
สนพ.หนุนปั้นก๊าซ'ซีบีจี'จากพืช
เดินแผนลดนำเข้าพลังงาน สนพ.หนุนปั้นก๊าซ'ซีบีจี'จากพืช : คอลัมน์สัมภาษณ์พิเศษ : สุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.)
ในปี 2554 ประเทศไทยนำเข้าพลังงานรวมทั้งหมดสูงกว่า 1.3 ล้านล้านบาท สูงกว่าปี 2553 ถึง 30% และในอนาคตมูลค่าการนำเข้าจะสูงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากปริมาณสำรองน้ำมันของโลกลดลง และแหล่งที่มีอยู่ก็มีต้นทุนการผลิตสูงขึ้นมาก ดังนั้น ในฐานะที่ประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นหลัก จึงต้องเร่งวางแผนรับมือกับราคาพลังงานทุกชนิดที่จะถีบตัวสูงขึ้น ซึ่งกระทรวงพลังงานได้วางแผนพัฒนา และผลิตพลังงานภายในประเทศ เพื่อทดแทนการนำเข้าให้มากที่สุด รวมทั้งต้องมีต้นทุนสู้กับเชื้อเพลิงอื่นๆ ได้ด้วย
สุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวถึงแนวทางสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ประเทศ ว่าพลังงานนับได้ว่าเป็นปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ดังนั้น การบริหารจัดการให้มีพลังงานอย่างเพียงพอ และมีต้นทุนที่สามารถแข่งขันกับประเทศคู่แข่งได้ ทำให้ สนพ. ต้องจัดทำแผนแม่บทพลังงานทั้งประเทศ เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง มีความเป็นเอกภาพในการดำเนินงาน โดย สนพ. ได้ร่วมกับสถาบันวิจัยพลังงานจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินโครงการจัดทำแผนแม่บทพลังงานของประเทศ 20 ปี มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแผนแม่บทพลังงานของประเทศที่บูรณาการแผนงานในด้านต่างๆ และสามารถตอบสนองการเปลี่ยนแปลงอนาคต นำไปสู่การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ในองค์รวม ภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน คาดว่าแผนแม่บทพลังงานฉบับนี้ จะแล้วเสร็จในกลางปีหน้า
ปัจจุบัน กระทรวงพลังงานมีแผนพัฒนาด้านพลังงานในแต่ละด้าน ไม่ว่าจะเป็น แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก รวมทั้งแผนอนุรักษ์พลังงาน 20 ปี ที่มีเป้าหมายก่อให้เกิดการพัฒนาด้านความมั่นคง ด้านพลังงาน และใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการส่งเสริมพลังงานทดแทนนั้น สนพ.ได้แบ่งพลังงานทดแทนออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.พลังงานทดแทนที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ เป็นต้น 2.พลังงานทดแทนที่จะมีศักยภาพในอนาคต และ 3.พลังงานทดแทนจากวัสดุเหลือใช้จากการเกษตร
