
เสียงสะท้อนม.21'นิรโทษป่วนใต้'
เสียงสะท้อนม.21'นิรโทษป่วนใต้' เร่งเงื่อนไขกม.-หวั่นกระทบนิติรัฐ : ปกรณ์ พึ่งเนตรรายงาน
หลังจากกระบวนการตามมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 (พ.ร.บ.ความมั่นคง) ซึ่งศาลนาทวีสั่งระงับการฟ้องคดีและให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาคดีความมั่นคงข้อหาฉกรรจ์ชุดแรกจำนวน 2 คน เมื่อวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา เนื่องจากผ่านการอบรมเป็นเวลา 6 เดือนตามหลักสูตรที่กำหนดโดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 (กอ.รมน.ภาค 4) แล้ว
เรื่องนี้ฝ่ายความมั่นคงมองว่าเป็นความสำเร็จทางจิตวิทยาที่จะส่งผลให้กลุ่มแนวร่วมขบวนการก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ต้องการกลับใจหรือหันหลังให้ขบวนการ ได้มีช่องทางกลับคืนสู่สังคมโดยไม่ต้องถูกดำเนินคดี และจะเป็นการเปิดช่องให้ยกเลิกการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ตามที่หลายฝ่ายเรียกร้องมานานหลายปีด้วย
แต่ก็มีเสียงสะท้อนถึงข้อกังวลหลายประการจากประชาชนในพื้นที่เองที่เฝ้ามองกระบวนการตามมาตรา 21 โดยเฉพาะในแง่ของผลกระทบทางสังคม
"การเปิดโอกาสให้ผู้กระทำผิดกลับเป็นคนดี ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่ความเจ็บปวดที่เขาสร้างขึ้นมันก็ยังเจ็บอยู่ไม่หาย แม้จะได้รับการชดใช้จากภาครัฐแล้วก็ตาม ฉันเห็นว่าคนที่กระทำผิดจริงๆ ควรเข้าสู่กระบวนการไต่สวนตามกฎหมายเพื่อรับโทษตามที่ก่อมากกว่าเข้าสู่มาตรา 21 เพียงแค่ 6 เดือนแล้วกลับมา แล้วใครจะยืนยันว่าคนเหล่านั้นจะไม่กลับไปกระทำผิดอีก บอกตรงๆ ว่ามาตรา 21 ไม่ยุติธรรมสำหรับผู้ถูกกระทำเลย" เป็นความเห็นจาก นางยิ้ม (นามสมมุติ) ชาวบ้านจาก อ.หนองจิก จ.ปัตตานี
สอดคล้องกับ นายสิทธิพงศ์ จันทรวิโรจน์ ประธานมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม ที่บอกว่า มีความกังวลในหมู่นักสิทธิมนุษยชนและนักกฎหมายในเรื่องผลกระทบที่จะเกิดกับสังคมและชุมชน ว่าผู้ที่ผ่านการอบรมตามมาตรา 21 แล้วสามารถกลับคืนสู่สังคมได้จริงหรือไม่ และกระบวนการนี้ทำให้การก่อความไม่สงบลดน้อยลงได้จริงหรือเปล่า
"บุคคลที่จะเข้าสู่กระบวนการตามมาตรา 21 ได้ โดยหลักแล้วจะต้องกระทำความผิดจริง และสำนึกผิดในความผิดที่เขาก่อ หรือทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่สิ่งที่เราเป็นห่วงคือเมื่อมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น เจ้าหน้าที่ก็ไปจับกุมบุคคลที่มีรายชื่อในกลุ่มผู้ต้องสงสัยมาโดยใช้กฎหมายพิเศษ แล้วเจ้าหน้าที่ก็มาตั้งเงื่อนไขให้เขาเลือกว่าถ้าจะสู้คดีก็ต้องอยู่ในเรือนจำหรือหาหลักทรัพย์มาประกันตัว แต่ถ้าเลือกเข้ามาตรา 21 ใช้เวลาแค่ 6 เดือนก็จะพ้นผิด เราเกรงว่าจะมีการเข้ากระบวนการเพื่อแลกกับเวลาที่จะต้องไปพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาลตามกระบวนการปกติซึ่งใช้เวลาหลายปี ลักษณะนี้ถ้าเกิดขึ้นจะส่งผลเสียหายอย่างร้ายแรงต่อกระบวนการยุติธรรม"
เขายังแสดงความเห็นว่า การพิจารณาน่าจะมีการถ่วงดุลกัน แต่กระบวนการที่ทำอยู่คือ คนที่มีอำนาจลงนามรับรองเพื่อส่งศาลให้สั่งผู้ต้องหาเข้าอบรมเป็น ผอ.รมน. เมื่อศาลสั่งให้อบรม ก็ส่งตัวให้ ผอ.รมน.อีก วงจรทุกอย่างจึงอยู่ที่เดียวกันหมด ฉะนั้นน่าจะสร้างระบบถ่วงดุลและชี้แจงเรื่องหลักสูตรการอบรมให้ชัดเจน โดยเปิดโอกาสให้หน่วยงานอื่นมีส่วนร่วมด้วย
