ข่าว

โรฮิงญา…ปัญหาคนไร้รัฐ

โรฮิงญา…ปัญหาคนไร้รัฐ

02 พ.ย. 2555

โรฮิงญา…ปัญหาคนไร้รัฐ: วิถีมุสลิมโลก โดยศราวุฒิ อารีย์ [email protected]

               “คนไร้รัฐ” นับเป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่และมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน คนเหล่านี้หากไม่ถูกปฏิเสธความเป็นพลเมืองก็ถูกขับไล่ออกจากดินแดนของตนเอง ไม่มีที่ทางที่จะไป ไม่มีประเทศไหนอ้าแขนรับในฐานะพลเมือง และไม่มีประเทศที่ตนเองสังกัดอยู่ คนเหล่านี้ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ตามแคมป์ผู้ลี้ภัยที่มีสภาพลำบากยากแค้น และแทบจะมองไม่เห็นอนาคตของตนเอง

               บางกลุ่มของคนเหล่านี้ เช่น ชาวปาเลสไตน์และชาวแคชมีร์ ตั้งหน้าตั้งตารอวันที่ดินแดนของตนเองจะได้รับการแก้ปัญหามานานมากกว่า 60 ปี แต่จนแล้วจนรอดพวกเขาก็ยังไม่ได้กลับบ้านเกิดเสียที แต่ก็ยังมี "คนไร้รัฐ” อีกบางกลุ่มที่ตกอยู่ในสภาพย่ำแย่กว่าเพราะแม้แต่ความหวังที่จะได้กลับบ้านก็ยังไม่มี ที่น่าสนใจก็คือ ส่วนใหญ่ของคนไร้รัฐเหล่านี้เป็นมุสลิม ดินแดนของพวกเขาถูกยึดครองโดย “คนนอก” ที่ใช้อำนาจปกครองและกดขี่ข่มเหงเจ้าของดินแดนเดิม

               ชาวปาเลสไตน์ถูกขับไล่ออกจากถิ่นฐานของตนเองโดยกลุ่มชาตินิยมยิว-ไซออนิสต์ ที่ปลุกระดมให้ชาวยิวจากทั่วสารทิศในโลกมารวมตัวอยู่อาศัยในดินแดนปาเลสไตน์ภายใต้การคุ้มครองสนับสนุนจากมหาอำนาจจักรวรรดินิยมในยุคนั้น จนเกิดเป็นรัฐอิสราเอลในปัจจุบัน แทนที่ดินแดนของชาวปาเลสไตน์ที่เคยตั้งหลักปักฐานอยู่กันมานานมากกว่า 2,000 ปี

               ผู้บุกรุกไม่เฉพาะแต่ยึดครองดินแดนเท่านั้น แต่ยังได้ขยายดินแดนออกไปเรื่อยๆ หลังจากทำสงครามหลายครั้งกับบรรดารัฐอาหรับที่อยู่ประชิดติดกัน ชาวปาเลสไตน์ที่ถูกขับไล่ต้องอาศัยแผ่นดินชายแดนของประเทศเพื่อนบ้านเป็นที่อยู่อาศัย สิทธิที่จะกลับไปใช้ชีวิตในบ้านเกิดเมืองนอนของตนเองถูกปฏิเสธมาตลอด ขณะที่ชาวปาเลสไตน์บางส่วนที่ยังคงอยู่ในดินแดนยึดครองของรัฐอิสราเอลก็ไม่ได้รับสิทธิความเป็นพลเมืองเต็มขั้น

               ชะตากรรมของชาวมุสลิมแคชมีร์ก็แทบจะไม่แตกต่างอะไรมากนักกับกรณีชาวปาเลสไตน์ ประชากรส่วนใหญ่ชาวแคชมีร์ถูกอินเดียบุกยึดหลังจากที่อนุทวีปเพิ่งได้รับเอกราชจากอังกฤษมาหมาดๆ และนับจากนั้นเป็นต้นไป ชาวแคชมีร์จำนวนนับแสนก็ต้องลี้ภัยไปอยู่ในปากีสถานและประเทศต่างๆ เพื่อรอวันที่ดินแดนของตนเองจะถูกปลดแอกจากอินเดีย ขณะที่ชาวแคชมีร์ที่ยังอยู่ในดินแดนของตนเองก็ถูกปฏิเสธสิทธิในการกำหนดชะตาชีวิตตนเอง (right to self determination) อีกทั้งยังถูกเลือกปฏิบัติและถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนตลอดมา

               อย่างไรก็ตาม กรณีที่เลวร้ายที่สุดคือกรณีมุสลิมโรฮิงญาในพม่า พวกเขาอาศัยอยู่ในดินแดนบ้านเกิดมานานนับหลายชั่วอายุคน แต่หลังจากที่พม่าได้รับเอกราชจากอังกฤษ พวกเขาก็ถูกขับออกไปอย่างไม่เป็นธรรม แต่ในมุมมองของรัฐบาลทหารพม่า ชาวโรฮิงญาเป็นผู้ที่อพยพมาจากบังกลาเทศในสมัยที่พม่าตกอยู่ภายใต้อาณานิคมของอังกฤษ ดังนั้น ประชาชนชาวโรฮิงญาจึงไม่ได้ถูกรวมเข้าไว้ในกลุ่มชนพื้นเมืองในรัฐธรรมนูญพม่า กลายเป็นคนไร้รัฐในบ้านเกิดของตนเอง

               การที่ชาวโรฮิงญาไม่ได้รับสัญชาติทำให้ไม่ได้รับการคุ้มครองใดๆ จากรัฐบาล ทั้งยังถูกคุกคามอย่างต่อเนื่องมากกว่าชนกลุ่มน้อยหรือประชาชนเชื้อชาติอื่นๆ โดยเฉพาะจากความแตกต่างทางศาสนาและเชื้อชาติ พวกเขาถูกคุกคามและเลือกปฏิบัติจากรัฐบาลทหาร ซึ่งรวมถึงสิทธิที่จะนับถือศาสนา การเข้าถึงการศึกษา สิทธิในการรักษาโรค ถูกบังคับให้ทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง และไม่สามารถเดินทางออกนอกพื้นที่เพื่อหาเลี้ยงชีพได้

               ด้วยเหตุนี้ กรณีโรฮิงญาจึงถือเป็นปัญหาที่สาหัสสากรรจ์มากกว่ากรณีปัญหาอื่นๆ เพราะขณะที่ชาวปาเลสไตน์และชาวแคชมีร์ต้องลี้ภัยอยู่ในต่างแดน พวกเขาก็ยังได้รับความช่วยเหลือจากประชาคมโลกและประเทศเพื่อนบ้านที่หลั่งไหลมาอย่างต่อเนื่อง แต่กรณีโรฮิงญากลับถูกละเลยจากประชาคมโลกมานาน แถมยังถูกปฏิเสธความช่วยเหลือจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างบังกลาเทศ ขณะที่ชาวปาเลสไตน์และชาวแคชมีร์บางส่วนยังสามารถอาศัยอยู่ในดินแดนของตนเองและพอมีความหวังที่จะเป็นอิสระ แต่ชาวโรฮิงญากลับอยู่ในดินแดนของตนเองในฐานะ "คนไร้รัฐ” ที่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะถูกยอมรับให้เป็นพลเมืองสัญชาติพม่า

               ฉะนั้น กรณีโรฮิงญาจึงเป็นปัญหาท้าทายต่อประชาคมโลกทั้งหมด