ข่าว

ศาลรธน.นัดฟังคำวินิจฉัยพ.ร.ก.กู้เงิน 3 มิ.ย.

ศาลรธน.นัดฟังคำวินิจฉัยพ.ร.ก.กู้เงิน 3 มิ.ย.

26 พ.ค. 2552

ศาลรธน.ออกนั่งบัลลังก์ฟังฝ่ายค้าน-รัฐบาลชี้แจงกรณีพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน “สุรพงษ์” ชี้ไม่จำเป็นต้องกู้เพราะไม่ต้องการกระตุ้นเศรษกิจ แต่หวังแค่ปิดหีบงบประมาณ “กรณ์”ยกแม่น้ำทั้งห้ายันจำเป็นต้องทำก่อนสายป่านขาดหวั่นปัญหาเศรษฐกิจลุกลาม นัดฟังคำวินิจฉัย 3 มิ.

(26พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 10.15 น. คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์เพื่อรับฟังคำชี้แจงกรณีประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่งความเห็นของส.ส.ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 185 กรณี พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 184 วรรค 1 หรือ วรรค 2 หรือไม่  
 
 โดยตัวแทนฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านเดินทางมารอเข้าชี้แจงตั้งแต่ช่วงเช้า โดยการพิจารณานายบุญส่ง  กุลบุปผา ตุลาการเป็นผู้ทำหน้าที่ชี้แจงถึงขั้นตอน วิธีการในการดำเนินการ ซึ่งทางฝ่ายค้านในฐานะผู้ร้องนายสุรพงษ์  โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานกรรมาธิการ การเงินการคลัง ธนาคารและสถาบันการเงิน เป็นผู้แทนชี้แจง ระบุว่า  ในฐานะกรรมาธิการส.ส.เห็นพ้องต้องกัน ที่ต้องออกมาคัดค้านการออกพ.ร.ก.ของรัฐบาล เนื่องจากเห็นว่าไม่จำเป็น รวมถึงแผนงานโครงการต่าง ๆ ที่รัฐบาลดำเนินการนั้นไม่ได้มีความจำเป็นเร่งด่วนเลย  
 
 อีกทั้งนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกฯ นายพฤติชัย ดำรงรัตน์ รมช.คลัง และอธิบดีกรมบัญชีกลางได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าสภาพคล่องของประเทศยังดีอยู่ อีกทั้งตอนนี้ก็ใช้จ่ายเงินงบประมาณไปเพียง 50 % เท่านั้น ดังนั้น รอจนใกล้สิ้นปีงบประมาณแล้วค่อยกู้ก็ได้ อีกทั้งการออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านก็เกินความจำเป็น รวมทั้งรัฐควรชะลอการลงทุนออกไป
 
 นายสุรพงษ์ กล่าวอีกว่า แผนไทยเข้มแข็งปี 2555 ที่รัฐบาลอ้างว่าเรื่องนี้เป็นความเร่งรีบในระยะที่ 1 แต่ถ้าตรวจสอบแล้วจะเห็นว่าเป็นความเร่งรีบระยะที่ 2 ซึ่งเงินดังกล่าวจะนำมาลงทุนในโครงการเมกะโปรเจกต์ 1.43 แสนล้าน และโครงการจะเริ่มตั้งแต่ปี 53-55 แต่ทำไมจึงต้องมาเร่งกู้ในปี 52 อีกทั้งโครงการก็ไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจ ถ้ากระตุ้นจริงต้องใช้เงินลงทุนปี 52 อย่างโครงการสาธารณะที่รัฐบาลระบุไว้ เช่น โครงการปลูกต้นไม้ บ้านพักให้ข้าราชการ หลายโครงการไม่ได้เป็นโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจตามโครงการสาธารณะเลย
 
 ดังนั้นการออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน จึงเป็นเพียงความต้องการที่จะเอามาปิดหีบงบประมาณ 52 ที่ขาดอยู่ 1.11 แสนล้าน ส่วนอีก 2.88 แสนล้านเป็นการเอาไปลงทุน แล้วที่รัฐอ้างว่าต้องเร่งกู้ มิเช่นนั้นจะเกิดการตกงานจำนวนมาก แต่รัฐก็ไม่ได้ระบุว่าจะมีการจ้างงานจำนวนเท่าใด  
 
