ข่าว

คน18ปีชี้ปรับครม.ปู3ไร้ผลกระทบรบ.

คน18ปีชี้ปรับครม.ปู3ไร้ผลกระทบรบ.

28 ต.ค. 2555

'เอเเบคโพลล์'เผย คน 18 ปี ระบุ ปรับ'ครม.ปู3'ไม่มีผลกระทบรัฐบาล ด้าน'สวนดุสิตโพลล์'เผยปชช.เห็นด้วยปรับ'ครม.'เหตุมั่นใจรับบาลจะทำงานดีขึ้น

                         28 ต.ค.55 ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง "ความหวังของสาธารณชน การปรับคณะรัฐมนตรีกับการยึดอำนาจรัฐบาล" กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปใน 17 จังหวัดของประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เพชรบุรี ฉะเชิงเทรา นครปฐม สมุทรปราการ อุตรดิตถ์ ลำปาง  เชียงราย  มุกดาหาร หนองคาย สกลนคร  ร้อยเอ็ด  บุรีรัมย์ เลย ยะลา  นราธิวาส  และสงขลา จำนวนทั้งสิ้น 2,104 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 22 - 27 ตุลาคม 2555 ที่ผ่านมา โดยใช้การเลือกตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มเชิงชั้นภูมิหลายชั้น ที่สุ่มเลือกจังหวัด อำเภอ ตำบล ชุมชน ครัวเรือน และประชาชนที่ตอบแบบสอบถามระดับครัวเรือน ความคลาดเคลื่อนร้อยละ 7 พบว่า

                         เมื่อถามถึงผลกระทบต่อการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งที่สามของ น.ส.ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 58.2 ระบุคิดว่าไม่มีผลกระทบต่อรัฐบาล ในขณะที่ร้อยละ 41.8 คิดว่ามีผลกระทบต่อรัฐบาล นอกจากนี้ เกินครึ่งหรือร้อยละ 53.9 ระบุเป็นเรื่องดีที่ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ  ชินวัตร ให้คำแนะนำปรึกษาต่อรัฐบาลชุดปัจจุบันของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพราะพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ เป็นคนมีประสบการณ์ มีความรู้ความสามารถ ได้รับความนิยมศรัทธาสูง เป็นต้น ในขณะที่ร้อยละ 46.1 ไม่คิดว่าเป็นเรื่องดี เพราะจะทำให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ไม่เป็นตัวของตัวเอง ขาดความน่าเชื่อถือ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม จำนวนมากหรือร้อยละ 45.8 คิดว่า เมื่อรัฐบาลปรับคณะรัฐมนตรีแล้วทุกอย่างจะเหมือนเดิม ในขณะที่ร้อยละ 28.6 ระบุว่าจะดีขึ้น และร้อยละ 25.6 ระบุว่าจะแย่ลง

                         เมื่อถามถึงการชุมนุมทางการเมือง พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 62.6 สนับสนุนเพราะเป็นเรื่องดี เป็นเรื่องปกติตามระบอบประชาธิปไตย เป็นต้น ในขณะที่ร้อยละ 37.4 ไม่สนับสนุน เพราะ วุ่นวาย ควรช่วยกันทำให้บ้านเมืองสงบสุข ทุกอย่างให้ว่ากันตามกระบวนการยุติธรรมของบ้านเมือง เป็นต้น

                         เมื่อถามถึงผลของการปฏิวัติยึดอำนาจที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 89.2 ระบุ ไม่มีอะไรดีขึ้น มีแต่จะแย่ลง ในขณะที่เพียงร้อยละ 10.8 เท่านั้นที่ระบุทำให้บ้านเมืองดีขึ้น โดยส่วนใหญ่หรือร้อยละ 95.5 ระบุมีแค่คนเฉพาะกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการยึดอำนาจ ในขณะที่เพียงร้อยละ 4.5 เท่านั้นที่ระบุว่าประชาชนส่วนใหญ่ทั้งประเทศจะได้ประโยชน์จากการยึดอำนาจ   ยิ่งไปกว่านั้น ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 97.3 ระบุการให้โอกาสรัฐบาลทำงานและอาศัยกระบวนการยุติธรรมของบ้านเมืองสร้างความหวังมากกว่าการยึดอำนาจ ในขณะที่ร้อยละ 2.7 คิดว่าการยึดอำนาจให้ความหวังมากกว่า

