ข่าว

มอเตอร์เวย์'แหลมฉบัง-ปราจีนฯ'

มอเตอร์เวย์'แหลมฉบัง-ปราจีนฯ'

03 พ.ย. 2555

มอเตอร์เวย์แหลมฉบัง-ปราจีนฯ ภาคต่อการพัฒนาขนส่งทางบก : รายงานพิเศษ : โดย...ทีมข่าวภูมิภาค

          ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) เป็นรูปแบบการเดินทางและขนส่งทางถนนที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการเดินทางระยะทางไกลระหว่างจังหวัดหรือเชื่อมโยงเมืองหลักของภูมิภาคต่างๆ ที่ผ่านมาจะเห็นว่ากรมทางหลวง ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง โดยได้จัดทำแผนแม่บทการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองของประเทศไทย และได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ในเดือนเมษายน 2540 ภายใต้แผนดำเนินการระยะเวลา 20 ปี (2540-2559)

 

          อย่างไรก็ดี หากพิจารณาจากแผนที่กำหนดไว้ 20 ปี แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นก็คือ ปัจจุบันมีทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองที่เปิดให้บริการเพียง 2 เส้นทาง ได้แก่ ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 สายกรุงเทพฯ-ชลบุรี ระยะทาง 82 กิโลเมตร และทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 9 (ถนนกาญจนาภิเษก) สายวงแหวนรอบนอกกรุงเทพฯ ด้านตะวันออก ระยะทาง 64 กิโลเมตร รวมเป็นระยะทางทั้งสิ้น 146 กิโลเมตร และด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ดีขึ้นอันหมายถึงความคล่องตัวของงบประมาณที่นำมาลงทุน ทำให้กรมทางหลวงกลับมาให้ความสำคัญกับการจัดทำแผนกลยุทธ์การพัฒนาทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง เพื่อใช้เป็นแผนแม่บทและแผนดำเนินการ

          ด้วยเป้าหมายเพื่อรองรับการพัฒนาด้านต่างๆ รวมทั้งเป็นการสร้างเสริมโครงข่ายโลจิสติกส์ เชื่อมต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้านสำหรับรองรับการก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558  การศึกษาจัดทำแผนกลยุทธ์ การพัฒนาทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง ดำเนินการโดยกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา ประกอบด้วย บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด บริษัท ทีม โลจิสติกส์ แอนด์ ทรานสปอร์ต จำกัด บริษัท ดาวฤกษ์ คอมมูนิเคชั่นส์ จำกัด และบริษัท อินเด็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป จำกัด โดยกรมทางหลวงได้ให้ความสำคัญกับทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองที่มีลำดับความสำคัญสูง คือ ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายชลบุรี-หนองคาย 

          เพราะนี่คือยุทธศาสตร์ตามแนวเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ที่มีความสำคัญสูงในการรองรับการเดินทางของประชาชนและภาคการขนส่งสินค้า เอื้อต่อการเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ระยะทาง 600 กิโลเมตร โดยมีจุดเริ่มต้นบริเวณท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี ผ่านเมืองหลักของภูมิภาค คือ ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุดรธานี และไปสิ้นสุดที่ จ.หนองคาย บริเวณพรมแดนไทย-ลาว  

          ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ความสำคัญของโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายชลบุรี-หนองคาย พบว่า เส้นทางช่วงต้นจากบริเวณท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี ไปถึง จ.ปราจีนบุรี เป็นเส้นทางที่มีศักยภาพสูงในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายโลจิสติกส์ ด้วยการทำหน้าที่รองรับปริมาณการขนส่งของภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะจากฐานการผลิตของนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ตามแนวเส้นทางเข้าสู่ท่าเรือแหลมฉบัง ทั้งยังเชื่อมต่อกับโครงข่ายทางหลวงสายหลัก เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการขนส่งไปยังด่านอรัญประเทศ จ.สระแก้ว ซึ่งเป็นประตูการค้าที่สำคัญของไทยกับประเทศกัมพูชา ดังนั้นการพัฒนาทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายชลบุรี-หนองคาย ตอนชลบุรี (ท่าเรือแหลมฉบัง)-ปราจีนบุรี (ทางหลวงหมายเลข 359) จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

