
เรื่องคล้ายๆกัน'ฝรั่งทำอย่าง'ไทยทำอย่าง
เรื่องคล้ายๆกัน'ฝรั่งทำอย่าง'ไทยทำอย่าง : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]/twitter@DoctorAmorn
ผมไม่อยากพูดเรื่องเดิมๆ เพราะจะทำให้ผู้อ่านเกิดความเบื่อหน่าย จึงอยากหยิบยกเรื่องคล้ายๆ กันซึ่งฝรั่งดำเนินการกับคนของเขาที่ถูกมองว่าไม่ซื่อสัตย์และเอาเปรียบคนอื่นๆ อย่างรุนแรง ถึงกับตัดช่องโอกาสทำมาหากินกันเลยทีเดียว จึงคิดว่านี่น่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ “คนของเขารู้สึกวางใจได้ว่าใครที่จะเข้ามาเป็นบุคคลสาธารณะทั้งแวดวงการเมืองและวงการอื่นๆ จะต้องขาวสะอาด จะขุ่นมัวอย่างไรก็มิอาจยอมรับได้” เป็นปัจจัยสำคัญทำให้สถิติการทุจริตคอร์รัปชั่นในบ้านเมืองของฝรั่งทางฝั่งยุโรปเหนือและฝั่งอังกฤษค่อนข้างเบาบาง
หลายท่านถ้าได้ตามข่าวนักปั่นจักรยานชนะการแข่งขันรายการ The Tour de France (ตูร์ เดอ ฟรองซ์) ซึ่งป็นรายการแข่งขันจักรยานมีอายุจะครบหนึ่งร้อยปีในปีหน้านี้ ถือเป็น “สุดยอดกีฬาของคนมีหัวใจรักในการแข่งขันจักรยานสองล้อของคนทั้งโลก” คนชนะนอกจากถ้วยรางวัลและเจอร์ซี่ (jersey) เสื้อยืดสีเหลืองแล้ว เกียรติประวัติของการชนะการแข่งขันเป็นจำนวนครั้งมากถึง 7 ครั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่เรื่องเหลือเชื่อก็เกิดขึ้นเมื่อ แลนซ์ อาร์มสตรอง นักกีฬาชาวอเมริกันสามารถทำลายสถิติในหลายรายการและครองแชมป์ติดต่อกันได้มาหลายครั้ง รวมกันแล้ว 7 ครั้งดังว่าดันไปตรวจเจอสารกระตุ้น (dope) เข้าให้
ด้วย “มาตรฐานและการตรวจสอบอย่างเข้มข้น” ถึงจะเป็นนักกีฬาดาวค้างฟ้าและมีคนหลงใหล ได้ปลื้มกันมากมาย เพราะมีการทำมูลนิธิช่วยเหลือคนเป็นโรคมะเร็งและตัวเขาเองก็อ้างว่าเคยป่วยเป็นโรคนี้เช่นกัน ทำให้เกิดบรรยากาศเห็นอกเห็นใจในความเก่งกาจ และความมีน้ำใจช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก เป็นสิ่งที่หลายคนเสียดายและมองคล้ายๆ กับปัญหาซึ่งกำลังเกิดขึ้นกับ “คนดัง” ในบ้านเรา ที่มองว่า “ความดี” สามารถเอามาลบล้าง “ความผิด” ได้ ซึ่งเป็น “ตรรกะ” ในลักษณะ “การใช้อารมณ์ความรู้สึกอยู่เหนือเหตุผลเป็นที่ตั้ง” ไม่ผิดอะไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยขณะนี้ โดยแฟนคลับถึงกับทำแคมเปญรณรงค์ให้กำลังใจอาร์มสตรอง ด้วยการเปิดเว็บไซต์คิดสโลแกนเก๋ไก๋ว่า Live strong เหมือนกับต้องการ “ต่ออายุให้นักกีฬาคนดัง”