                        ผอ.เอแบคโพลล์ กล่าวว่า ชัดเจนว่าสาธารณชนอยากเห็นบ้านเมืองก้าวต่อไปข้างหน้าในระบอบประชาธิปไตยและอาศัยกระบวนการยุติธรรมของบ้านเมืองในเวลานี้แก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ต่างๆ ของประเทศ เพราะมีความหวังมากกว่าการใช้อำนาจพิเศษใดๆ เมื่อรัฐบาลเกิดความผิดพลาดในการบริหารบ้านเมืองก็ต้องใช้การถ่วงดุลอำนาจและภาคประชาชนเข้าแก้ไขปรับปรุงมากกว่า สังคมไทยน่าจะเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้แบบค่อยเป็นค่อยไป ขอให้ทุกฝ่ายลดอคติที่มีต่อกัน และ “อย่าดึงฟ้าต่ำ”หรือหยุดดึงสถาบันเบื้องสูงมาเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ของประเทศจะแยกแยะออกว่า การเมืองเป็นเรื่องการเมือง ส่วนสถาบันเบื้องสูงเป็นหัวใจที่สาธารณชนคนไทยทั้งประเทศเคารพรักศรัทธาที่แยกออกจากเรื่องการเมืองชัดเจน จึงเสนอแนะให้ฝ่ายการเมืองมุ่งทำหน้าที่ตามเจตนารมณ์ของฝ่ายการเมืองในการลดทอนความขัดแย้งในหมู่ประชาชน ไม่กลายเป็นเงื่อนไขของความขัดแย้งในบ้านเมืองเสียเอง เพราะการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยมีกลไกปรับเปลี่ยนอำนาจในตัวของมันอยู่แล้ว การใช้อำนาจพิเศษใดๆ จะกลายเป็นตัวปัญหาของบ้านเมืองเสียเองที่จะส่งผลทำให้ปัญหาทวีคูณมากขึ้นไปอีก จึงขอให้ทุกอย่างตัดสินกันที่การเลือกตั้งและการหนุนเสริมให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและประเมินผลการทำงานของรัฐบาลทุกระดับ น่าจะเป็นทางออกที่เหมาะสมสำหรับสังคมไทยในเวลานี้มากกว่า

                        จากการพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 48.3 เป็นชาย ร้อยละ 51.7 เป็นหญิง ตัวอย่างร้อยละ 4.2 อายุน้อยกว่า  20 ปี ร้อยละ 20.2 อายุระหว่าง 20-29 ปี ร้อยละ 22.0 อายุระหว่าง 30-39 ปี ร้อยละ 21.7 อายุระหว่าง 40-49 ปี และร้อยละ 31.9 อายุ 50 ปีขึ้นไป ตัวอย่าง   ร้อยละ 78.4 สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 21.6 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป ตัวอย่างร้อยละ 34.3 ระบุอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 29.0 ระบุอาชีพธุรกิจส่วนตัว ค้าขาย ร้อยละ 5.4 ระบุอาชีพข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 11.8 ระบุอาชีพพนักงานบริษัท ร้อยละ 7.1 เป็นนักเรียน/นักศึกษา ร้อยละ 9.2 ระบุเป็นแม่บ้าน พ่อบ้าน เกษียณอายุ ร้อยละ 3.2 ระบุว่างงาน ไม่ได้ประกอบอาชีพ

 

"สวนดุสิตโพลล์"เผยปชช.เห็นด้วยปรับ"ครม.ปู3"เหตุมั่นใจรับบาลจะทำงานดีขึ้น

                         สวนดุสิตโพลล์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต  ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ กรณี “การปรับ ครม.ยิ่งลักษณ์ 3” จำนวน 1,521 คน ระหว่างวันที่ 24-27 ตุลาคม  2555  เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมทางการเมือง และแสวงหาฐานข้อมูลด้านความคิดห็นของประชาชน สรุปผลดังนี้

