ข่าว

เหลืองสายกลางมีไหม

เหลืองสายกลางมีไหม

05 พ.ย. 2555

เหลืองสายกลางมีไหม : ว่ายทวนอารมณ์ โดยใบตองแห้ง [email protected]

               พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ ประธานองค์การพิทักษ์สยาม ประกาศชัดเจนว่า ต้องการไล่รัฐบาลลาออกหรือยุบสภา แต่ไม่ต้องเลือกตั้งใหม่ ให้ตั้งคณะทำงานเป็นรูปแบบคณะปฏิวัติโดยประชาชนมาบริหาร และยังกล่าวอีกว่า จะต้อง แช่แข็ง ประเทศไทย ไม่ต้องเลือกตั้งสัก 5 ปี

              น่าประหลาดที่พรรคประชาธิปัตย์ นักการเมืองจากการเลือกตั้ง ไม่ยักวิพากษ์วิจารณ์ เสธ.อ้าย กลับมีทีท่าให้ท้ายด้วยซ้ำ เพิ่งจะมี พิชัย รัตตกุล รองประธานสภาที่ปรึกษาพรรค ออกมาค้านว่าการไล่รัฐบาลยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอ ใช้ช่องทางรัฐสภาดีกว่า

              เอ๊ะ หรือว่าไม่มีใครประหลาดใจกันแล้ว เราเป็นประเทศเดียวในโลกที่สามารถใช้สิทธิชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ ปลุกระดมล้มล้างระบอบประชาธิปไตย โดยมีสื่อ นักวิชาการ และนักการเมืองให้ท้าย

              ฝ่ายค้านจะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลปลายเดือนนี้ ไล่ๆ กับการอภิปรายของวุฒิสภา และการชุมนุม เช็กบิล ขององค์การพิทักษ์สยาม ทั้ง 3 เด้งถูกมองว่าแยกกันเดิน รวมกันตี อย่างช่วยไม่ได้ ในเมื่อปูมหลังเชื่อมโยงกัน แสดงทัศนะสอดรับกัน

              มองมุมหนึ่งก็น่าวิตก ถ้าขบวนการ 3 เด้งนำไปสู่การแช่แข็งประเทศไทย แต่มองด้านกลับ ถ้าไม่สำเร็จ ขบวนการ 3 เด้งก็ผูกขากันลงเหว ตัวอย่างเช่น เมื่อมีม็อบเรียกหารัฐประหารชุมนุมอยู่หน้าทำเนียบ น้ำหนักการอภิปรายของฝ่ายค้านจะลดลง เพราะมองได้ว่าเจตนาโจมตีเพื่อล้มรัฐบาล

              ด้านน่าวิตกคือ นี่เป็นเฮือกสุดท้ายหรือรองสุดท้าย ของพลังจารีตนิยม ซึ่ง เงื่อนเวลา นับถอยหลังทุกวัน แม้คนส่วนใหญ่ตามโพลล์ 97.3% ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหารแต่ก็มีคนหยิบมือหนึ่งที่พร้อมแลกทุกอย่าง พร้อมก่อความรุนแรง ยึดทำเนียบ ยึดสถานที่สำคัญ หรือทำอะไรที่ร้ายกว่ายึดสนามบิน เพื่อยั่วยุให้รัฐบาลปราบปราม หรือเกิดม็อบชนม็อบ หรือเกิด ชายชุดดำ เพื่อใช้อำนาจอย่างหนึ่งอย่างใดเข้ามาจัดการ

              ถ้าผ่านพ้นเดือนพฤศจิกายนนี้ไปได้ ก็อาจมีก๊อกสุดท้าย ตอนศาลโลกตัดสินคดีปราสาทพระวิหาร ซึ่งมีโอกาสสูงมากที่ไทยจะแพ้ แล้วก็จะปลุกกระแสคลั่งชาติไล่รัฐบาลฐานทำให้เสียดินแดน ทั้งที่ความจริงต้องโทษพวกคลั่งชาติเองนั่นแหละ ที่เอาชาตินิยมมาเล่นงานกันทางการเมือง ทำให้ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาย่ำแย่ จนกัมพูชาฟ้องศาล ซึ่งรัฐบาลไทยทุกยุคทุกสมัยหลีกเลี่ยงมาตลอด ใช้การเจรจาทวิภาคี ใช้การประนีประนอม เพราะรู้ดีว่าขึ้นศาลเมื่อไหร่เรามีแต่เสียเปรียบ