 นายสุรพงษ์ ยังระบุด้วย นายกรณ์  จาติกวณิช  รมว.คลัง ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ให้มองในทางร้ายที่สุดว่าหากพ.ร.ก.ฉบับนี้ไม่ผ่านก็ยังมีวิธีการอีกหลายวิธี แสดงว่ารัฐบาลยังมีทางออกอื่นในการดำเนินการ  เช่นแก้กฎหมายต่าง ๆ    อาทิ พ.ร.บ.บริหารหนี้สาธารณะ เพิ่มเพดานเงินกู้หรือแก้ไขเพิ่มเติมงบประมาณปี 52 เป็นครั้งที่ 2 ก็ได้ ดังนั้นจึงอยากให้คณะตุลาการฯช่วยพิจารณาว่ารัฐบาลมีความจำเป็น เร่งด่วนหรือไม่ ตามที่ฝ่ายค้านชี้แจงเพราะจากที่ตรวจสอบในชั้นกรรมาธิการในโครงการแผนงาน ๆ ต่างที่รัฐบาลเสนอมีวาระซ่อนเร้นอยู่ ไม่ได้ผ่านการวิเคราะห์จากเจ้าหน้าที่สำนักงบประมาณ จึงคิดว่าการกู้เงินครั้งนี้ควรมีการออกเป็นพระราชบัญญัติ ที่ผ่านสภา เพื่อที่จะได้มีการตรวจสอบไม่ให้เกิดการทุจริต   ใช้เงินผิดประเภท เพราะการออกเป็นพ.ร.ก. นั้นจะทำให้สูญเสียวินัยในการบริหารเงินโดยฝ่ายค้านพร้อมให้การสนับสนุนด้วยการผ่าน 3 วาระรวด ถ้ารัฐบาลสามารถชี้ให้เห็นว่าการกู้เงินนี้จะเป็นประโยชน์จริง
 
 นายกรณ์  จาติกวณิช  รมว.คลัง ในฐานะตัวแทนรัฐบาล ชี้แจงว่า ขณะนี้ประเทศประสบปัญหาภาวะเศรษฐกิจเนื่องจากรับผลกระทบเศรษฐกิจโลก และวิกฤตการเมืองตั้งแต่ปลายปี 51 มูลค่าการส่งออกหดตัวลง รายได้จากการท่องเที่ยวลดลง ธุรกิจปิดกิจการเพิ่มขึ้น การว่างงานเพิ่มขึ้น  หนี้เสียก็เพิ่มขึ้น ทำให้จีดีพีจากเดิม 3 ไตรมาสแรกของปี 51 บวกร้อยละ 5.1 แต่พอไตรมาสที่ 4 กลับหดตัวลงร้อยละ 4.2 และในไตรมาสแรกของปี 52 ก็หดตัวลงถึงร้อยละ 7.1
 
 ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องดำเนินมาตรการแก้เศรษฐกิจทั้งช่วยเหลือภาคอสังหาริมทรัพย์ การใช้มาตรการทางภาษี การช่วยสภาพคล่องทางการเงินของภาคการผลิต ช่วยเกษตรกรฐานราก ลดภาระค่าใช้จ่าย ทำงบประมาณปี 52 เพิ่มเติม 1.16 แสนล้าน แต่เศรษฐกิจก็ยังไม่ดีขึ้น ซ้ำยังมามีปัญหาจากการไม่สามารถจัดประชุมอาเซียน และผลกระทบจากไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ทำให้จีดีพีหดตัวลงร้อยละ 5.1  รัฐบาลจึงมีมาตรการไทยเข้มแข็งปี 52-55 โดยเน้นการลงทุน เพิ่มการกระตุ้นเศรษฐกิจ คิดเป็นวงเงิน 1.43 ล้านล้าน และคาดว่าจะเกิดการจ้างงาน 4-5 แสนคน
 
 แต่การนำงบประมาณมาใช้ก็มีข้อจำกัดในส่วนของกฎหมายจึงต้องมีการตรากฎหมายพิเศษขึ้นมา โดยจะออกเป็นพ.ร.บ.กู้เงิน 4 แสนล้าน และออกเป็นพ.ร.ก.กู้เงินเพิ่มอีก 4 แสนล้าน ทั้งนี้เป็นไปเพื่อการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ถือเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ควรกู้เงินมาฟื้นฟู มิให้สภาพเศรษฐกิจตกต่ำกว่าที่เป็นอยู่   โดยเงินที่กู้มาจะมาสมทบเงินคงคลังและใช้จ่ายในโครงการบริการสาธารณะ  
 
 นอกจากนี้การจัดเก็บรายได้ก็ยังไม่เป็นไปตามเป้า   รัฐบาลขาดดุลการคลังสูงกว่ากรอบเพดานเงินกู้ตามที่กฎหมายกำหนด โดยการขาดดุลงบประมานปี 52 อยู่ 3.5 แสนล้าน และมีกรอบเงินกู้อยู่ที่ 4.4 แสนล้าน แต่คาดว่ารายได้จากการจัดเก็บจะอยู่ที่เพียง 2.8 แสนล้าน ดังนั้นการขาดดุลงบประมาณทั้งหมดจะอยูที่ 6.5 แสนล้าน   ซึ่งถือว่าเกินกรอบเงินที่จะกู้มาอยู่ 2 แสนล้าน
 
 สำหรับการลงทุนภายใต้โครงการไทยเข้มแข็ง ซึ่งจะเบิกจ่ายตั้งแต่ปี 52-53 ยังขาดอีกประมาณ 2.3 แสนล้าน ดังนั้นเราต้องมีอำนาจกู้เงินด่วนเพื่อดำเนินโครงการ หากไม่รีบเศรษฐกิจจะหนักกว่านี้ ผู้ประกอบการจะขาดทุน สายป่านจะขาด เกิดการลดการผลิต ลดการจ้างงาน และปิดกิจการ เป็นปัญหาสังคม และยังจะมีหนี้เสียเพิ่มขึ้นส่งผลต่อปัญหาของประเทศ  และการแก้ยากกว่าการป้องกันไม่ให้เกิด การใช้จ่ายภาครัฐจึงมีความจำเป็น การขึ้นภาษี หรือการขายทรัพย์สินของรัฐไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสม เราจึงต้องดำเนินการก่อนที่ปัญหาเศรษฐกิจจะลุกลามใหญ่โตไปสู่ภาคอื่นๆ   และการชะลอการลงทุน กลับจะเป็นการซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจ และหากจะออกพ.ร.ก.แก้ไขเพดานหนี้สาธารณะก็จะส่งผลให้เสียวินัยการเงินอย่างถาวร
 
 นายกรณ์ ยังยืนยันว่าการออกพ.ร.ก.ครั้งนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 169 และพ.ร.บวิธีพิจารณางบประมาณมาตรา 23 วรรคหนึ่งและมาตรา 24 วรรคหนึ่ง นอกจากนี้เรามีนโยบายกู้เงินในประเทศอีก 9.4 หมื่นล้าน จึงไม่เข้าข่ายการทำสัญญากับต่างประเทศที่ต้องรายงานสภาตามมาตรา 190
 
 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าทั้ง 2 ฝ่ายใช้เวลาในการชี้แจงรวมประมาณ 40 นาทโดยไม่มีการซักถามจากคณะตุลาการ จากนั้นนายบุญส่งก็อ่านกระบวนวิธีพิจารณา พร้อมกับนัดคู่กรณีให้ส่งคำแถลงปิดคดีมาภายในวันที่ 3 มิ.ย. ก่อนที่คณะตุลาการจะแถลงด้วยวาจาและลงมติในวันเดียวกันเวลา 10.00 น.
 
 ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในการชี้แจงวันนี้ศาลฯได้ประสานไปยังสน.พระราชวังเพื่อขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจมาดูแลความเรียบร้อยรอบบริเวณสำนักงาน ซึ่งมีการนำแผงเหล็กมาวางกั้นทั้งบริเวณด้านหน้าและด้านหลังศาล และไม่อนุญาตให้บุคลลผ่านเข้ามาทางประตูด้านหลัง โดยให้ใช้ทางเข้าด้านหน้าเพียงด้านเดียวเท่านั้น อย่างไรก็ตามบริเวณหน้าสำนักงานฯก็มีกลุ่มเสื้อแดงกว่า 10 มาชุมนุมปราศรัยโจมตีรัฐบาล พร้อมกับถือป้ายข้อความว่า“เราไม่ต้องเงินกู้ ” “ เราไม่ต้องการเป็นหนี้ ”  “ นายกโง่ ”   เป็นต้น
 
 ภายหลังการชี้แจงนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวว่าการที่ศาลรัฐธรรมนูญได้นัดฟังคำวินิจฉัยในวันที่   3 มิ.ย.นี้ จะไม่ส่งผลให้การพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 ต้องเลื่อนจากกำหนดการเดิมในวันที่ 17-18 มิ.ย.เนื่องจากเรื่องนี้เป็นงบประมาณที่แยกคนละส่วนกับแผนปฎิบัติการไทยเข้มแข็ง โดยจะมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยวิสามัญระหว่างวันที่ 17-18 มิ.ย.เพื่อพิจารณางบประมาณปี 2553 อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาตามข้อกฎหมาย โดยคณะรัฐมนตรีมีความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหามาโดยตลอด
 
 ด้านนายประเกียรติ กล่าวว่า เรื่องนี้เรารับฟังมาตลอดว่าเราเตะถ่วงไม่ให้นำเงินออกมาใช้แต่ฝ่ายค้านมีอำนาจตรวจสอบ ซึ่งเงินจำนวนมากถึง   4 แสนล้านบาทในการออกพ.ร.ก.เป็นเงินนอกงบประมาณที่อยู่นอกเหนือจากการตรวจสอบของสภาฯหากนำออกมาใช้อาจทำให้ประชาชนเสียประโยชน์ได้  และในวันที่ 27 พ.ค.พรรคเพื่อไทยจะแถลงรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวในเวลา 10.00 น.ที่พรรค
 
อย่างไรก็ตามก่อนเข้าชี้แจงในครั้งนี้ นายสุรพงษ์ ให้สัมภาษณ์ ว่า คิดว่าฝ่ายค้านคงแพ้ตั้งแต่ยังไม่ชี้แจง เพราะเท่าที่ฟังจากการพูดของนายกฯและนายกรณ์ ดูมั่นใจว่าศาลรัฐธรรมนูญจะไฟเขียวให้รัฐบาลออกพ.ร.ก.ได้ แต่เราก็จะชี้แจงให้ตุลาการได้รับทราบข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่รัฐบาลซ่อนเร้นอยู่ แต่ก็ยังหวังว่าตุลาการจะให้ความเป็นธรรม