ข่าว

'สมาร์ทโปลิศ'เฟซบุ๊ก...ชี้เบาะแส

'สมาร์ทโปลิศ'เฟซบุ๊ก...ชี้เบาะแส

04 พ.ย. 2555

'สมาร์ทโปลิศ'เฟซบุ๊ก...ชี้เบาะแส : สัมภาษณ์พิเศษ พล.ต.ต.นัยวัฒน์ ผะเดิมชิต ผบก.น.4 โดยทัศชยันต์ วาหะรักษ์

            ในยุค 3 จี ทุกภาคส่วนพยายามฉกฉวยใช้ผลประโยชน์จากเทคโนโลยีการสื่อสารให้ได้มากที่สุด ในวงการตำรวจเองก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ล่าสุดกองบังคับการตำรวจนครบาล 4 เปิดตัวโครงการ "สมาร์ท โปลิศ" (smart police) โครงการที่อาศัยเทคโนโลยีการสื่อสารในยุค 3 จี เชื่อมระหว่างตำรวจกับประชาชนในพื้นที่ ซึ่งรายละเอียดของโครงการดังกล่าว พล.ต.ต.นัยวัฒน์ ผะเดิมชิต ผบก.น.4 แจกแจงได้ดีที่สุด
 
- "สมาร์ท โปลิศ" คืออะไรทำไมจึงต้องมีโครงการนี้
 
              ชื่อระบุชัดเจนครับ คือตำรวจยุคนี้ต้องมีความพร้อมทุกด้าน หัวใจหลักๆ คือ ใช้เทคโนโลยีเป็น สื่อสารภาษาต่างประเทศได้ และมีใจรักพร้อมที่จะให้บริการประชาชนเสมือนญาติ
 
              "สมาร์ท โปลิศ" เป็นโครงการที่ต้องการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างตำรวจกับประชาชน โดยอาศัยโซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นสื่อ ทั้งนี้เนื่องจากพื้นที่รับผิดชอบของกองบัญชาการตำรวจนครบาล 4 เป็นพื้นที่ที่ค่อนข้างหลากหลายมีความเจริญสูง ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ส่วนใหญ่มีการใช้ชีวิตที่ค่อนข้างยุ่งเหยิง จนแทบไม่มีเวลาว่าง ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่ตำรวจจะเข้าไปพบปะพูดคุยด้วยแบบเห็นหน้าเห็นตากัน
 
              ในยุค 3 จี โซเชียลเน็ตเวิร์ก มีบทบาทสำคัญ ใครๆ ก็อาศัยช่องทางนี้ในการติดต่อสื่อสารกัน ซึ่งสะดวก รวดเร็ว ที่สำคัญประหยัด สามารถติดต่อกันได้แบบสองทาง ประกอบกับ สน.หัวหมาก มีโครงการที่ใช้สื่อโซเชียลเน็ตเวิร์กป้องกันอาชญากรรมในพื้นที่ โดยได้รับการสนับสนุนจาก อ.นพดล กรรณิกา ผอ.สำนักวิจัยเอเบคโพลล์ อยู่ก่อนแล้ว ซึ่งได้ผลค่อนข้างดี จึงเห็นว่าควรที่จะดำเนินการให้ครบทั้ง 8 สน. ในสังกัด บก.น.4

- การดำเนินการโครงการ "สมาร์ท โปลิศ" เป็นอย่างไร
 
              ในระยะแรกให้ทั้ง 8 สน. จัดทำเฟซบุ๊กของแต่ละสน.ขึ้นมา แล้วให้จัดส่งกำลังตำรวจลงพื้นที่เข้าไปชักชวนให้ประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบให้เข้ามาเป็นสมาชิกเฟซบุ๊กของสน. โดยเน้นกลุ่มเป้าหมายคือ นักธุรกิจ นักศึกษา และผู้พักอาศัยตามหอพัก คอนโดมิเนียม แฟลต และอพาร์ตเมนต์ต่างๆ เนื่องจากกลุ่มคนเหล่านี้ใช้โซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะเฟซบุ๊กติดต่อสื่อสารกันอยู่แล้ว ไม่ใช่เรื่องยากที่จะชักชวนให้คนเหล่านี้เข้ามาเป็นเพื่อนกับตำรวจผ่านเฟซบุ๊ก
 