                          1.ความคิดเห็นของประชาชน กรณี “การปรับครม.ยิ่งลักษณ์ 3” อันดับ 1เป็นเรื่องปกติทางการเมือง /เป็นการปรับเพื่อให้รัฐบาลทำงานได้ดีขึ้น  ได้ผู้ที่มีความรู้ เหมาะสมเข้ามาทำงาน  32.64% อันดับ 2 ไม่ว่าจะปรับกี่ครั้งการเมืองไทยก็เหมือนเดิม นักการเมืองนึกถึงแต่อำนาจและผลประโยชน์เพียงอย่างเดียว24.09%  อันดับ 3เป็นการเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง ต้องการตอบแทนบุญคุณ 20.68%   อันดับ 4 ส่งผลให้การทำงานของรัฐบาลหยุดชะงัก ไม่ต่อเนื่อง /รมต.ใหม่ต้องมาเรียนรู้ ศึกษางานใหม่13.30%  อันดับ 5ส่งผลให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นมากขึ้น การปรับครม.ครั้งนี้ได้รับการยอมรับมากกว่าครั้งที่แล้ว 9.29%

                          2. “การปรับครม.” ครั้งนี้มีผลดี-ผลเสีย ต่อ “พรรคเพื่อไทย” อย่างไร? “ผลดี” ที่ได้รับจากการปรับ “ครม.ยิ่งลักษณ์ 3” รัฐบาลน่าจะมีเสถียรภาพ  ประสิทธิภาพในการทำงานดีขึ้น39.54 %  ได้ผู้ที่มีความรู้ เหมาะสมเข้ามาทำงาน 35.60%  ช่วยลดกระแส ลดแรงเสียดทานภายในพรรคและจากสังคม24.86% “ผลเสีย” ที่ได้รับจากการปรับ “ครม.ยิ่งลักษณ์ 3”อาจเกิดความขัดแย้งเพราะมีผู้พลาดตำแหน่งและผู้ที่ถูกปรับออก43.46%  การทำงานหยุดชะงัก ไม่ต่อเนื่อง /เสียเวลา เสียงบประมาณ33.29%  ถูกมองว่าการปรับครั้งนี้เป็นการตอบแทนผลประโยชน์23.25%

                           3. “การปรับครม.” ครั้งนี้มีผลดี-ผลเสีย ต่อ “พรรคประชาธิปัตย์” อย่างไร? “ผลดี” ที่ได้รับจากการปรับ “ครม.ยิ่งลักษณ์ 3”ทำหน้าที่แทนประชาชนในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลต่อไป 50.45% ได้รู้ข้อบกพร่องในการทำงานของรัฐบาล 32.41% มีประเด็น มีข้อมูลในการอภิปรายเพิ่มมากขึ้น17.14% “ผลเสีย” ที่ได้รับจากการปรับ “ครม.ยิ่งลักษณ์ 3” หากรัฐบาลทำงานได้ดีขึ้นอาจทำให้พรรคประชาธิปัตย์ค้านยากขึ้น45.08% มีผลกระทบต่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจ32.77% ต้องหาข้อมูล ข้อบกพร่องหรือจุดอ่อนมาอภิปราย22.15%

                          4. “การปรับครม.” ครั้งนี้มีผลดี-ผลเสีย ต่อ “ประชาชน” อย่างไร?“ผลดี” ที่ได้รับจากการปรับ “ครม.ยิ่งลักษณ์ 3” ประชาชนมีความเชื่อมั่น และมั่นใจว่ารัฐบาลจะทำงานได้ดีขึ้น48.53 %  ได้คนเก่งมีความรู้ความสามารถมาช่วยพัฒนาประเทศให้ดีขึ้น34.62% ได้รับการยอมรับมากขึ้น ลดกระแสความขัดแย้งในสังคม16.85% “ผลเสีย” ที่ได้รับจากการปรับ “ครม.ยิ่งลักษณ์ 3”ทำให้ประชาชนเบื่อหน่าย มีแต่การทะเลาะเบาะแว้งขัดแย้งกัน 51.23%  รู้สึกกังวล กลัวว่าจะเกิดความวุ่นวายทางการเมือง30.16%  การช่วยเหลือประชาชนอาจหยุดชะงัก รมต.ต้องมาเรียนรู้ใหม่18.61%