          อดุลย์ เชาว์วาทิน ผู้อำนวยการสำนักงานทางหลวงที่ 12 ให้ข้อมูลว่า ข้อมูลที่ได้รับจากการศึกษาพบว่าทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายชลบุรี-หนองคาย ในเส้นทางเฉพาะช่วงตอนชลบุรี (ท่าเรือแหลมฉบัง)-ปราจีนบุรี (ทางหลวงหมายเลข 359) เริ่มต้นที่ท่าเรือแหลมฉบังไปบรรจบทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 359 ที่ ต.ลาดตะเคียน อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี โดยผ่านพื้นที่ 10 อำเภอ 3  จังหวัด ประกอบด้วย ชลบุรี ฉะเชิงเทราและปราจีนบุรี รวมระยะทางประมาณ 125  กิโลเมตร การออกแบบเบื้องต้นจะเป็นถนนขนาด 2-4 ช่องจราจร มีการควบคุมการเข้าออกอย่างสมบูรณ์ ไม่มีจุดตัดทางแยก ไม่มีสัญญาณไฟจราจร และมีสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้เส้นทาง อาทิ ที่พักริมทาง สถานีบริการทางหลวง 

          "การเกิดขึ้นของโครงการนี้ จะเป็นการช่วยบรรเทาปัญหาจราจรบนทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 ช่วงทางแยก ต่างระดับหนองขาม-ท่าเรือแหลมฉบัง ที่คาดว่าจะมีปริมาณจราจรเพิ่มมากขึ้น เมื่อมีการเปิดให้บริการของท่าเรือแหลมฉบัง ขั้นที่ 3 ในอนาคต" อดุลย์ กล่าว

          ด้านการขับเคลื่อนโครงการนี้ อยู่ระหว่างการศึกษาทางด้านเศรษฐกิจ สังคม อาทิ งานออกแบบด้านการป้องกันสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น งานคำนวณปริมาณงานก่อสร้างและประเมินราคา งานประเมินค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาทาง และระบบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง กล่าวสำหรับงานประเมินค่าใช้จ่าย จะเป็นการประเมินเงินลงทุนหรือค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการ เช่น ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง ค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน ค่าบำรุงรักษา งานประเมินผลประโยชน์ เป็นการประเมินผลประโยชน์ที่ได้รับทั้งผลประโยชน์ทางตรงและผลประโยชน์ทางอ้อมของโครงการ ที่สามารถประเมินมูลค่าทางการเงินได้และไม่สามารถประเมินมูลค่าทางการเงินได้

          ดร.จุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการศูนย์สารสนเทศการขนส่งและจราจร สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร กระทรวงคมนาคม กล่าวว่า การขนส่งทางถนนยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยเสริมศักยภาพการขนส่งทั้งในและระหว่างประเทศ และเป็นเป้าหมายสำคัญคือการเชื่อมโยงการขนส่งทุกระบบเข้าด้วยกัน  

          "การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้วยการขนส่งทางบกในหลายเส้นทางใหม่ ได้มีการพิจารณาแล้วว่าจะสามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่งได้ " ดร.จุฬา กล่าว

 

          เป็นความเคลื่อนไหวในการก่อสร้างโครงการทางหลวงพิเศษตอนชลบุรี (ท่าเรือแหลมฉบัง)-ปราจีนบุรี (ทางหลวงหมายเลข 359) ที่กำลังดำเนินการในขั้นตอนต่างๆ โดยเป้าหมายคือการเปิดให้บริการในปี 2562

 

 

---------------------

(มอเตอร์เวย์แหลมฉบัง-ปราจีนฯ ภาคต่อการพัฒนาขนส่งทางบก : รายงานพิเศษ : โดย...ทีมข่าวภูมิภาค)