ข่าว

'สุเทพ'ฟุ้งรุกงานต้าน'ระบบทักษิณ'

'สุเทพ'ฟุ้งรุกงานต้าน'ระบบทักษิณ'

28 ต.ค. 2555

'สุเทพ'ฟุ้งรุกงาน 3 ด้านต้าน'ระบบทักษิณ'ร่ายยาวอัด'นายใหญ่'ทำทุกวิธีเพื่ออำนาจรัฐ ด้าน'อภิสิทธิ์'เปิดโรงเรียนการเมืองปชป. บรรยายปลุกสาวกร่วมสู้เสียงข้างมาก

                             28 ต.ค.55 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ สส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวบรรยายในการสัมมนาสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ในหัวข้อ “ความคิดตรงข้ามรัฐไทย กรณีระบอบทักษิณกับความคิดเรื่องรัฐไทยใหม่ (ทักษิณ ลัทธิแดง รัฐไทยใหม่)” ตอนหนึ่งว่า ขอเรียนก่อนว่าขณะนี้ตนได้แยกออกจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อไปทำกิจกรรม 3 เรื่อง 1.โรงเรียนการเมือง 2.การตั้งเวทีประชาชน 3.เรื่องการใช้สื่อ โดยขณะนี้เริ่มมีทีวีฝ่ายข้างเรา เพราะอีกฝ่ายนั้นมีการรุกในการเปิดโรงเรียนแดง หมู่บ้านแดง ทีวีแดง และยังคุมสื่อโทรทัศน์ได้ทุกช่อง ทั้งนี้ในอนาคตถ้าเราไม่กระจายหน้าที่ ปล่อยไว้อย่างนี้คงจะไม่ไหวแน่ ประเทศจะมีปัญหาและอาจเป็นความเสียหายของบ้านเมืองได้ เราจึงจำเป็นต้องรู้ต้นเหตุของปัญหาและคิดด้วยว่า จะแก้ไขอย่างไร ซึ่งเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคน

                              “ประเทศไทยทุกวันนี้ ตั้งแต่เกิดระบอบทักษิณขึ้นมาก็วุ่นวาย เจ็บปวด เสียหายยับเยินมากกว่ายุคไหนๆ เพราะใช้วิธีการปกครองบ้านเมืองแบบไม่สนใจหัวใจของระบอบประชาธิปไตยว่าคืออะไร เอาแต่ชื่อมาอ้าง และอ้างคำว่าเพื่อประชาชนอย่างเดียว เนื่องจากเป้าหมายสำคัญของระบอบทักษิณคือ ยึดอำนาจรัฐให้ได้ ไม่คำนึงถึงวิธีที่ได้มาเพื่อขอให้ได้อำนาจเบ็ดเสร็จการปกครองอย่างเดียว โกงชาติจนศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคสองหน จนเราเบื่อที่จะร้องศาลพิจารณาต่อ ถ้าร้องก็โดนอีกแน่ ซึ่งก็เหลือแต่พรรคประชาธิปัตย์ที่ยืนหยัดต่อสู้ระบอบทักษิณเท่านั้น นอกนั้นอยู่ภายใต้ระบอบทักษิณกันหมดแล้ว แม้กระทั่งตำรวจ ทักษิณก็ยังสั่งได้ เห็นตัวอย่างจากยุคนี้ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลที่บอกว่า มีวันนี้เพราะทักษิณให้ หรือปลัดกระทรวงคมนาคมก็เป็นตำรวจมานั่งตำแหน่ง ซึ่งระบอบทักษิณพยายามสร้างรัฐตำรวจอย่างฮิตเลอร์ มุสโสลินี หลังจากนั้นก็จะควบคุมองค์กรอิสระ ศาล ทำให้เป็นหมัน ไม่ให้สามารถตรวจสอบตัวเองได้ต่อไป” นายสุเทพ กล่าว

 

 

"อภิสิทธิ์"เปิดโรงเรียนการเมืองปชป. บรรยายปลุกสาวกร่วมสู้เสียงข้างมาก

                              นายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธานในพิธีเปิดโรงเรียนการเมืองพรรคประชาธิปัตย์ เขตสาทร บางคอแหลม ยานนาวา กรุงเทพฯ โดยมีแกนนำพรรคประชาธิปัตย์มาร่วมงานคับคั่ง อาทิ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ สส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ อดีตเลขาธิการพรรค นายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรค และกลุ่ม สส.กรุงเทพ

                             นายอภิสิทธิ์ กล่าวเปิดงานในหัวข้อ "องค์กรและสถาบันหลักของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขของไทย" ตอนหนึ่งว่า เหตุผลที่ปัจจุบันต้องเปิดโรงเรียนการเมืองพรรคประชาธิปัตย์เพราะการต่อสู้การเมืองเข้มข้นมาก และเป้าหมายการต่อสู้ทางการเมืองของพรรคคู่แข่งก็ไม่เหมือนในอดีต เพราะในอดีตเราทำงานการเมืองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ภายใต้ระบบรัฐสภา มีกติกาสูงสุดคือ รัฐธรรมนูญ การเมืองมีทั้งพรรคฝ่ายค้านและรัฐบาล โดยฝ่ายค้านจะตรวจสอบรัฐบาล แต่ภัยคุกคามในระบอบประชาธิปไตยในขณะนี้คืออาศัยประชาธิปไตยมาเป็นเครื่องมือ อย่างอดีตนายกรัฐมนตรีที่ตนไม่ขอเอ่ยชื่อ เคยพูดว่าประชาธิปไตยเป็นเพียงเครื่องมือทางการเมืองแสดงว่าเขาไม่มีความเชื่อในระบบประชาธิปไตย นอกจากนี้เขายังเคยระบุว่าการเมืองในอุดมคติของเขาคือการมีพรรคการเมืองพรรคเดียว ใช้เสียงข้างมากเป็นใหญ่ ซึ่งแนวคิดที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยจริง แต่เป็นการหาผลประโยชน์ทางธุรกิจเกินเลยไปกว่าที่ระบบรัฐสภาพึงจะมี

                              นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ประชาธิปไตยจะมาอ้างแต่เสียงข้างมากอย่างเดียวไม่ได้ เราต้องดูกติกาด้วย รัฐบาลต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและประชาชนต้องมีหลักประกันว่า ทุกคนต้องมีสิทธิ ให้เสียงข้างน้อยมีความเสมอภาคทางการเมืองดังนั้นการใช้เสียงข้างมากจึงต้องมีขอบเขต และมีองค์กรมาถ่วงดุลรัฐบาล เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง แต่รัฐบาลปัจจุบันพยายามล้มองค์กรเหล่านี้ เพราะเวลารัฐบาลทำผิดจะไม่ต้องถูกสอบ สามารถละเมิดสิทธิ์ได้ จึงพยายามบอกว่าองค์กรอิสระไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง นอกจากนี้สื่อเองก็ต้องมีเสรีภาพไม่ถูกแทรกแซง แต่วันนี้ไม่ค่อยเห็นหน้าฝ่ายค้านทางทีวี สื่อควรต้องจัดเวทีให้ 2 ฝ่าย

                              “ ที่ผมพูดมา ไม่ใช่บอกว่าเลือกตั้งไม่ดี แต่เราต้องยืนยันว่ามีเสียงข้างมากไม่ใช่ใบอนุญาตให้ทำผิดได้ เราจึงต้องมีองค์กรอิสระ อย่าไปคุกคามละเมิดทำลายองค์กรเหล่านี้ และเราต้องพยายามชี้แจงเรื่องประชาธิปไตยว่าจริงๆเป็นอย่างไร ถ้าเขาคิดล้มล้างเราต้องต่อสู้ ตอนนี้ก็มีความพยายามออกกฎหมายล้างความผิด แก้รัฐธรรมนูญใหม่ เราต้องไม่ยอมในสิ่งเหล่านี้ ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

 

'เทพไท' หนุน 'นปช.' จี้ 'นายกฯ' ตอบหลังเมิน 'ตู่' เป็น รมต.

                              นายเทพไท เสนพงศ์ กล่าวถึงการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) รัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ได้สร้างแรงกระเพื่อมภายในพรรคเพื่อไทยว่า เป็นเรื่องภายในที่พรรคเพื่อไทยจะต้องจัดการปัญหาความขัดแย้งกันเอง ไม่ควรที่จะโยนความผิดให้กับบุคลภายนอกเพราะที่ผ่านมาพยายามกล่าวหา กลุ่มอำนาจเก่าบ้าง คนข้างบนบ้าง รวมไปถึงโยนความผิดกลุ่มอำมาตย์ ซึ่งเป็นสูตรสำเร็จของคนในพรรคเพื่อไทยที่พยายามจะโทษบุคคลอื่น ล่าสุดนายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ก็ได้ออกมายอมรับความจริงแล้วว่าการปรับครม.ครั้งนี้ ไม่ใช่ฝีมือของกลุ่มอำนาจพิเศษ เช่นเดียวกับกรณีของจ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทยที่ขอให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ออกมาตอบคำถามว่าเหตุใดถึงไม่มีชื่อนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคนเสื้อแดงอยู่ในครม.

                              นายเทพไท กล่าวว่า การปรับ ครม.ครั้งนี้ เป็นเรื่องที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และน.ส.ยิ่งลักษณ์จะต้องจัดสรรอำนาจของตัวเองให้ลงตัว อย่างไรก็ตามตนเชื่อว่าการปรับครม.ครั้งนี้เป็นเรื่องต่างตอบแทน เพียงแต่เป็นการตอบแทนที่ไม่ทั่วถึงจึงเกิดความขัดแย้งในพรรค แม้กระทั่งตัวร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ที่ผิดหวังในตำแหน่งรมว.มหาดไทยก็ไม่กล้าออกมาตีโพยตีพาย โดยพยายามกลืนเลือด เก็บอาการ ออกมาให้สติกับคนในพรรคเพื่อไทยว่าถ้าใครขัดใจพ.ต.ท.ทักษิณ ก็จะเหลือแต่เงา จึงเป็นการส่งสัญญาณให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการปรับครม.ครั้งนี้อำนาจอยู่ที่พ.ต.ท.ทักษิณแต่เพียงผู้เดียว

                              “พ.ต.ท.ทักษิณ รู้ดีว่าเกิดความขัดแย้งในพรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งส.ส.อาวุโส ในภาคอีสานที่ทำใจไม่ได้ หลังจากที่ส.ส.รุ่นเด็กข้ามหัวไปเป็นรัฐมนตรี จึงทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องจัดโปรแกรมเดินสายในต่างประเทศ บินกลับมาสู่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่า และถึงจะอ้างว่าการเข้าพม่าครั้งนี้ เพียงเพื่อไหว้พระและทำบุญ แต่ข้อเท็จจริงคือ การเข้าพม่าและมาที่บริเวณด่านท่าขี้เหล็ก คงเพื่อสยบความเคลื่อนไหวของคนในพรรคเพื่อไทย และจะถือโอกาสเรื่องธุรกิจโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย ธุรกิจด้านพลังงานที่เคยปูทางไว้” นายเทพไท กล่าว

 

'ปชป.' ท้า 'เฉลิม' ลงผู้ว่าฯกทม. สนองราคาคุย

                              นายเทพไท เสนพงศ์ กล่าวตอบโต้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรีและ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่แสดงความมั่นอกมั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยสามารถเอาชนะพรรคประชาธิปัตย์ ในสนามการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.แน่นอน พร้อมโน้มน้าวให้คนกรุงเทพฯ เลือกผู้ว่าฯ พรรคเดียวกับรัฐบาลเพื่อให้ง่ายต่อการประสานงานว่า เป็นการโฆษณาชวนเชื่อและปลุกขวัญกำลังใจลูกพรรคตัวเอง ทั้งๆที่ความพร้อมในการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ยังไม่มี ทั้งตัวผู้สมัครที่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ อีกทั้งหากร.ต.อ.เฉลิมมั่นใจจริงว่าจะชนะ ก็ควรจะเสนอตัว ร.ต.อ.เฉลิม มาลงสมัครอีกครั้งหนึ่ง เพื่อล้างตาตัวเองที่เคยลงสมัครและได้คะแนนเพียง1แสนเศษ ดีกว่ามาใส่ร้ายพรรคประชาธิปัตย์

                              นายเทพไท กล่าวว่า ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ มีความพร้อมและมั่นใจ ม.ร.ว. สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. คนปัจจุบันทำงานประสบผลสำเร็จเป็นที่ยอมรับ และแม้ว่าจะถูกพรรคเพื่อไทย ใส่ร้ายดิสเครดิตมาตลอด แต่ธรรมชาติของการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ก็มักเลือกผู้สมัครจากพรรคฝ่ายค้านเสมอ

 

'ชวน'กรีดแผล'ทักษิณ'ใช้ธุรกิจการเมือง ทำชาติพัง

                              นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวบรรยายในการเปิดโรงเรียนการเมือง พรรคประชาธิปัตย์ กทม.เป็นคนที่ 3 ในหัวข้อ “หน้าที่ของประชาชนเจ้าของประเทศที่แท้จริงในสถานการณ์ปัจจุบัน” ตอนหนึ่งว่า ภัยคุกคามการเมืองในขณะนี้ไม่ใช่ทหาร เพราะทหารมีวุฒิภาวะไม่ทำปฏิวัติเพื่อช่วงชิงอำนาจเหมือนในอดีต แต่ปัญหาคือมีระบบธุรกิจการเมืองเข้ามานับตั้งแต่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมือง มีการซื้อพรรคการเมืองเข้าควบรวมเพื่อให้ได้เสียงข้างมากซึ่งไม่ได้เป็นไปตามระบบปกติ จึงเปรียบเหมือนกับว่าการเมืองไทยเจอโรคใหม่

                              นายชวน กล่าวต่อว่า ยืนยันว่าการบริหารประเทศต้องยึดหลักนิติรัฐ นิติธรรม แต่ในยุคพ.ต.ท.ทักษิณ มีการใช้อำนาจนอกกฎหมายจนบ้านเมืองหายนะ และยังมีปรากฏการณ์โกงทั้งโคตร จนเกิดการรัฐประหารตามมา ซ้ำยังมีการกระบวนการจาบจ้วงเบื้องสูง ทั้งนี้เห็นว่าความคิดที่จะเปลี่ยนการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขนั้น ประชาชนต้องช่วยกันปกป้องไม่ให้เกิดเหตุการณ์เหล่านั้น โดยเฉพาะความคิดใส่ร้ายป้ายสีสถาบันซึ่งทำกันอย่างเป็นกระบวนการ โดยตนขอยกตัวอย่าง นายสุรชัย แซ่ด่าน ซึ่งเคยใส่ร้ายตนเองจนถูกฟ้อง แต่นายสุรชัยยอมรับว่า สิ่งที่พูดไม่เป็นความจริง แต่ทำตามที่มีการกำหนดบทให้พูด และเมื่อมีการตรวจสอบพบว่านายสุรชัย มีเงินเข้าบัญชีทุกเดือน เดือนละ 3 หมื่นบาท

                              นายชวน กล่าวอีกว่า คนเสียภาษีเจ็บปวดที่สุด เพราะรัฐบาลนำเงินไปใช้อย่างฟุ่มเฟือย เช่น นโยบายรถยนต์คันแรกที่ทำให้รัฐเสียรายได้ 3 หมื่นล้านบาท แต่คนที่ได้ประโยชน์ไม่ใช่คนจน การใช้เงินของรัฐบาลอย่างไม่ถูกต้องจะกระทบกับประชาชนโดยตรง แต่รัฐบาลชุดนี้เลือกปฏิบัติ เช่น กรณียกเลิกศูนย์ประชุมนานาชาติ จ.ภูเก็ต ทั้งๆที่จังหวัดดังกล่าวเสียภาษีให้รัฐเป็นอันดับสองรองจากกรุงเทพฯ เเละรัฐบาลมีหน้าที่ดูแลประชาชนอย่างเท่าเทียม