
เมื่อมีการเขียนเนื้อหาบรรยายสับสนในรายวิชาเรียน
เมื่อมีการเขียนเนื้อหาบรรยายสับสนในรายวิชาเรียน : แลกคนละหมัดโดยชินสัคคสุวรรณอัจฉริย [email protected]
ประเทศนี้ชอบพูดเรื่องการประกันและคุณภาพของการศึกษาและชอบที่จะตั้งเกณฑ์ต่างๆ ในการตรวจสอบคุณภาพการเรียนการสอนกัน ซึ่งความคิดแบบนี้หากมองแบบผ่านๆก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะทำให้ผู้เรียนได้รับความรู้ที่มีคุณภาพและมีมาตรฐาน แต่เมื่อเข้าไปส่องดูในเชิงลึกก็พบว่าคล้ายกับทุกวงการของบ้านเราคือไม่ค่อยให้ความสนใจในความเป็นมืออาชีพทำไมจึงสับสนในการบรรยายและเนื้อหารายวิชา ผู้อ่านคงคาดไม่ถึง โดยเฉพาะในสาขาสังคมศาสตร์บ้านเรา ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งนั้นเกิดจากการขาดองค์กรหรือกรรมการในการตรวจสอบรายวิชาที่เอามาเป็นประมวลรายวิชาของการเรียนการสอน เพราะวัฒนธรรมในการตรวจสอบภายในโดยเฉพาะในหมู่อาจารย์ส่วนใหญ่นั้นเขาจะให้เกียรติกัน ทำให้กลายเป็นอภิสิทธิชนที่ไร้การตรวจสอบกำกับและควบคุม
แต่หากคิดอีกแบบหนึ่งลองนึกดูหลายๆวิชาว่าอาจารย์แต่ละท่านนั้นจะมีความถนัดที่แตกต่างกัน ซึ่งความถนัดที่ต่างกันนี้หากต้องมาทำงานในรายวิชาเดียวกันก็เป็นเรื่องที่ยากเพราะรากฐานและความคิดที่มีจะแตกต่างกัน คิดง่ายๆ เช่น หากเราพูดถึงแนวคิดของเศรษฐศาสตร์นีโอคลาสสิก พวกสถาบันนิยมใหม่ปฏิเสธหลักการวิชาการและวิธีการหาคำตอบ ฉะนั้นการที่จะให้สำนักสถาบันนิยมใหม่ยอมรับทางเครื่องมือและแนวทางการอธิบายคงเป็นไปไม่ได้และที่สำคัญคือในรายวิชาและเนื้อหาที่มีการบรรยายกันนั้นยังไม่มีเอกสารหรือหนังสือที่สามารถใช้ในการอ้างอิงอีกทั้ง15 สัปดาห์ของการบรรยาย ก็คงเรียนแต่ใน Power Point เท่านั้น โดยที่ไม่รู้ว่าไปเอาเนื้อหามาจากไหน ไม่ค่อยพูดถึงที่มาของเนื้อหากัน
แต่นั่นเราชอบพูดว่าอาจารย์และนักวิชาการมีจริยธรรมสูงกว่าเพราะเป็นปัญญาชนในสังคมจึงได้รับการคาดหวังดังกล่าว แต่นั่นแหละทุกคนทุกอาชีพต่างก็มีข้อบกพร่องของตนเอง เมื่อไม่มีการตรวจสอบเกิดขึ้นก็กลายเป็นว่าใครจะสอนอะไรก็ได้ แม้ว่าจะไม่เกี่ยวข้องกับสถานประกอบการหรือแนวปฏิบัติของจังหวัดและภูมิภาคเพราะผู้ที่บรรยายนั้นไม่ได้ถูกกำหนดมาจากความเชี่ยวชาญเฉพาะ อันดับความน่าเชื่อถือจากผลงานการศึกษา ผลงานทางวิชาการหรือการวิจัย แต่การสอนจะถูกกำหนดมาจาก ใครอยู่กับเพื่อนร่วมงานคนไหนและเสียงส่วนใหญ่จะเอากันอย่างไร
