ข่าว

มวลชนสูญเสียกว่าตู่

มวลชนสูญเสียกว่าตู่

29 ต.ค. 2555

มวลชนสูญเสียกว่าตู่ : ว่ายทวนอารมณ์ โดยใบตองแห้ง [email protected]

               ถ้อยคำของจตุพรพรหมพันธุ์ ที่ประชดประชันการปรับ ครม.ว่ามีแต่พวกผิวพรรณเกลี้ยงเกลา นักรบมีบาดแผลถูกทอดทิ้ง นั้นคมกริบ บาดลึก หากไม่ใช่ จตุพรพูดและพูดเพื่อจตุพร

               เพราะถึงอย่างไรจตุพรก็ยังได้อะไรๆตอบแทนไปบ้าง จากการเป็นโต้โผจัดม็อบ แต่ผู้ที่ไม่ได้รับผลตอบแทนตัวจริงคือมวลชนเสื้อแดงต่างหาก ทั้งที่ตาย เจ็บ ติดคุก รอความยุติธรรม รอการปฏิรูปประชาธิปไตย

               ทุกถ้อยคำที่จตุพรพูดจึงควรเป็นคำพูดของมวลชน ไม่ใช่ ตู่เป็นของตู่คนเดียวเพื่อให้ "ตู่" เป็นรัฐมนตรีหาก ตู่รู้จักพูดแทนมวลชนบ้างจะชอบธรรมแหลมคมกว่านี้

               ครม.ปู3 มีนัยสำคัญที่ จัดเองค่ะ คือนอกจากโควตากลุ่มก๊วน กลุ่มทุน โควตาพี่ชาย พี่สาว พี่สะใภ้ ยังมีรัฐมนตรีที่นายกฯ เลือกเอง เช่น นพ.ประดิษฐสินธวณรงค์, ศันสนีย์ นาคพงศ์ เมื่อรวมกับ กิตติรัตน์ณ ระนอง ที่ยังเหนียว แสดงว่า ยิ่งลักษณ์มีอำนาจตัดสินใจสูง

               ในภาพรวมการกลับมาของ พงศ์เทพเทพกาญจนา, วราเทพ รัตนากร และเพิ่มบทบาท ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ น่าจะทำให้รัฐบาลทำงานมีประสิทธิภาพแต่ไม่นับ เสี่ยเพ้ง พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล นายทุนพรรค ที่มาคุมบ่อน้ำมันเอง เป็นเป้าเองโดยไม่ต้องอยู่เบื้องหลัง

               โควตากลุ่มก๊วนคงงั้นๆไม่ว่าใครเป็นรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็ไม่ดีเด่ไปกว่ากัน สันติพร้อมพัฒน์, เผดิมชัย สะสมทรัพย์ ยังเกาะเก้าอี้แน่น บุญทรงเตริยาภิรมย์ ยังอยู่ให้ฝ่ายค้านขึงพืดอภิปรายไม่ไว้วางใจขณะที่ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ไม่รู้ทำบุญอะไรไว้ เพราะสอบตกตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่ เป็นรัฐมนตรียุติธรรมก็ไม่มีผลงาน

               ในภาพที่ ดูดี ขึ้น ส่วนที่ขาดหายไปคือ ธาตุ ของการต่อสู้เพื่อปฏิรูปประชาธิปไตยซึ่งไม่ได้หมายความว่าต้องเอาแกนนำเสื้อแดงอย่าง จตุพรไปเป็นรัฐมนตรีช่วยกระทรวงเกษตรฯอันที่จริง จตุพรก็ไม่เหมาะเป็นรัฐมนตรีหากคำนึงว่ารัฐบาลควรลดดีกรีการเผชิญหน้า (แต่ ประชาประสพดี ก็ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน)กระนั้นก็ยังมีบุคคลที่เหมาะสมจะเข้ามาผลักดันทางการเมือง อย่างเช่น จาตุรนต์ฉายแสง, พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย หรืออีกหลายคนในพรรคที่ยืนหยัดต่อสู้รัฐประหารตุลาการภิวัฒน์ด้วยตัวเองในช่วงยากลำบาก

