
ทางออกของชาวบ้าน
ทางออกของชาวบ้าน : เลียบค่ายโดยชัยกร ใบเงิน
การแห่ศพมาร้องขอความเป็นธรรมที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็เป็นวิธีการหนึ่งที่ชาวบ้านเห็นว่าคือ ทางออกเดียว
กรณีนายดวงเด่น โพธิ์ทอง อายุ 22 ปี พนักงานจดมิเตอร์ไฟฟ้า ถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของคาราโอเกะแห่งหนึ่งรุมทำร้ายจนเสียชีวิต จนพ่อแม่ต้องนำศพลูกมาร้องหาความคืบหน้า
เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่พระโขนง ทำคดีล่าช้ากลัวว่าเรื่องจะหายเงียบไป และเหตุที่นายสุรินทร์ โพธิ์ทองและนางสมใจ พ่อและแม่ของผู้ตาย เชื่ออย่างนั้นก็เพราะฝ่ายผู้ต้องหามีเส้นหรือเจ้าของร้านอาจจ่ายผลประโยชน์ให้ตำรวจบางนาย
ทำเอาพล.ต.ต.กฤษฎิ์ เปียเเก้ว ผบก.น.5 ถึงกับเต้นสั่งให้ฝ่ายสืบสวน กก.สส.บก.น.5 และฝ่ายสืบสวน สน.พระโขนง ไปเร่งจับกุมคนร้าย
ส่วนเรื่องผลประโยชน์หากพบตำรวจรายใดมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมก็จะพิจารณาลงโทษตามระเบียบก่อนเสนอให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาต่อไป
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นคล้อยหลังที่ พล.ต.อ.อัมรินทร์ อัครวงษ์ จเรตำรวจแห่งชาติ มีนโยบายปรับทัศนคติประชาชนเสียใหม่ว่า "ขึ้นโรงพักไม่ต้องมีเส้น ตำรวจยินดีรับใช้ประชาชน" เมื่อไม่กี่วันก่อน
ยังไม่ทันไรก็เกิดเรื่อง ถ้าเป็นแบบนี้ท่านจเรตำรวจแห่งชาติ อาจต้องปรับวิธีคิดกลับมาใหม่ว่า "ขึ้นโรงพักต้องมีเส้น ตำรวจยินดีรับใช้ผู้มีอุปการคุณ" หรือเปล่า
สมัยก่อนตำรวจในโรงพัก มีอยู่ 3 ฝ่ายหลักๆ ที่มักหารายได้นอกระบบคือ งานจราจร สายปราบปรามและฝ่ายสืบสวน
ปัจจุบันมีสายสอบสวนหากินกับสำนวนมากขึ้นตั้งแต่สารวัตรเวรลงไปถึงร้อยเวรจบใหม่ๆ ก็เริ่มค้าสำนวนกันแล้ว บางคนพยายามเรียกร้องเงินจากผู้เสียหายเป็นค่าเบาะแสบ้าง ค่าทำคดีบ้างค่าเดินทางบ้าง แม้แต่ค่าโทรมือถือที่ต้องใช้ในคดีนั้นๆ ก็มีการร้องเรียนอยู่เป็นประจำ
โรงพักจึงกลายเป็นที่ที่ประชาชนขาดความหวัง ก็ขนาดบ้างคนถูกโจรขึ้นบ้าน ถ้าทรัพย์สินเสียหายไม่มาก บ้างครั้งก็ไม่แจ้งความเพราะเสียเวลา
ดีไม่ดีต้องไปเสียเงินซ้ำซ้อนเข้าอีก นี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับองค์กรตำรวจ
หลายกรณีที่มีปรากฏการณ์ชาวบ้านชุมนุมขับไล่ตำรวจ ถ้าคนในองค์กรยังไม่ปรับตัวอาจมีเผาศพกันหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ!!