ปรากฏว่า ทาง “ยูซีไอ (Union Cycliste Internationale)” หรือ สหพันธ์การแข่งขันจักรยานนานาชาติ ได้มีมติแบบไม่ไว้หน้าให้ถอดถอนทุกตำแหน่งซึ่งอาร์มสตรองได้มาในการแข่งขันทั้งหมด อีกทั้งยังสั่งห้ามบุคคลคนนี้เข้าร่วมการแข่งขันในรายการใดๆ ตลอดชีวิต นี่คือ “โทษานุโทษ” ที่คนซึ่งมีบทบาทเหมือนกับ “นักบุญ” ของใครหลายคน เมื่อถูกพิสูจน์จากพยานหลักฐานกลายเป็น “คนบาป” ขึ้นมา วัฒนธรรมของเขา “ไม่เอาไว้” เพราะเขา “แยกแยะได้” ไม่ปล่อยให้ “อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล” ถือเป็นการตัดสินใจที่ประธาน “ยูซีไอ” ต้องออกมาแถลงเอง แทนที่จะรู้สึกเสียใจกับผู้ถูกลงโทษเหมือนอย่างที่เราอาจคาดคิดไว้ แต่กลายเป็นเขาออกมาแถลง “ขอโทษประชาชน” ในฐานะ “ผู้บริหารองค์กรซึ่งต้องดูแลให้หน้าที่รับผิดชอบเป็นไปด้วยความขาวสะอาด ถูกหลักธรรมาภิบาล ต้องกลับมัวหมอง” เขาบอกว่า “มีเรื่องเดียวที่เขาเสียใจ คือ การดำเนินการในเรื่องต่างๆ มีกระบวนการซึ่งต้องใช้เวลา และทำให้กว่าจะมีมติใดๆ ออกมาได้ มีความล่าช้าไม่ทันการณ์”
ได้อ่านได้ยินได้ฟังแล้ว อยากให้ทุกท่านลองนึกตรึกตรองถึง “กระบวนการวิธีคิด วิธีแก้ปัญหา” ของสังคมซึ่งเราร่วมกันเป็นสมาชิกอยู่นี้ดูบ้างว่า ทำไม “มาตรฐานทางความคิดในเรื่องจริยธรรม คุณธรรม ถึงได้ต่างกันมากมาย” ยังไม่นับรวมหลายๆ เรื่องก่อนหน้านี้ เช่น นักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาลี จำนวนเจ็ดคน ทำนายผลแผ่นดินไหวคลาดเคลื่อน โดนศาลพิพากษาจำคุกไปถึง 2 ปี ในข้อหาประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ชีวิตไปหลายร้อยคน อ่านข่าวแล้วคนอีกซีกโลกหนึ่งอาจขำๆ ว่า “คิดได้อย่างไร หรือ อะไรกัน ถึงคุกถึงตารางกันเชียวหรือ” อยากฝากให้ทุกท่านพิจารณากันว่า ถ้าเราพอใจกับสังคมอย่างที่เป็นอยู่นี้ ก็ต้องมองไปอนาคตข้างหน้าว่า คนของเราจะไม่ไยดีกับเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชั่นว่าเป็นเรื่องน่าเกลียดน่ากลัวหรือเป็นปัญหาใหญ่โตที่ต้องแก้ไขเยียวยา
พูดง่ายๆ มันไม่ต่างกับ ปลวกหรือมดมอดที่คอยแทะพื้นบ้านรั้วบ้านของท่าน วันนี้อาจไม่มาก แต่วันหน้าถ้าทุกคนคิดเห็นเหมือนกัน มันจะเป็น “พายุปลวก กัดกิน ชอนไช ได้ทุกอย่าง ทั้งของที่มองเห็นและมองไม่เห็นในอากาศธาตุ” อยากขอให้พวกเราอย่านิ่งดูดาย หรือเกรงใจ กระทั่งกลายเป็น หวาดหวั่นเกรงกลัว พากันใส่เกียร์ว่างเอาตัวรอดกันเป็นว่าเล่น ป่าเขาถูกบุกรุกปลูกรีสอร์ทปลูกบ้านหรูไม่กล้าจับไม่กล้าทำอะไร นักการเมืองพ้นตำแหน่งไปแล้วยังเก้ๆ กังๆ ไม่กล้าเอาผิดกับความชั่วร้ายประดามี “ประเทศนี้ของพวกเราทุกคน ต้องช่วยกันวันนี้ เดี๋ยวนี้”