               พรรคเพื่อไทยไม่ได้ชนะเลือกตั้งเพราะนโยบายจำนำข้าวเพราะนายทุนพรรค หรือเพราะตัว ส.ส. กระทั่งจะว่าเพราะทักษิณ ก็ยังพูดไม่ได้เต็มปาก พรรคเพื่อไทยชนะเพราะกระแสประชาธิปไตย ที่แผ่กว้างไปในชนบท ชนะเพราะชีวิตเลือดเนื้อของมวลชนเสื้อแดง ที่ถูกปราบปรามจากเหตุการณ์เมษา-พฤษภา 2553 ซึ่งเป็นฐานความชอบธรรมของรัฐบาลจนวันนี้

               การเป็นรัฐบาลของคนทั้งประเทศแน่นอนว่าไม่สามารถทำเพื่อมวลชนเสื้อแดงกลุ่มเดียว รัฐบาลต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ดูแลทุกข์สุขประชาชน ในแง่นี้ถ้าจะมีรัฐมนตรีผิวเกลี้ยง เป็นคนดีมีความรู้ เหมาะสมกับตำแหน่ง ก็ไม่ขัดเจตนารมณ์

               แต่สัดส่วนที่ว่ามีน้อยกว่าน้อยเพราะกลับให้ความสำคัญกับโควตาครอบครัว โควตากลุ่มทุน โควตากลุ่มก๊วน หรือคนที่ นายใหญ่ เกรงใจ รับปากไว้ (แบบยัดสามีเจ๊เบียบมาเป็น รมช.ศึกษาธิการ) ซึ่งเชื่อว่าต่างตอบแทนกันไปจนยิ่งลักษณ์ 9 ก็ไม่หมด โดยพวกที่มาสะด๊วบตำแหน่ง หลายรายก็ไม่ได้ร่วมต่อสู้กับพรรคกับมวลชน และไม่ได้มีอุดมการณ์อะไร หวังได้ลาภยศผลประโยชน์เท่านั้น

               มวลชนเสื้อแดงจึงเป็นผู้ได้อะไรน้อยที่สุดการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ยังไม่สำเร็จ แม้ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ขณะนี้ กระแสสังคมยังไม่อยากเห็นการแตกหัก แต่หากรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยเอาจริง ก็สามารถผลักดันบางประเด็นที่สำคัญ การสอบสวนเอาผิดผู้ปราบปรามการชุมนุม 2553 ก็กลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง เล่นงานเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ ตัดตอนกลไก อำมาตย์ ที่คนเสื้อแดงเกลียดชัง ส่วนการช่วยเหลือมวลชนที่ติดคุก ก็ผูกไว้กับ พ.ร.บ.ปรองดองฉบับทักษิณ ซึ่งจะดองไปอีกนาน
               กระนั้นถ้าไม่นับเรื่องของตู่คนเดียวก็ยังไม่ถึงกับเป็นรอยร้าว เพียงเห็นทิศทางว่าพรรคเพื่อไทยกับมวลชนเสื้อแดงนับวันจะแยกห่างกัน แต่พรรคเพื่อไทยก็ไม่วิตกกังวล เพราะมวลชนไม่มีทางเลือก เกิดชาติหน้าชาติใดเสื้อแดงก็ไม่มีวันเลือกพรรคประชาธิปัตย์ ขณะที่การตั้งพรรคหรือสร้างขบวนของตัวเองก็เป็นไปได้ยาก อีกด้านหนึ่ง ขบวนการไปสนามม้าแทงม้าถอยหลังลงคลอง สังคมก็ไม่ยอมรับ

               นี่คือภาพสะท้อนทางตันใหม่ ที่น่าอึดอัดในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย