที่ทำให้ชนกลุ่มน้อยต้องหาที่พักพิงในประเทศอาเซียนด้วยกัน
“ดังนั้น พรรคประชาธิปัตย์จึงขอสนับสนุนการเดินหน้าสร้างความสัมพันธ์และกรอบความร่วมมือระหว่างกลุ่มประเทศอาเซียนและประเทศพม่าในการยืนยันถึงคำสัญญาของพม่าที่เคยให้ไว้ และเงื่อนไขที่จะทำให้ปัญหาเบาบางลงคือการที่พม่าต้องไม่เพิ่มเงื่อนไขความขัดแย้งใหม่ โดยเฉพาะการจองจำนางออง ซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายค้านในพม่า ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ทำงานร่วมกับกลุ่มพรรคการเมืองในอาเซียน ซึ่งวันเดียวกันนี้จะมีผู้นำและผู้แทนพรรคอาเซียนหลายพรรคเข้าพบรองประธานสภา เพื่อสนับสนุนจุดยืนของนายอภิสิทธิ์ ในฐานะประธานอาเซียน ในการยื่นแถลงการณ์ต่อเหตุการณ์พม่า” โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว



