ข่าว

ปรับเพื่อใคร!เปลี่ยนทำไม?

ปรับเพื่อใคร!เปลี่ยนทำไม?

06 พ.ย. 2555

คอลัมน์ ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : ปรับเพื่อใคร เปลี่ยนทำไม ? : โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ

                     ความนิยมของคนต่างวัยต่างยุคย่อมแตกต่างกันออกไป อะไรที่ได้รับความนิยมมากในยุคหนึ่งสมัยหนึ่ง ก็จะถูกเรียกขานว่าค่านิยมนั้นๆ คือ “แฟชั่นแห่งยุค” โดยที่คำว่าแฟชั่นมิได้หมายความถึงความนิยมในเรื่องเครื่องแต่งกาย, เสื้อผ้าหน้าผมเท่านั้น แต่แฟชั่น ในที่นี้หมายความถึงความนิยมที่ได้รับการยอมรับกันอย่างกว้างขวางต่างหาก

 

                     ใครที่นิยมการทำตามผู้อื่นโดยมิใช่เป็นการยอมรับความนิยมด้วยใจจริง ก็จะถูกเรียกว่าเป็นพวกขี้เห่อที่ขอเพียงให้อยู่ในสมัยร่วมกับคนอื่นเท่านั้น หรือที่คนสมัยนี้ยุคนี้เรียกกันว่า เป็นพวก “อินเทรนด์” นั่นเอง ซึ่งพวกอินเทรนด์หรือพวกขี้เห่อนี้มักจะอยู่ร่วมกับแฟชั่นหรือรสนิยมนั้นๆ ได้ไม่นาน ด้วยว่าเป็นการกระทำที่แสร้งตามผู้อื่นไป เพราะคิดว่าจะได้ไม่อายใครมากกว่า   

                     ความกลัวตกเทรนด์กลัวไม่ทันสมัยนี้เอง ทำให้เกิดรสนิยมใหม่ๆ ขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งรสนิยมทางด้านการท่องเที่ยว, ดื่ม, กิน ซึ่งเป็นรสนิยมที่น่าเป็นห่วงว่าจะทำให้วัฒนธรรม, ประเพณี และวิถีชีวิตของท้องถิ่นเปลี่ยนแปลงไป เพราะรสนิยมดังกล่าวเป็นรสนิยมที่ไม่ต้องการเสพในสิ่งที่เป็นวิถีชีวิตดั้งเดิม แต่เป็นรสนิยมที่นำเอาวิถีชีวิตของตัวเองไปใส่ไว้ในท้องถิ่นหรือพื้นที่ซึ่งตนเองเป็นคนต่างถิ่น

                     ตัวอย่างเช่นคนสมัยนี้เมื่อเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัดทางภาคเหนือ แทนที่จะชื่นชมกับอากาศ, ธรรมชาติ, ประเพณี และอาหารของท้องถิ่น แต่กลับเอาความต้องการของตนเองไปทำให้ท้องถิ่นที่ขาดความเข้มแข็งปรับเปลี่ยนแปลงมาหา โดยอ้างว่าเป็นการทำธุรกิจที่สนองตอบความต้องการของลูกค้า

                     คนไปเที่ยว อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน แทนที่จะชื่นชมบรรยากาศบ้านเรือนแบบศิลปะล้านนาผสมผสานกับศิลปะทางพม่า กลับไปนิยมชมชอบการนั่งวางท่าตามร้านกาแฟที่สร้างในรูปแบบของตะวันตก สั่งกาแฟที่ปรุงและใส่มาในถ้วยแบบตะวันตก จากนั้นก็ควักโทรศัพท์เคลื่อนที่ขึ้นมาถ่ายรูปเพื่อเช็กอินและอัพสเตตัสในเฟซบุ๊ก เพียงเท่านี้ก็ถือว่าได้ไปเยือนปาย โดยมีผู้คนมากมายได้รับรู้ผ่านเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม อันแสดงให้เห็นว่าตนเองได้กระทำการในสิ่งที่เรียกว่า อินเทรนด์และไม่ตกยุคไปเรียบร้อยแล้ว

                     ที่น่าตกใจมากกว่านั้นก็คือ ปัจจุบันนี้มีร้านอาหารและโรงแรมจำนวนมาก ซึ่งตั้งอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวทางภาคเหนือ เช่น แม่ริม, สะเมิง และปาย แต่ไม่มีข้าวเหนียวซึ่งเป็นอาหารพื้นบ้านประจำท้องถิ่นเตรียมไว้บริการ จะมีก็เพียงแค่ข้าวจ้าวและขนมปังแบบฝรั่ง โดยอ้างว่าลูกค้าส่วนใหญ่มาจากภาคอื่น ไม่นิยมรับประทานข้าวเหนียว  

                     รสนิยมเสพการท่องเที่ยวและการประกอบธุรกิจ เพียงแค่ต้องการต้อนรับลูกค้าในกลุ่มที่มีรสนิยม “เช็กอิน และอัพเฟซบุ๊ก” เช่นนี้ เป็นตัวอันตรายต่อรูปแบบและวิถีชีวิตของคนพื้นที่ในทุกท้องที่ ด้วยว่า หากทุกท้องถิ่นปรับตัวเข้าหาคนกลุ่มนี้ที่คิดว่าเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวหลัก อีกหน่อยไม่ว่าพื้นที่ท่องเที่ยวไหนๆ ในประเทศไทย ก็คงไม่มีอาหารและร้านค้าที่ดำรงชีวิตแบบพื้นบ้านดั้งเดิมหลงเหลืออยู่อย่างแน่นอน แล้วเสน่ห์เฉพาะตัวของแต่ละบ้านแต่ละถิ่นจะไปอยู่ที่ตรงไหนกัน และต้องไม่ลืมว่ากระแสหรือเทรนด์นั้น แม้จะมาแรงมาเร็วแต่ก็ไปเร็วโดยไม่ลาด้วยนะครับ

 

 

--------------------

(คอลัมน์ ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : ปรับเพื่อใคร เปลี่ยนทำไม ? : โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ)