
'จุลสิงห์'เปิดประชุมอัยการระหว่างปท.
'จุลสิงห์' อสส. เป็นปธ.เปิดประชุมสมาคมอัยการระหว่างปท. ครั้งที่ 17 ระบุ ต้องพัฒนากม.ให้ทันอาชญากร ปัดตอบ "ไซฟ่อนเงิน" ชี้ ปปง.เป็นเจ้าของเรื่อง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 9.00 น. วันที่ 29 ต.ค. 55 ที่ห้องประชุมเวิลด์บอลรูม ชั้น 23 โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด เป็นประธานเปิดงานการประชุมสามัญประจำปี สมาคมอัยการระหว่างประเทศครั้งที่ 17 (The 17th Internationnal Association of Prosecutor Annual Conference) อย่างเป็นทางการ ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 ต.ค. - 2 พ.ย.นี้ ภายใต้หัวข้อ "องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ : การขยายตัวของรูปแบบอาชญากรรมและบทบาทของพนักงานอัยการ" โดยมีอัยการสูงสุด และอัยการระดับสูง รวมทั้งรัฐมนตรียุติธรรม จากนานาประเทศทั่วโลก และผู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมทั้งใน - ต่างประเทศ จำนวนกว่า 600 คน เข้าร่วมประชุม
โดย นายจุลสิงห์ กล่าวว่า ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพ จัดการประชุมเป็นครั้งแรก เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติให้มีประสิทธิภาพ เนื่องจากปัจจุบันปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น มีรูปแบบการกระทำความผิดซับซ้อนและความยุ่งยากในการดำเนินคดี
การประชุมในครั้งนี้จึงเป็นการและเปลี่ยนประสบการณ์ และความรู้ทางกฎหมาย โดยจะหารือเกี่ยวกับกฎหมายอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น คดียาเสพติด การค้ามนุษย์ การลักพาแรงงานข้ามชาติ คดีฉ้อโกง และคดีฟอกเงิน เนื่องจากปัญหาดังกล่าวไม่ได้เกิดที่ประเทศใดประเทศเดียว แต่จะเกี่ยวโยงในหลายประเทศด้วย อีกทั้งปัจจุบันเทคโนโลยีมีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น จึงทำให้การติดตามจับกุมคนร้ายทำได้ยากขึ้น อย่างไรก็ดีในส่วนประเทศไทยได้ดำเนินการเกี่ยวกับกฎหมายองค์กรอาชญากรรม ซึ่งกฎหมายดังกล่าวจะกำหนดฐานความผิดของผู้กระทำและผู้สนับสนุน โดยกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภา ส่วนการติดตามพยานหลักฐานและการยึดทรัพย์จะอยู่ในกฎหมายความร่วมมือระหว่างประเทศทางคดีอาญา ซึ่งประเทศไทยมีกฎหมายฉบับนี้อยู่แล้วโดยอัยการสูงสุดเป็นผู้ประสานงานในเรื่องนี้
"เราต้องพัฒนากฎหมายให้ก้าวหน้า มากกว่า อาชญากร และอาศัยความร่วมมือกันในการหามาตรการต่อสู้เพื่อให้เกิดมุมมอง และกระบวนการยุติธรรมใหม่ ที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อความสงบสุขโดยรวมของประเทศ ซึ่งหลังจากประชุมดังกล่าวจะมีการพิจารณาแก้ไขกฎหมายเพื่อให้พัฒนามากยิ่งขึ้น"
ทั้งนี้ นายจุลสิงห์ ยังกล่าวถึงกรณีการบังคับใช้กฎหมายเรื่องการไซฟ่อนเงินด้วยว่า การไซฟ่อนเงินหมายถึง คนที่กระทำความผิดในฐานความผิดต่างๆ 8 - 9 ฐานความผิดโดยเงินที่ได้จากการกระทำผิดนั้น หากมีการแปรรูปเป็นทรัพย์สินอย่างอื่น ก็สามารถตามยึดทรัพย์ได้ เช่น เงินจากการค้ายาเสพติด หากนำไปซื้อบ้าน ซื้อรถ หรือแปรเป็นธุรกิจอื่นๆ โดยความผิดนั้นถ้าเกิดขึ้นในประเทศไทยกฎหมายก็สามารถดำเนินการได้ทันที แต่หากเป็นความผิดเกิดขึ้นในต่างประเทศก็จะต้องอาศัยความร่วมมือกัน เช่น หากอัยการสงสัยว่า นาย ก. มีทรัพย์สินอยู่ที่ไหนบ้าง ก็สามารถประสานงานกับอัยการต่างประเทศ เพื่อให้สืบหาทรัพย์สินทั้งหมดได้ หรือสืบหาว่านาย ก. ไปกระทำความผิดอะไรในต่างประเทศบ้าง
ขณะที่นายจุลสิงห์ ยังถึงกรณีข่าวการไซฟ่อนเงินที่ประเทศฮ่องกง ว่า ปกติแล้วทุกประเทศมีการไซฟ่อนเงินทั้งนั้น โดยเรื่องนี้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) เป็นเจ้าของเรื่อง ส่วนอัยการจะเป็นผู้ประสานดำเนินการให้อีกช่องทางหนึ่ง
เมื่อถามว่าอัยการมีข้อมูลหรือไม่ว่า มีนักการเมืองไทยเกี่ยวข้องด้วย นายจุลสิงห์ อัยการสูงสุด กล่าวว่า ขณะนี้ยังตอบไม่ได้



