ข่าว

เปิดมุมมอง'สมเกียรติ-ถวิล'3จีเพื่อใคร

เปิดมุมมอง'สมเกียรติ-ถวิล'3จีเพื่อใคร

01 พ.ย. 2555

เปิดมุมมอง'สมเกียรติ-ถวิล'3จีเพื่อใคร : กระจกเงา โดยธนาสน ธรรมเมธี (แทน)

                การตรวจสอบการประมูล 3จี คลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. มีสองส่วนหลักๆ ส่วนหนึ่งว่าด้วยเรื่องข้อกฎหมายที่นำโดย ไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกวุฒิสภา ที่ล่าสุดได้ยื่นเรื่องไปแล้ว กับฝ่ายเทคนิคและรายละเอียดในการประมูลนำโดย ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ที่ตั้งธงว่า “ฮั้วประมูล”
 
                ส่วนฝ่ายที่เห็นว่าพอรับได้นั้น ดูเหมือนจะมีไม่มากนัก ที่จะเปิดตัวยืนหยัดฝ่ากระแสลมแรง คงมีแต่ ศ.ถวิล พึ่งมา อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)
 
                ผู้เขียนจึงขอยกประเด็นของ "ดอกเตอร์" ทั้งสองมาเปรียบเทียบ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ว่าความจริงที่ออกจากทั้งสองนั้นใครที่ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ หรือควรเอาแนวทางของทั้งสองมาผสมผสานกัน
 
                ความเห็นของ ดร.สมเกียรติ ก็คือ ผลการประมูลที่ออกมาจึงเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้า โดย กสทช.ได้ราคาเพิ่มขึ้นจากราคาตั้งต้นประมูลเพียงเล็กน้อยเท่านั้น คือร้อยละ 2.8 เพิ่มจากราคาตั้งต้นโดยรวมคือ 40,500 ล้านบาท เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
 
                ผลการประมูลครั้งนี้ แม้ทำให้ประชาชนมีบริการ 3จีใช้กันอย่างเต็มรูปแบบในปีหน้า แต่ก็ทำให้เกิดความเสียหายต่อรัฐและประชาชนในฐานะผู้เสียภาษี เมื่อเทียบกับราคาประเมินถึง 16,335 ล้านบาท โดยผู้ประกอบการทั้งสามรายจะได้ประโยชน์จากส่วนต่างนี้ไปเป็น “ลาภลอย” ยังไม่รวมประโยชน์ที่ได้จากการลดค่าสัมปทานที่ต้องจ่ายแก่รัฐปีละกว่า 4 หมื่นล้านบาท
 
                ที่สำคัญการที่แต่ละรายได้คลื่น 3จี มูลค่าถูกแสนถูกคือต่ำกว่าปีละ 1,000 ล้านบาท จะไม่มีผลต่ออัตราค่าบริการ 3จี ที่ประชาชนต้องจ่ายแต่อย่างใด นอกจากจะไปเพิ่มกำไรให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัท ดังจะเห็นได้จากการที่ราคาหุ้นของผู้ประกอบการที่เพิ่มขึ้น
 
                การประมูลที่ล้มเหลว เพราะ กสทช.ออกแบบให้การประมูลแทบไม่เหลือการแข่งขันเลย จึงทำให้ผู้เข้าประมูลทุกรายมั่นใจว่า จะได้คลื่น 3จี ไปตามที่ต้องการ โดยไม่ต้องแข่งขันกันเสนอราคามาก ยกเว้นแต่ค่าย “เอไอเอส” ที่ประมูลสูงกว่ารายอื่นมาก น่าจะเป็นเพราะอยากได้สิทธิในการเลือกย่านความถี่ก่อน โดยเลือกที่จะอยู่ติดกับย่านของ ทีโอที ซึ่งที่ทั้งสองรายสามารถนำเอาคลื่นของตนมารวมกัน เพื่อให้บริการลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต
 
                ขณะที่ ศ.ถวิล พึ่งมา เห็นต่างออกไป โดยระบุว่าคลื่น 3จี ที่มีนักวิชาการนำไปเปรียบเทียบว่า กสทช. ได้เงินประมูลสูงกว่าราคาตั้งต้นเพียง 2.8% จากราคาประมูลตั้งต้นนั้น แท้จริงแล้ว ไม่ได้เป็นเทคโนโลยีใหม่แต่อย่างใด ประเทศเพื่อนบ้านนำมาใช้นับสิบปีแล้ว และขณะนี้คลื่นดังกล่าวกำลังล้าสมัย ทั่วโลกเริ่มไปสู่เทคโนโลยีใหม่ Long Term Evolution : LTE หรือเทคโนโลยี 4จีกันแล้ว
 