"สนพ.มองว่า แม้พลังงานทดแทนในกลุ่มที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น โซลาร์เซลล์ หรือกังหันลม จะไม่มีต้นทุนเรื่องเชื้อเพลิง แต่ยังไม่เหมาะกับเมืองไทยในขณะนี้ สนพ.จึงไม่ให้ความสำคัญกับพลังงานกลุ่มนี้มากนัก ส่วนกลุ่มพลังงานทดแทนที่มีศักยภาพในอนาคต ยังอยู่ในขั้นวิจัย ยังไม่ได้นำมาผลิตเชิงพาณิชย์ หรือยังมีต้นทุนการผลิตสูง เช่น เซลล์พลังงาน เชื้อเพลิงไฮโดรเจน การผลิตน้ำมันจากสาหร่าย เป็นต้น ยังต้องใช้เวลาในการพัฒนาเพื่อให้มีต้นทุนต่ำลงก่อน"
ผู้อำนวยการ สนพ. กล่าวถึงพลังงานทดแทนกลุ่มที่มีศักยภาพสูงสุดของไทยว่า เป็นกลุ่มพลังงานทดแทนที่ได้จากวัสดุเหลือใช้จากการเกษตร เนื่องจากมีภูมิศาสตร์ที่เหมาะสม ประชาชนส่วนใหญ่มีพื้นฐานการเกษตร ทำให้มีวัสดุเหลือใช้จากการเกษตรมาก และเป็นการกระจายรายได้ไปสู่ท้องถิ่นอย่างทั่วถึง ซึ่งจะเป็นการยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน และสร้างความมั่นคงทางพลังงาน เพราะสามารถผลิตเองได้โดยไม่ต้องนำเข้า
"ขณะนี้ สนพ.ให้ความสำคัญกับการผลิตก๊าซชีวภาพสำหรับยานยนต์ หรือซีบีจี เพื่อทดแทนการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศ และลดการใช้น้ำมันดีเซลในภาคขนส่ง ซึ่งจากการวิจัยพบว่า หญ้าเลี้ยงช้างสามารถผลิตก๊าซซีบีจีได้มากที่สุด และมีต้นทุนการผลิตที่สู้กับก๊าซธรรมชาติได้ โดยตั้งเป้าหมายที่จะตั้งโรงงานผลิตก๊าซซีบีจี ในพื้นที่ห่างไกลนอกแนวท่อก๊าซธรรมชาติในภาคเหนือ และตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากการวางท่อก๊าซธรรมชาติให้ครอบคลุมทุกพื้นที่จะต้องใช้เงินลงทุนที่สูงมาก ซึ่งการตั้งโรงงานผลิตซีบีจี เพื่อจำหน่ายให้แก่พื้นที่ห่างไกล จะมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า และยังสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรอีกด้วย"
ล่าสุด มีการตั้งโรงงานผลิตก๊าซซีบีจี ต้นแบบขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ในชื่อ บริษัท ยูนิเวอร์แซล แอดซอร์บเบ้นท์ แอนด์ เคมิคัลส์ จำกัด (มหาชน) ใช้เงินลงทุน 110 ล้านบาท โดยได้ใช้หญ้าเลี้ยงช้าง และมูลสุกร มาเป็นวัตถุดิบในการผลิตก๊าซซีบีจี มีกำลังการผลิต 6 ตันต่อวัน เทียบเท่ากับการเติมรถยนต์ได้ 500 คันต่อวัน สามารถทดแทนการนำเข้าน้ำมันดีเซลได้ประมาณปีละ 1.2 ล้านตัน ซึ่งก๊าซซีบีจีทั้งหมด จำหน่ายให้แก่ บมจ.ปตท. และคาดว่า จะคืนทุนภายใน 5 ปี รวมทั้งยังมีรายได้เสริมจากการขายปุ๋ยหมักที่เป็นผลพลอยได้จากการผลิตวันละ 30 ตัน คาดว่า ภายใน 2 ปี ไทยจะสามารถผลิตเครื่องจักรผลิตก๊าซซีบีจี ได้เองทั้งหมด จะทำให้ต้นทุนการตั้งโรงงานลดลงเรื่อยๆ