              แต่ถ้าผ่าน 2 ช่วงนี้ไป ก็จะเข้าสู่สถานการณ์ใหม่ คือ รัฐบาลอยู่ยาว ขณะที่ขบวนการจ้องล้มรัฐบาลจะพากันลงเหวหมด เกิดสุญญากาศขาดพลังตรวจสอบรัฐบาล

              รัฐบาลเพื่อไทยไม่ได้ดีเลิศประเสริฐศรีอะไร ก็อย่างที่ดุสิตโพลชี้ว่า ประชาชนเบื่อหน่ายการเอื้อประโยชน์พวกพ้อง ไม่แก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น แต่ประชาชนจำนวนมากกว่าก็เบื่อหน่ายพรรคประชาธิปัตย์ ที่ค้านทุกเรื่อง เล่นการเมืองมากไป

              ปัญหาคือ เราไม่มีพลังตรวจสอบรัฐบาล มีแต่จ้องล้มรัฐบาล คิดถึงแต่รัฐประหารหรือการใช้อำนาจนอกระบบ เพราะถอดใจว่าเลือกตั้งเมื่อไหร่ก็แพ้ทักษิณ ยิ่งถลำไปในวิธีคิดแบบนี้เท่าไหร่ก็ยิ่งหลุดโลก สังคมไม่ยอมรับ และด้านกลับกันก็กลายเป็น เกราะ คุ้มกันรัฐบาล เพราะผู้รักประชาธิปไตย มวลชนเสื้อแดง หรือแม้แต่ผู้คนทั่วไป ก็เห็นว่ามีรัฐบาลจากการเลือกตั้งชั่วๆ ดีๆ ยังดีกว่ารัฐประหารหรือตุลาการยุบพรรค

              ผมนึกถึงปี 2549 พันธมิตรชุมนุมไล่ทักษิณที่สยามสแควร์ มีคนเป็นแสน แต่ระยะหลังๆ อย่างเก่งก็หลักพัน อดตั้งคำถามไม่ได้ว่าคนที่เคยเข้าร่วมหายไปไหน ยังมีไหม คนที่ต่อต้าน ระบอบทักษิณ โดยได้บทเรียนแล้วว่า รัฐประหารตุลาการภิวัฒน์ล้มเหลว พร้อมจะกลับมาสู้ในกติกาประชาธิปไตย

              เพื่อนฝูงผมที่เข้าร่วมม็อบเสื้อเหลือง ที่เป็นคนมีสติ มีเหตุผล ก็เยอะ แต่หลังๆหายไป เป็นไปได้ไหมที่จะมีพลังตรวจสอบรัฐบาล ซึ่งเดินทางสายกลาง แยกห่างจากพันธมิตร ประชาธิปัตย์ 40 ส.ว. ต่อสู้อย่างมีเหตุผล อดทน ยอมรับรัฐบาลที่ตัวเองไม่ได้เลือกและไม่ได้ชอบ แต่ก็ไม่ย่อท้อ

              หรือว่าพลังเช่นนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หลายคนมองว่าพลังเช่นนี้อาจจะเกิดจาก แดง เสียมากกว่า โดยเฉพาะแดงอิสระ

              แต่เรียกร้องอย่างนี้ พวกสุดขั้วสุดโต่งบางคนก็อาจบอกว่าผมรับแผนทักษิณมา เพราะถ้าต่อต้านระบอบทักษิณแต่ยอมรับกติกาประชาธิปไตย ก็มีแต่แพ้กับแพ้

              ถ้าคิดได้แค่นั้นก็จำเริญๆเถิด