
ศาลปค.ชี้'ขสมก.'ผิดรถปล่อยควันดำ
'เอ็นจีโอ'เฮ!! ศาลปกครองสูงสุดยืนตามศาลปกครองชั้นต้น ขสมก.ผิดปล่อยควันดำรอบกรุง หลัง'ศรีสุวรรณ'ยื่นฟ้องนานกว่า 10 ปี ยันใช้เป็นบรรทัดฐาน เตรียมฟ้องต่อรถตู้สาธารณะปล่อยมลพิษ จี้ตรวจควันดำทุก 3 เดือน
30 ต.ค.55 ศาลปกครองสูงสุด นัดพิจารณาคดีดำเลขที่ 915/2549 กรณีที่มูลนิธิป้องกันควันพิษและพิทักษ์สิ่งแวดล้อม ได้ยื่นฟ้ององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยปล่อยให้รถเมล์ของขสมก.และรถร่วมเอกชน ปล่อยควันดำสร้างมลพิษในเขตพื้นที่ กทม. โดยถือเป็นการเปิดศาลพิจาณาคดีเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปีหลังจากใช้ระยะเวลาในการไต่สวนตามกระบวนการของศาล นับตั้งมีการยื่นฟ้องครั้งแรกในวันที่ 28 พ.ย.2545
ทั้งนี้ ในการพิจารณาครั้งนี้ นายสุเมธ รอยกุลเจริญ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ในฐานะตุลาการเจ้าของสำนวนคดีดังกล่าว ได้เรียกผู้ถูกฟ้องร้องคือขสมก. ซึ่งไม่ได้ส่งตัวแทนเข้าฟังการพิจารณาคดี โดยมีเพียงนายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน พร้อมด้วยตัวแทนจากมูลนิธิป้องกันควันพิษ และตัวแทนจากกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เข้าฟังคำตุลาการผู้แถลงคดี โดยไม่ได้ขอแถลงด้วยวาจาและทางหนังสือต่อศาล
สำหรับตุลาการผู้แถลงคดี ได้สรุปว่า ตามที่มูลนิธิป้องกันควันพิษและพิทักษ์สิ่งแวดล้อม ได้ยื่นฟ้ององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ (ขสมก.) เมื่อเดือนพ.ย. 2545 ว่าละเลยต่อหน้าที่ มิได้ดำเนินการให้การเดินรถขององค์ การฯ และเอกชนที่ร่วมบริการเป็นไปโดยปลอดภัยไร้มลพิษควันดำ เป็นคดีดำเลขที่ 2007/2545 และได้ยื่นฟ้องคพ. ว่าละเลยต่อหน้าที่ไม่ได้ดำเนินการควบคุมป้องกันแก้ไขและติดตามตรวจสอบภาวะมลพิษทางอากาศในเขตกทม.ไม่ให้เกินมาตรฐานเป็นคดีหมายเลขดที่ 2028/2545 รวมทั้งนายป๊อก แซ่เจีย กับพวกรวม 3 คน ได้ยื่นฟ้อง ขสมก. เป็นคดีหมายเลขดำที่ 2026 /2545 กับได้ยื่นฟ้องกรมควบคุมมลพิษเป็นคดีหมายเลขดำที่ 2025/2545 โดยมีลักษณะข้อหาอย่างเดียวกันหรือเกี่ยวเนื่องใกล้ชิดกัน ต่อมาศาลปกครองกลาง ได้พิพากษาเมื่อปี 2549 ว่า ขสมก.นั้นมีความผิดและมีคำสั่งให้ ขสมก. ดำเนินการตรวจสอบมลพิษจากรถยนต์ทั้งในส่วนของรถร่วม ขสมก. และรถร่วมบริการต้องส่งผลการตรวจสอบให้กับทางศาล ทุก 3 เดือน ส่วนกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ศาลมีคำสั่งยกฟ้อง ซึ่ง ขสมก.ได้อุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.914 - 917/2549 นั้น
นายสุเมธ กล่าวว่า ศาลปกครองสูงสุด ได้พิจารณาตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นแล้วว่าผู้ถูกฟ้องร้องคดีที 1 ละเลยปล่อยให้รถขสมก.และรถร่วมบริการปล่อยควันดำจริง ทั้งที่เป็นหน้าที่ในการติดตามดูแลตามพ.ร.บ.ขนส่งทางบกพ.ศ. 2522 ส่วนผู้ถูกฟ้องที 2 มีหน้าที่ในการติดตามตรวจสอบปัญหามลพิษทางอากาศ น้ำเสีย ขยะ ตามพ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 ซึ่งพบว่าผู้ถูกฟ้องที่ 2 ไม่ได้ละ เลยในการปฏิบัติหน้าที่แต่อย่างใด จึงยืนยันตามคำพิพากษาเดิม แต่เนื่องจากผู้แถลง ไม่ได้ยื่นแถลงทางวาจาและหนังสือ ประกอบกับตุลาการผู้แถลงคดี ได้เสนอความคิดเห็นต่อองค์คณะศาลปกครอง โดยจะมีคำพิพากษาต่อไป และจะแจ้งให้คู่กรณีรับทราบ
ด้านนายศรีสุวรรณ กล่าวว่า พอใจกับคำพิจารณาของศาลปกครองสูงสุดในครั้งนี้ เพราะการที่ศาลยืนตามคำพิพากษาเดิม ก็เท่ากับว่าโอกาสชนะคดีที่รอคอยมานานนับ 10 ปีของชาวบ้านที่ร่วมฟ้องกับมูลนิธิป้องกันควันพิษ และสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ซึ่งจะใช้เป็นบันทัดฐานในการฟ้องร้องหน่วยงานรัฐ และรัฐวิสาหกิจที่ให้บริการสาธารณะ แต่ละเลยการทำหน้าที่ของตัวเอง โดยคาดว่าอีก 1 เดือนหลังจากนี้ศาลปกครองจะนัดฟังคำพิพากษาแล้ว หลังจากนั้น ขสมก.จะต้องปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการบังคับคดีของศาลปกครอง กล่าวคือ จะต้องตรวจสอบสภาพรถ ขสมก. และรถร่วมบริการทุกคันไม่ให้ปล่อยควันดำ ออกสู่บรรยากาศทุกๆ 3 เดือนเป็นเวลา 1 ปี ซึ่งจากข้อมูลที่เคยมีการรายงานต่อศาลเมื่อหลายปีก่อน ขสมก.มีรถเมล์มากกว่า 14,700 คัน แต่ขณะนี้น่าจะมีจำนวนมากขึ้นจากรถเมล์เช่าจากจีนที่นำเข้ามาเมื่อ 2-3 ปีก่อน
“คดีนี้ใช้เวลานานถึง 10 ปีแต่ถือเป็นบันทัดฐานใหมที่ขสมก.และรัฐวิสาหกิจอื่นๆต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะปัญหารถปล่อยควันดำที่ก่อให้เกิดผลกระทบทางด้านสุขภาพ และสิ่ง แวดล้อมของกทม.อย่างต่อเนื่อง ยังไม่นับกับปัญหารถเมล์ที่ด้อยคุณภาพและการร้องเรียนอื่นๆที่มีมากขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ทางสมาคมฯกำลังพิจารณาฟ้องร้องรถตู้เอกชน และรถตู้ร่วมบริการกับ บขส.เป็นรายต่อไป เพราะขณะนี้มีรถตู้ที่มีสภาพเก่า และปล่อยควันดำที่วิ่งบริการนับพันคันในเขตพื้นที่ กทม.และปริมณฑล ที่เริ่มพบปัญหาปล่อยมลพิษแซงหน้ารถเมล์” นายศรีสุวรรณ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีฟ้องร้อง ขสมก.และคพ.นั้น เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนพ.ย.2545 หลังจากมีรายงานปัญหามลพิษทางอากาศจากรถเมล์ควันดำ เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นการนำรถเมล์เก่ามาใช้วิ่ง ทำให้เกิดการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์จนปล่อยควันดำออกมาสูง และส่งผลให้ค่าฝุ่นละอองในเขตกทม.เกินค่ามาตรฐานเฝ้าระวัง โดยมาตรการที่คพ.ร่วมกับกรมการขนส่งทางบก แก้ไขปัญหาระยะแรกคือการตั้งจุดตรวจรถควันดำ โดยหากพบว่ารถเมล์มีควันดำ ก็จะพ่นที่ตัวรถว่า “ห้ามใช้เด็ดขาด” หรือ “ห้ามใช้ชั่วคราว” แต่ปัจจุบันมาตรการในการสุ่มตรวจวัดควันดำ ได้ยกเลิกไปหลายปีแล้ว เนื่องจากคพ.ไม่มีอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ไปดูแลปัญหา
..................................
(หมายเหตุ : ภาพจากแฟ้มข่าว)