              เฟซบุ๊กของแต่ละ สน.จะถูกใช้เป็นสื่อกลางให้ประชาชนแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายทุกรูปแบบ เช่น คดีลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ ขโมยรถยนต์ ให้ตำรวจทราบและรับไปดำเนินการต่อทันที หรืออาจจะเกิดเหตุซึ่งหน้าเมื่อชาวบ้านประสบเหตุก็สามารถแจ้งได้ทันที สามารถถ่ายรูปเอามาโพสต์ในเฟซบุ๊กได้เลยว่าคนร้ายมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร เมื่อตำรวจเห็นแล้วก็จะสามารถใช้เป็นข้อมูลในการสกัดจับคนร้ายได้ทันท่วงที
 
              ขณะที่พื้นที่ไหนที่ค่อนข้างล่อแหลมประชาชนเกรงจะเกิดอาชญากรรมก็สามารถแจ้งให้ตำราวจทราบผ่านเฟซบุ๊ก ตำรวจจะได้จัดกำลังเข้าไปดูแลให้ได้ หรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด หากให้ประชาชนไปแจ้งตำรวจแบบเห็นหน้าเห็นตากันอาจไม่กล้า แต่หากใช้เฟซบุ๊กเป็นสื่อกลาง ไม่ได้เห็นหน้าเห็นตากัน ประชาชนอาจกล้าที่จะให้ข้อมูลมากขึ้น เช่นเดียวกัน หากตำรวจมีข้อมูลอะไรที่ประชาชนควรรู้ก็สามารถแจ้งกันได้ทันที อย่างเช่นช่วงไหนเกิดคดีอะไรบ่อยๆ หรือคนร้ายตามหมายจับ หน้าตาเป็นอย่างไรก็เอาไปโพสต์ได้ เมื่อใครพบเห็นจะได้แจ้งให้ตำรวจทราบได้


- เป้าหมายในการจัดทำโครงการ "สมาร์ท โปลิศ" คืออะไร
 
              ผมต้องการให้ตำรวจในสังกัดสามารถใช้เทคโนโลยีการสื่อสารที่ทันสมัยมาช่วยในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมในพื้นที่ โดยในเดือนแรกทุกโรงพักจะต้องลงพื้นที่หาสมาชิกเฟซบุ๊กให้ได้มากที่สุด และเมื่อประชาชนเขาลงทะเบียนมาแล้วจะต้องสามารถสื่อสารกับตำรวจได้ทันที ที่สำคัญข้อมูลเบาะแสทุกๆ เรื่อง ที่ได้รับแจ้งจากประชาชนผ่านเฟซบุ๊ก ผู้กำกับการหัวหน้าสถานีจะต้องจัดกำลังตำรวจเข้าไปจัดการให้ได้ทุกเรื่อง และต้องรายงานให้ประชาชนทราบถึงความคืบหน้าด้วยว่าเรื่องใดทำแล้ว สำเร็จลุล่วงแล้วหรือไม่ หากไม่สำเร็จต้องแจ้งความคืบหน้าว่าถึงไหนอย่างไรแล้ว
 
              นอกจากนี้ยังเปิดกว้างให้ประชาชนเข้ามาตรวจสอบ หากพอใจกับการปฏิบัติงานของตำรวจก็สามารถกดไลค์ แต่หากไม่พอใจหรือมีข้อเสนอแนะสามารถเข้ามาคอมเมนต์ได้ ซึ่งข้อมูลตรงนี้แหละจะนำไปใช้ในการประเมินการทำงานของตำรวจในแต่ละโรงพัก
 
              ผมได้กำชับไปแล้วว่า ทุกเบาะแสที่ได้รับแจ้งจากประชาชนจะต้องเร่งดำเนินการแก้ไข โดยเฉพาะในเรื่องคดีอาชญากรรมทุกครั้งที่เกิดเหตุด่วนเหตุร้ายเมื่อได้รับแจ้งเข้ามาตำรวจต้องไปถึงที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว ต้องเอาใจใส่ในการติดตามจับกุมคนร้าย ให้คิดเสมอว่าประชาชนคือเพื่อนคือญาติ ตำรวจต้องทำหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างเต็มกำลังความสามารถ ต้องสร้างความพึงพอใจให้ประชาชนให้ได้


- ทำไมต้องเน้นการสื่อสารผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก
 
              อย่างที่บอกปัจจุบันการสื่อสารผ่านโซเซียลเน็ตเวิร์กค่อนข้างแพร่หลายใครก็ทำกัน โทรศัพท์มือถือทุกวันนี้เข้าถึงกันทั้งนั้น ง่าย สะดวก และรวดเร็ว อย่างผมจะติดต่อพูดคุยกับลูกสาวยังคุยกันผ่านไลน์เลย สะดวกกว่าโทรศัพท์หากันอีก เพราะการโทรศัพท์ในบางเวลาเขาอาจไม่สะดวกรับสาย อาจประชุม หรืออาจติดธุระอะไรอยู่ แต่การใช้ไลน์ไปเขาก็สามารถตอบกลับมาได้
 