ซึ่งดูแล้วคล้ายกับกลุ่มตุ้มโฮมมากกว่า แต่ไปว่ากลุ่มตุ้มโฮมก็ไม่ได้เพราะเป็นชาวบ้าน ชาวนาที่ต้องคุยกันเพื่อสร้างแนวทางปฏิบัติและเพิ่มอำนาจในการต่อรองและกลายเป็นว่าในสังคมของนักวิชาการนั้นจะยึดเสียงข้างมากคืออาจารย์ ซึ่งเป็นสัดส่วนใหญ่ของการประชุม เพราะหากดูตำแหน่งทางวิชาการนั้นจะพบว่ามีเพียงไม่กี่คนซึ่งก็จะกลายเป็นเสียงข้างน้อย เลยกลายเป็นว่าเสียงส่วนใหญ่นั้นถือเป็นสิ่งที่ชอบธรรม ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องแปลกหากการเปิดหลักสูตรหรือการประเมินคณะและหน่วยงานไม่ได้ยึดตำแหน่งทางวิชาการ ต่อไปก็คงต้องให้อาจารย์เหล่านี้อธิบายให้แก่คนภายนอกถึงวิธีการทำงานของตนเองมากยิ่งขึ้น (ฮา)
ที่นี้หากลงรายละเอียดของวิชาในการบรรยายพบว่าชื่อรายวิชาหลายวิชาซ้ำกันไปซ้ำกันมาจนเหมือนกับว่าเป็นหลายวิชา แต่เมื่อไปเรียนแล้วกลับพบว่าเป็นวิชาเดียวกันเพราะเนื้อหา60% คือวิชาเดิม ที่นี้ก็เวรกรรมแก่เด็กที่พ่อแม่ส่งมาเรียน เพราะไม่มีความรู้อะไรเพิ่มพูนขึ้นมาแต่กลายเป็นผู้สอนที่ได้ภาระงานและมีหน้าที่การงานที่มั่นคง ถามว่าทำไมวิชาพวกนี้เกิดขึ้นมา คำตอบคือ ก็เพราะว่าฉันอยากสอนอย่างนี้ฉันอยากเขียนแบบนี้มีอะไรหรือเปล่า สังคมก็ขาดการตรวจสอบหรืออธิบายให้ผ่าน แต่ปัญหาสำคัญคือผู้สอนผู้บรรยายไม่มีหนังสือที่จะแสดงว่าวิชานี้แตกต่างกับอีกวิชาหนึ่งอย่างไร
ตามหลักการแล้วผู้สอนหรืออาจารย์เมื่อเรียนจบมาใหม่คงจะเอาอะไรมาสอนได้ยากเพราะไม่มีประสบการณ์ ในข้อเท็จจริงคือการอ่านหนังสือมาอย่างเดียวหรือเคยทำวิจัยเรื่องนั้นมาแต่ไม่สอดคล้องกับอีกเรื่องหนึ่งคือการสอนหรือการถ่ายทอดจึงมีข้อจำกัดมหาวิทยาลัยในประเทศไทยบางแห่งใช้วิธีในการพัฒนาการสอนโดยส่งอาจารย์ใหม่ไปทำงานกับสถานประกอบการและให้สถานประกอบการแนะนำด้านต่างๆ และต่อมาก็นำวิธีการประเมินดังกล่าวมาใช้ในการเรียนการสอน ซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นแนวทางหนึ่งของการเพิ่มคุณภาพของผู้บรรยายเพราะฝึกจากสถานประกอบการโดยตรงอีกทั้งยังได้ทักษะในวิชาความรู้สาขานั้น
ฉะนั้นหากการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยบางแห่งยังบรรยายสับสนอยู่อย่างนี้กลุ้มใจตาย เพราะไม่รู้จะฝากความหวังกับหน่วยงานใด โดยเฉพาะหน่วยงานภายในก็ขาดการตรวจสอบและที่สำคัญมหาวิทยาลัยก็ไม่รู้ว่าจะวัดและประเมินผลการเรียนการสอนอย่างไร คาดว่าเมื่อเปิดตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนคงเจอกับสึนามิครั้งใหญ่ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยที่ติดชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านที่แข็งแกร่งกว่า งานเข้าแน่นอนสภาวิชาการของมหาวิทยาลัยต่างๆ ยุ่งน่ะซิพี่น้องครับกับประเพณีเพื่อนร่วมงานของเราที่ไม่เคยมีการตรวจสอบ
...........
(หมายเหตุ :ขอบคุณภาพจาก education.kapook.com)