ข้อกังวลทั้งหมดดังกล่าวยังสอดรับกับรายงานของคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล หรือไอซีเจ (International Commission of Jurists : ICJ) ที่ได้จัดทำเอกสารวิเคราะห์และให้ความเห็นต่อกระบวนการตามมาตรา 21 ของฝ่ายความมั่นคงไทยเมื่อปีที่แล้ว โดยเฉพาะการกำหนดฐานความผิดอย่างครอบคลุมกว้างขวางทั้งกบฏ ก่อการร้าย ซ่องโจร ฆ่า วางเพลิง หรือแม้แต่ความผิดเกี่ยวกับวัตถุระเบิด ล้วนอยู่ในข่ายเข้าสู่กระบวนการมาตรา 21 ได้ทั้งสิ้น
รายงานของไอซีเจ ระบุตอนหนึ่งว่า ไม่เป็นการสมควรอย่างยิ่งที่บุคคลผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดอาญาร้ายแรงเช่นนี้จะได้รับยกเว้นจากการถูกดำเนินคดีอาญาหากยินยอมเข้ารับการอบรม นอกจากนั้น ไอซีเจยังแสดงความเป็นห่วงเรื่องการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง หลักประกันเรื่องความสมัครใจเข้าสู่กระบวนการโดยไม่ถูกกดดัน และการกล่าวหาล่วงหน้าว่าผู้ต้องหาเป็นผู้กระทำความผิดจริง พร้อมเรียกร้องให้เปิดหลักฐานกระบวนการคัดกรองบุคคลเข้าสู่มาตรา 21 ตลอดจนหลักสูตรการฝึกอบรม โดยเสนอแนะให้ตั้งองค์กรอิสระขึ้นตรวจสอบด้วย
ขณะที่ นายวิชช์ จีระแพทย์ จากสำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งเคยเป็นคณะทำงานกำหนดฐานความผิดที่เข้าข่ายมาตรา 21 กล่าวว่า หลักการตามกฎหมายความมั่นคงคือต้องทำลายเงื่อนไขการก่อความไม่สงบให้หมด หลายกรณีในโลกก็ใช้วิธีการแบบนี้ เช่น ไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งมีปัญหาการก่อความไม่สงบมาหลายสิบปี
"เราต้องลดเงื่อนไขเพื่อให้คนเหล่านี้เลิกฆ่าคนอื่น ไม่อย่างนั้นก็ต้องต่อสู้กันไม่สิ้นสุด มันเป็นเรื่องของการซื้อใจกัน ถ้ามอบตัวแล้วต้องติดคุกใครจะออกมามอบตัว หลักการแบบเดียวกันนี้เคยใช้มาแล้วสมัย 66/23 เพื่อแก้ไขปัญหาคอมมิวนิสต์" นายวิชช์กล่าว พร้อมสรุปอย่างสั้นๆ ว่า เหมือนองคุลีมาล ถ้าเข้าใจเรื่ององคุลีมาลก็จะเข้าใจหลักคิดนี้!
อย่างไรก็ตาม นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะประธานอนุกรรมการบังคับใช้กฎหมายและบริหารงานยุติธรรม ในคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กปต.) มองในมุมที่ต่างออกไปว่า ไอซีเจมีวิธีคิดแบบหนึ่ง เป็นข้อพิจารณาตามหลักกฎหมายทั่วไป แต่สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ไม่ได้ดูแค่กฎหมายหรือหลักทั่วไปเท่านั้น แน่นอนว่าความผิดฐานชีวิตและร่างกายไม่ควรระงับการฟ้องคดี แต่ถ้าพูดในแง่ของการปรองดองสมานฉันท์ต้องใช้อีกหลักหนึ่ง และเป็นหลักสากลเหมือนกับที่ไอซีเจอ้างเช่นกัน
นอกจากนี้ อนุกรรมการกำลังวางนโยบายการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ชายแดนใต้ทั้งระบบ ไม่ใช่เฉพาะมาตรา 21 แต่เงื่อนไขการใช้มาตรา 21 ก็จะเป็นประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งที่หยิบมาพิจารณาใหม่ด้วย
"โจทย์ขณะนี้คือดูภาพรวมทิศทางการปฏิบัติกรณีมีผู้เห็นต่างจากรัฐ ต้องการแสดงตัวหรือออกจากขบวนการว่าจะทำอย่างไร ต้องมีเงื่อนไขกฎหมายอะไรบ้าง ซึ่งจะต้องชัดเจนและอยู่ในแนวทางหลัก คือกระบวนการสันติภาพตามที่กำหนดในนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้"
"สำหรับเงื่อนไขการเข้าสู่มาตรา 21 ก็ต้องนำมาพิจารณาใหม่ด้วย โดยจะจะครอบคลุมไปถึงกระบวนการคัดกรองและกำหนดฐานความผิด ส่วนกรณีผู้ที่ผ่านการอบรม 2 คนแรกที่ศาลสั่งให้ปล่อยตัว อนุกรรมการก็จะนำมาถอดบทเรียนสรุปข้อดีข้อด้อย พร้อมปรับกระบวนการให้สมบูรณ์ต่อไป"
รองปลัดกระทรวงยุติธรรมกล่าวด้วยว่า แต่สิ่งสำคัญคือสังคมต้องมีความเข้าใจ เหยื่อหรือผู้เสียหายต้องได้รับการเยียวยาครบทุกด้าน และผู้ต้องหาหรือผู้กระทำผิดต้องกลับสู่สังคมได้อย่างแท้จริง
...............
(หมายเหตุ : เสียงสะท้อนม.21'นิรโทษป่วนใต้' เร่งเงื่อนไขกม.-หวั่นกระทบนิติรัฐ : ปกรณ์ พึ่งเนตรรายงาน)