              ประชาชนก็เช่นกัน การใช้โซเชียลมีเดียอำนวยความสะดวกได้มาก ยิ่งเรื่องที่เป็นประโยชน์สาธารณะ อย่างเช่นเบาะแสเกี่ยวกับโจรผู้ร้าย ขบวนการค้ายาเสพติด จะให้เขาเดินทางมาแจ้งเบาะแสถึงโรงพักก็อาจจะไม่สะดวก เจอรถติดบ้าง เจออะไรบ้าง ก็ไม่อยากจะมาแล้ว แต่หากเรามีช่องทางผ่านโซเชียลมีเดีย เพียงแต่เขาเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้เขาก็สามารถแจ้งเบาะแสให้เราทราบได้แล้วไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ง่ายและไม่เสียเวลา ขณะที่ตำรวจเราก็เห็นได้ทันทีไม่ต้องรอนานอย่างการส่งจดหมายหรือวิธีการอื่น

 
- "สมาร์ท โปลิศ" เป็นโครงการมีเจตนาตั้งขึ้นเพื่อรองรับการเปิดประชาคมอาเซียนด้วยหรือไม่
 
              แน่นอนเรามีเจตนารมณ์อย่างนั้น อีกไม่ถึง 3 ปี ประชาคมอาเซียนเริ่มต้นเป็นทางการแล้ว คาดว่าในพื้นที่ บก.น.4 จะกลายเป็นพื้นที่หนึ่งที่มีชาวต่างชาติเข้ามาอาศัยเพราะเป็นพื้นที่หนึ่งที่เป็นพื้นที่เศรษฐกิจ เป็นพื้นที่ที่มีสถาบันการศึกษาตั้งอยู่หลายแห่ง แม้กระทั่งปัจจุบันประชาคมอาเซียนยังไม่เปิดตัว ชาวต่างชาติก็พักอาศัยอยู่ในพื้นที่จำนวนมากอยู่แล้ว
 
              ดังนั้นตำรวจที่นี้จะต้องมีความพร้อม มีความสามารถใน 3 ด้าน เป็นหลักสำคัญ คือ 1.ต้องเก่งภาษา 2.ต้องเก่งเทคโนโลยี และ 3.ต้องเก่งโซเชียลเน็ตเวิร์ก ซึ่งตำรวจทุกคนจะต้องมีคุณสมบัติที่ว่านี้
 
              ในส่วนของการอบรมให้ความรู้ด้านภาษานั้น เราได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) ที่ให้ความกรุณาเปิดสอนภาษาอังกฤษให้ตำรวจในสังกัด บก.น.4 เปิดอบรมกันเป็นรุ่น รุ่นละ 8 สัปดาห์ โดยแต่ละโรงพักจะจัดส่งตำรวจรุ่นละ 3 คน คือ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ 1 คน จราจร 1 คน และสายตรวจอีก 1 คน เข้าร่วมอบรม เพราะทั้ง 3 ฝ่ายทำงานใกล้ชิดประชาชนหากสื่อสารภาษาอังกฤษไม่ได้ก็จะกลายเป็นจุดบอด
 
              หลังจากนั้นเราจะขยายไปเรื่อยๆ โดยพนักงานวิทยุสื่อสารจะเป็นลำดับแรกที่ขยายไปเพราะตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่งานเช่นนี้จำเป็นต้องสื่อสารภาษาอังกฤษได้ และเมื่อผ่านไประยะหนึ่งก็จะเพิ่มในการฝึกอบรมภาษาจีนให้ตำรวจเพิ่มขึ้นอีก เพราะภาษาจีนเป็นอีก 1 ภาษาที่มีการใช้ค่อนข้างแพร่หลายในภูมิภาคอาเซียน  หากตำรวจมีความรู้ความชำนาญในการใช้ภาษาสามารถสนทนาได้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงาน 


...........

(หมายเหตุ : 'สมาร์ทโปลิศ'เฟซบุ๊ก...ชี้เบาะแส  : สัมภาษณ์พิเศษ  พล.ต.ต.นัยวัฒน์ ผะเดิมชิต ผบก.น.4  โดยทัศชยันต์ วาหะรักษ์)