                ที่หลายฝ่ายมองว่า คลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ที่ให้บริการ 3จี เป็นคลื่นที่มีมูลค่าสูงนั้น เป็นการมองตลาดโดยไม่รู้ข้อเท็จจริงและสภาพตลาด เพราะในอนาคตอันใกล้ภายในปี 2558 หรือ 3 ปีจากนี้ เทคโนโลยีใหม่ LTE หรือ 4จี จะเริ่มให้บริการแล้ว ดังนั้นคลื่น 3จี ที่ไทยนำออกประมูล เอกชนที่ได้ไปต้องรีบเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ภายใน 3-4 ปีนี้ให้ได้เท่านั้นหากคืนทุนไม่ได้ก็เจ๊งเข้าเนื้อแน่นอน จึงไม่แปลกใจที่เหตุใดค่ายมือถือต่างๆ ถึงไม่อยากเสนอ และถ้า กสทช.กำหนดราคาสูงกว่า 4,500 ล้านบาท ต่อหนึ่งสลอต (5 เมกะเฮิรตซ์) ก็เชื่อแน่ว่าบริษัทไม่เข้าร่วมประมูลด้วยแน่เพราะแพงเกินไป เนื่องจากเทคโนโลยี คลื่น 3จี นั้นกำลังล้าสมัย
 
                ที่ว่าคลื่น 3จี ควรมีมูลค่าที่เหมาะสมที่ 6,400 ล้านบาทนั้น ถ้าเป็นเมื่อ 8-10 ปีก่อนอาจใช่ แต่ขณะนี้มันไม่ใช่แล้ว คลื่นที่สามารถนำไปแสวงหาประโยชน์ได้แค่ 3-4 ปีจากนี้ย่อมไม่คุ้มที่จะทุ่มเม็ดเงินเป็นพันล้านไปช่วงชิงมา ยิ่งโอกาสในการแสวงหากำไรจากการประกอบการไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเดิมนั้นเก็บค่าบริการเสียง ได้ถึงนาทีละ 9 บาท แต่วันนี้คิดค่าบริการได้เพียง 0.99 บาทเท่านั้น ดังนั้น ราคาคลื่น 3จี วันนี้ราคาลดเหลือแค่ 30%
 
                เราไม่ควรมองแต่เรื่องของเงินประมูล แต่ควรมองในเรื่องการขยายเครือข่ายเป็นหลัก ไม่จำเป็นต้องเรียกเก็บสูง เพื่อให้เอกชนมีเงินไปลงทุนขยายเครือข่ายให้มากที่สุดได้เป็นแสนล้านยิ่งดี ถึงเวลานั้น กสทช.และรัฐจะได้ประโยชน์กลับมามากกว่าเงินกินเปล่านี้ เพราะหากทั้ง 3 ค่ายมีการแข่งขันสมบูรณ์ แค่ลูกค้าผู้ใช้บริการแต่ละรายมี 20 ล้านคน ใช้บริการวันละ 20 บาท/คน ก็มีเงินสะพัด 400 ล้านบาท/วันแล้ว กสทช.จะได้ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บ 6.5% ของรายได้สุทธิ รัฐเองก็ได้ภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) 7% รวมแล้ว 13.5% ของรายได้ แทนที่จะรีบถอนขนห่าน น่าจะปล่อยให้ห่านมีขนขึ้นมาเสียก่อนแล้วค่อยถอน
 
                ทั้งหมดนั้น คือความเห็นและข้อเสนอของนักวิชาการทั้งสอง ภายใต้สมมุติฐานว่าทุกฝ่ายมีความหวังดีต่อชาติบ้านเมือง ซึ่งฟังแล้วก็ยังสงสัยว่า ถ้าน้ำหนักพอฟัดพอเหวี่ยงกันเช่นนี้ คนที่จะตัดสิน ทั้ง ศาลปกครอง และ ป.ป.ช. คงจะหนักอกหนักใจกันเลยทีเดียว