ผอ.สุเทพ กล่าวว่า การผลิตซีบีจีจากหญ้าเลี้ยงช้าง ไม่เพียงแต่จะเป็นการผลิตพลังงานใช้เองภายในประเทศ แต่ยังเป็นการเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร เพราะมีต้นทุนการปลูกไม่เกิน 7 พันบาทต่อไร่ คำนวณคร่าวๆ หากปลูกแบบไม่ต้องบำรุงรักษา จะมีผลผลิตประมาณ 50 ตันต่อปี สามารถขายได้ตันละ 300 บาท ก็จะมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 1.5 หมื่นบาทต่อปี ถือได้ว่ามีความคุ้มค่ามาก เพราะลงทุน 1 ครั้งสามารถเก็บเกี่ยวได้ยาวนานถึง 5 ปี นับได้ว่า มีรายได้พอๆ กับการปลูกข้าว แต่ถ้าหากดูแลบำรุงรักษาดี จะได้ผลผลิตมากกว่านี้ โดยหญ้าเลี้ยงช้าง 20 กิโลกรัม สามารถผลิตก๊าซซีบีจีได้ 1 กิโลกรัม
“หญ้าเลี้ยงช้างนี้ ปลูกได้ทุกที่ทั่วประเทศทั้งพื้นที่ที่ดินดีและดินไม่ดี รวมทั้งยังปลูกได้ในพื้นที่ที่ทำการเกษตรตามปกติไม่ได้ สามารถสร้างรายได้หลัก และรายได้เสริมให้แก่เกษตรกร โดยในอนาคตจะขยายไปสู่การผลิตก๊าซซีบีจีที่ผลิตจากต้นและซังข้าวโพดที่ปลูกในภาคเหนือ ซึ่งแต่เดิมจะต้องเผาทิ้ง แต่ถ้านำมาผลิตเป็นก๊าซซีบีจี ก็จะสร้างรายได้เสริมให้แก่เกษตรกรเป็นอันมาก”
โดยในอนาคตไม่เกิน 10 ปี ก๊าซธรรมชาติจะหมดจากอ่าวไทย ทำให้ต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ แอลเอ็นจี ที่มีราคาสูงกว่า 20 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งการที่ไทยผลิตก๊าซซีบีจีได้เอง ก็จะทำให้เงินจำนวนมากที่ต้องไหลออกนอกประเทศ หวนกลับคืนสู่มือเกษตรกรชาวไทย สร้างความมั่งคั่งได้ในระยะยาว ซึ่งในเบื้องต้น คาดว่าภายในปี 2558 จะมีโรงงานผลิตซีบีจีกระจายทั่วประเทศไม่ต่ำกว่า 100 โรง หลังจากนั้นหวังว่าจะมีโรงงานซีบีจีเพิ่มขึ้นอีกหลายพันแห่งแบบประเทศเยอรมนี
“ประเทศไทยควรปรับมุมมองเรื่องการเกษตรใหม่ ไม่ควรเน้นเพียงแค่การปลูกพืชราคาถูกเลี้ยงชาวโลก แต่ควรเพิ่มความสำคัญของการปลูกพืชพลังงานที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า เห็นได้จากประเทศบราซิล ที่เมื่อ 20 ปีก่อนมีรายได้เพียง 1 ใน 2 ของไทย แต่ปัจจุบันเป็นประเทศที่ร่ำรวยกว่าไทยมาก จากการเปลี่ยนนโยบายหันมาปลูกพืชพลังงานเพื่อผลิตเอทานอล โดยไทยควรจะส่งเสริมให้ปลูกข้าวในพื้นที่ที่เหมาะสม ผลิตข้าวให้เพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ ส่วนพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมก็ควรหันไปปลูกพืชพลังงานจะดีกว่า ซึ่งจะเป็นการยกรายได้เกษตรกรทั่วประเทศ"
สำหรับโครงการต่อจากนี้ จะร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ศึกษาการอัดก๊าซซีบีจีใส่ถัง เพื่อใช้ในครัวเรือน ทดแทนการใช้ก๊าซแอลพีจี ซึ่งหากผลวิจัยแล้วเสร็จ และผลิตขายได้เชิงพาณิชย์ ก็จะช่วยให้ประชาชนลดค่าใช้จ่ายจากการซื้อก๊าซแอลพีจีในภาคครัวเรือนได้
.......................................................
( เดินแผนลดนำเข้าพลังงาน สนพ.หนุนปั้นก๊าซ'ซีบีจี'จากพืช : คอลัมน์สัมภาษณ์พิเศษ : สุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) )



