ข่าว

หนุ่มอังกฤษ-สาวศรีราชา'แค่สบตาก็รักแล้ว'

หนุ่มอังกฤษ-สาวศรีราชา'แค่สบตาก็รักแล้ว'

01 พ.ย. 2555

หนุ่มอังกฤษ-สาวศรีราชา'แค่สบตาก็รักแล้ว' : คอลัมน์เขยฝรั่ง สะใภ้อินเตอร์ : โดย...เสาวลักษ์ คงภัคพูน // กวินทรา ใจซื่อ

                            ชีวิตของ "น้ำทิพย์ เบลล์" สาวอำเภอศรีราชา ในวัย 35 ปีวันนี้ พลิกผันจากพนักงานรับออเดอร์เครื่องดื่มร้านแห่งหนึ่งในพัทยา ที่เคยทำงานด้วยหัวใจช้ำๆจากความรักที่ไม่เป็นดั่งนิยาย ด้วยเกิดเป็นลูกสาวคนโตของครอบครัวฐานะปานกลาง สมัยวัยรุ่นมีปัญหากับครอบครัวจึงตัดสินใจหนีออกจากบ้าน ดิ้นรนหางานทำที่พัทยา มีเงินไว้กินไว้ใช้เลี้ยงตัวเองรอดผ่านไปวันๆ และยังแบกภาระหนักอึ้งด้วยการส่งเงินให้น้องได้เรียนหนังสือ เมื่อมามีชีวิตครอบครัว มีลูกสาวเป็นสายใยหลัก แต่ไม่เหนียวแน่นพอที่จะยึดเหนี่ยวให้ความรักเดินสู่จุดหมายปลายทางได้ ชีวิตคู่ต้องแยกทาง "น้ำทิพย์" กลายเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวดูแลลูกสาวตามลำพังคนเดียว ทำให้รู้สึกเข็ดกับการมีชีวิตคู่ไปพักใหญ่

                             และแล้วกามเทพก็แผลงศร เมื่อ 5 ปีก่อน ระหว่างทำงาน ทุกอิริยาบถของ"น้ำทิพย์" อยู่ในสายตาหนุ่มขี้อายชาวอังกฤษอย่างเอียน เบลล์ ที่อายุมากกว่าเพียงปีเดียว ได้ลาพักร้อนจากงานขับรถขนส่งมาเที่ยวประเทศไทย เกิดสะดุดตากับน้ำทิพย์ หญิงสาวที่มีแต่รอยยิ้ม ทำงานกระฉับกระเฉง ดูแล้วสบายตา สบายใจ

                           “คุณเอียนจะมานั่งที่ร้านกับเพื่อนบ่อยๆ เท่าที่สังเกตก็ไม่เห็นเขาจะพูดคุยกับใคร มีสาวน้อย สาวใหญ่เข้าไปขายขนมจีบเยอะ เห็นเขานั่งเฉย พูดคุยบ้างตามมารยาท ระหว่างที่เดินรับออเดอร์กับลูกค้าคนอื่นๆ ก็จะเข้าไปทักทายพูดคุยเขาบ้าง คุยสักพักเขาถามเรื่องสถานท่องเที่ยว เพราะเขาชอบท่องเที่ยวแบบธรรมชาติ ก็แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวและอาสาว่าจะพาเขาเที่ยวก็เลยให้เบอร์โทรศัพท์เผื่อว่าต้องการไกด์ "

                            ในช่วงเวลาที่เหลืออีก 1 สัปดาห์ก่อนเดินทางกลับประเทศ เขาได้ขอให้หญิงสาวพาเที่ยวเดินป่า ดูนก เที่ยวน้ำตก ระยะเวลาเพียงสั้นๆ แต่ความใกล้ชิดก่อให้เกิดความผูกพัน รู้สึกสุขใจเมื่ออยู่ใกล้ และแน่นอนย่อมหมายถึงความทุกข์ใจเมื่อคิดถึงว่าใกล้วันเวลาที่ต้องจากกันแล้ว

                             หนึ่งอาทิตย์ที่รู้จักกัน

                             ต่างฝ่ายก็เล่าเรื่องราวส่วนตัวให้ได้รับรู้ แม้กระทั่งชีวิตคู่ที่เคยผ่านมา ไม่มีการปิดบัง หากรับไม่ได้ทุกอย่างก็สิ้นสุดแค่นั้น แค่ความเป็นเพื่อนที่รักและห่วงใยกัน แต่หากพร้อมจะรักจะดูแล อดีตก็คืออดีต วางไว้ตรงนั้น วางไว้เป็นบทเรียน

                              เข็มนาฬิกายังเดินต่อไป ไม่สนคำร้องขอของใครที่ต้องการให้หยุดเวลาไว้แค่นั้น ถึงวันจาก เอียนรับปากว่าจะกลับมาหา ทั้งสองคนต่างแลกที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์เพื่อติดต่อในยามต้องไกลกัน

                              ช่วงเวลาที่ทั้งคู่ห่างกัน โทรศัพท์และอีเมลล์ เป็นช่องทางใช้ติดต่อกันไม่เคยขาด ทุกวันเอียนจะหมั่นโทรศัพท์มาหา และยังคงยืนยันว่าจะกลับมาหาพร้อมทั้งขอแต่งงานและรับน้ำทิพย์มาอยู่ด้วยกันที่ประเทศอังกฤษ ทั้งคู่ได้มาเจอกันอีกครั้งในช่วงปลายปี 2552 เอียนอยู่พักผ่อนเมืองไทยนาน 1 เดือน มาครั้งนี้เขาขอให้หญิงสาวพาไปพบแม่เพื่อสู่ขอแต่งงาน จดทะเบียนสมรสให้ถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมกับทำวีซ่าเพื่อเตรียมตัวเดินทางไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศในฐานะสามีภรรยา

                              “ครั้งที่สองเขามาหาก็มั่นใจแล้วว่าทำตามที่พูดแน่นอน ก็ไปเที่ยวด้วยกัน จนวันที่เขาขอแต่งงาน มารู้ทีหลังว่าเขาแอบซื้อแหวนมาจากบ้านเขาเพื่อมาขอแต่งงาน รู้สึกอึ้ง มีความสุข ช่วงนั้นก็ยังบอกไม่ได้ว่ารักเขาไหม ความรู้สึกเป็นเรื่องของความมั่นใจ ความเชื่อใจ และสงบสุขมากกว่า ตอบตกลงแล้วพาไปแนะนำให้ครอบครัวรู้จัก จากนั้นก็จัดงานแต่งงานเล็กๆขึ้นมีพี่น้อง เพื่อนๆไม่กี่คนที่มาร่วมงาน ”

                              หลังจากแต่งงานแล้ว ถึงแม้จะห่างไกลกันเพราะต้องรอเรื่องเอกสารให้พร้อมสำหรับการเดินทาง เอียนยังคงสม่ำเสมอโทรศัพท์ อีเมลล์มาหา รวมถึงส่งค่าใช้จ่ายมาให้ตามปกติ น้ำทิพย์เองก็ยังคงเลือกทำงานเหมือนเดิม

                              “คุณเอียนเขาก็เป็นคนพอมีพอกิน เขาต้องส่งเสียเลี้ยงดูลูกเขาเหมือนกัน ส่วนตัวแล้วไม่เคยขอเงินสามีใช้ เพราะคิดว่าเราก็มีกำลังทำงาน เราสามารถหาเงินได้ ไม่เคยพูดเรื่องเงินกับเขา ในส่วนที่เขาให้ก็เรื่องของเขา เพราะไม่อยากให้เขามองว่าเราแต่งงานกับเขาเพราะเงิน และคิดว่าอาจจะเป็นเรื่องนี้ที่ทำให้เราต่างจากคนทั่วไปด้วย”

                              จนวันที่ 7 เมษายน 2553 เมื่อทุกอย่างพร้อม น้ำทิพย์บินเดี่ยวข้ามน้ำข้ามทะเลไปใช้ชีวิตอยู่กับเอียนที่ประเทศอังกฤษ ขณะที่สามีไปรอรับอย่างใจจดใจจ่อที่สนามบิน

                              ตลอด 2 ปีที่ใช้ชีวิตอย่างต่างแดน สำหรับชีวิตคู่แล้วคงไม่ต่างกับคนอื่นๆที่ต้องมีทะเลาะเบาะแว้งกันบ้าง แต่สิ่งที่ทำให้น้ำทิพย์อยู่ที่อังกฤษได้อย่างสบายใจ คือ ไม่ต้องปรับตัวมากนัก มีแต่ทางเอียนที่ปรับตัวเข้ากับชีวิตความเป็นอยู่ของภรรยามากขึ้น ทั้งเรื่องอาหารการกิน และชีวิตความเป็นอยู่ประจำวัน “ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ตลอด 2 ปี ทำกับข้าวไทยกินเองทุกวัน เป็นคนกินยากและไม่ชอบกินอาหารฝรั่ง จะทำอาหารไทยเองทั้งแกงป่า ผัดพริก และไข่เจียว คุณเอียนก็กินได้ ลดเผ็ดให้เขานิดหน่อย ระยะแรกที่เดินทางมาถึง เขาก็พาไปแนะนำให้รู้จักกับพ่อแม่เขา ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี การใช้ชีวิตคู่ก็มีบ้างที่ทะเลาะเบาะแว้งกัน เพราะเป็นคนอารมณ์ร้อน ดีที่เขาเป็นคนไม่พูด และอารมณ์เย็นมาก ”

                             ปัจจุบันน้ำทิพย์ทำงานที่โรงงานขนมปังแห่งหนึ่งไม่ไกลบ้าน เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของสามี ขณะที่เอียนทำงานเป็นพนักงานที่บริษัท ขนส่ง อุปกรณ์ก่อสร้าง ต่างคนต่างช่วยกันทำมาหากิน เพื่อแบ่งเบาภาระของครอบครัว ส่วนลูกสาวปัจจุบันอายุ 7 ขวบก็พามาอยู่ที่อังกฤษด้วย ตอนนี้เรียนชั้นอนุบาล 3

                            “ฐานะเราก็พออยู่พอกิน ไม่ได้ร่ำรวยอะไร ทุกวันรู้สึกดีใจที่มีงานทำ งานในโรงงานขนมปังก็ไม่หนัก เริ่มงานประมาณ 14.00 ถึง 22.00 น. ได้เงินมาก็เป็นค่าใช้จ่ายในบ้านซื้อกับข้าว ส่งกลับบ้านที่เมืองไทย ค่าเรียนลูกสาว ส่วนคุณเอียนก็จ่ายค่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ จะให้เขาจ่ายทุกอย่างก็กลัวว่าจะหนักมากไป เพราะค่าครองชีพของที่นี่สูงมาก เขาสามารถเลี้ยงดูเราได้ แต่ก็ไม่อยากเป็นภาระ เพราะก็มีภาระส่วนตัวที่ต้องดูแล ทำมาหากินเอง หาเงินเองได้ใช้จ่ายคนละกระเป๋าสบายใจกว่า ”

...................................................
(หนุ่มอังกฤษ-สาวศรีราชา'แค่สบตาก็รักแล้ว' : คอลัมน์เขยฝรั่ง สะใภ้อินเตอร์ : โดย...เสาวลักษ์ คงภัคพูน // กวินทรา ใจซื่อ)