
'เนาวรัตน์'ประจันหน้า'วัฒน์'
"มหิดล" จัดเวที "อึด ฮึด ฟัง" ประกบ "เนาวรัตน์ - วัฒน์" ร่วมอ่านบทกวี "วุฒิสาร" ชี้ปรองดองจะสำเร็จ ผู้นำทางการเมืองต้องแสดงเจตจำนง "กิตติพงษ์" ชี้ ปัญหา คอป. เหตุตั้งโดยผู้มีส่วนได้เสีย
ที่โรงแรมเดอะ สุโกศล วันที่ 28 ต.ค. สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ได้จัดการอภิปรายในหัวข้อ “แนวทางการปรองดองสู่สันติประชาธิปไตย” ตามโครงการเวทีสันติประชาธิปไตยระดับชาติ ครั้งที่ 2 (อึด ฮึด ฟัง) โดยมีวิทยากรประกอบด้วยนายวุฒิสาร ตันไชย รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงกระทรวงยุติธรรม นายโคทม อารียา จากสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา
ช่วงเช้าก่อนเปิดงานมีการอ่านบทกวีโดยนายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ และนายวัฒน์ วรรลยางกูร นักเขียนรางวัลศรีบูรพา ซึ่งทั้งคู่ถูกมองว่ามีจุดยืนคนละขั้วการเมือง
นายโคทม กล่าวว่า แนวทางการปรองดองเป็นการเปิดรับความคิดเห็นที่แตกต่างจากทุกฝ่ายให้ได้เข้ามามีส่วนร่วมสานเสวนาในส่วนที่เป็นวัฒนธรรมความขัดแย้งต้องร่วมกันแก้ไข ซึ่งการจับกลุ่มพบปะแลกเปลี่ยนข้อเสนอต่อกันแล้วช่วยกันเยียวยาเป็นทางออกที่ดี นอกจากนี้จะเป็นการป้องกันความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นในรอบใหม่แล้วยังสามารถก้าวไปสู่วัฒนธรรมที่มีแต่สันติ อย่างไรก็ตามการนิรโทษกรรมก็ถือเป็นแนวทางหนึ่งที่จะทำให้การปรองดองเกิดขึ้นได้
ขณะที่นายวุฒิสาร กล่าวว่า เงื่อนไขความสำคัญในการสร้างความปรองดองทุกฝ่ายต้องทำหน้าที่ของตนเองให้สมบูรณ์ โดยการพูดคุยระหว่างฝ่ายความขัดแย้งทางการเมือง เป็นหัวใจสำคัญที่จะนำพาสังคมไทยไปสู่การปรองดองอย่างสันติ สถานการณ์ขณะนี้ได้มีการแบ่งแยกข้างทางการเมืองที่ชัดเจนในสังคม จึงเป็นภูมิต้านทานที่อ่อนด้อยในสังคมไทยที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งประชาธิปไตยต้องเห็นต่างได้ ดังนั้นกลุ่มคนที่มีความคิดเห็นเป็นกลางของสังคมต้องออกมาแสดงความคิดเห็นมากกว่านี้
"แนวทางการสร้างความปรองดองสู่สันติมีผลการวิจัยที่ได้ทำการศึกษาจากสิบประเทศ ที่มีความขัดแย้ง กระบวนการสำคัญในการหาทางออกความขัดแย้งต้องมีการพูดคุยเพื่อให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน แล้วมีกระบวนการค้นหาความจริงที่มีคำอธิบายอย่างเป็นกลางเพื่อเยียวยาทางจิตใจของคนในสังคม ใช้เป็นบทเรียนไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำขึ้นมาอีก โดยมีกระบวนการให้อภัยและการลงโทษผู้กระทำผิด รวมถึงกระบวนการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้การจะสร้างความปรองดองให้ประสบความสำเร็จ ผู้นำทางการเมืองต้องแสดงเจตจำนงในความต้องการสร้างความปรองดองด้วย”นายวุฒิสาร กล่าว
นายวุฒิสารยังระบุอีกว่าแนวทางปรองดองในสังคมไทยนั้นควรมีการสร้างบรรยากาศให้สังคมรับรู้ต้องการให้เกิดการปรองดอง การนำสังคมกลับสู่สภาวะปกติ ไม่มีการแบ่งแยกฝ่ายมีการเคารพกันและกัน ควรมีการพูดคุยในสองระดับคือระดับผู้นำ และระดับประชาชน โดยสื่อมวลชนจะต้องมีส่วนสำคัญในการสร้างความปรองดอง และไม่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้เกิดความขัดแย้ง
ด้านนายกิตติพงษ์ กล่าวว่า ปัญหาความขัดแย้งในประเทศไทยส่วนหนึ่ง เกิดจากการตั้งคณะกรรมการค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองจากกลุ่มที่อยู่ในสถานการณ์ความขัดแย้ง หรือกลุ่มที่ต้องการได้ผลประโยชน์จากคณะกรรมการดังกล่าว ขณะที่การแก้ปัญหาในต่างประเทศจะตั้งคณะกรรมการที่ได้รับการยอมรับจากสังคมหรือให้ต่างชาติเข้ามาดำเนินการแทน ส่วนปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไทยเกิดขึ้นมานานแต่ได้ประทุขึ้นจากความขัดแย้งในเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ที่ปัญหาหลักเป็นเรื่องประชาธิปไตย ธรรมาภิบาล และหลักนิติธรรมที่ถือได้ว่ามีความน่าเป็นห่วงที่สุด ซึ่งกระบวนการยุติธรรมในปัจจุบันเกิดความไม่เชื่อถือศรัทธาจากผู้คนในสังคม เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องนำมาทบทวนด้วยความเป็นกลาง แล้วจะต้องสร้างกระบวนการยุติธรรมให้ดี การหาสาเหตุข้อเท็จจริงกระบวนการการยุติธรรมที่เป็นธรรมจะสามารถนำไปสู่การหาทางออกที่เหมาะสมได้



