ข่าว

ลายเท้าบนคราบเลือดไขปม'มะกัน'ฆ่า'แขก'

ลายเท้าบนคราบเลือดไขปม'มะกัน'ฆ่า'แขก'

28 ต.ค. 2555

ลายเท้าบน..คราบเลือดไขปม'มะกัน'ฆ่า'แขก' : คลี่ปมปริศนา csi-thailand ทีมข่าวรายงานพิเศษ

              เปลวแดดจากดวงอาทิตย์ที่สาดส่องมากระทบพื้นโลกในฤดู "คิมหันต์" ช่วงปลายเดือนเมษายน ส่งผลให้อากาศในกรุงเทพมหานครร้อนระอุ ผู้คนเมืองหลวงต้องผจญกับสภาพอากาศที่ย่ำแย่ในเมืองที่ได้ชื่อว่าแออัดและพลุกพล่านติดอันดับต้นๆ ของโลก
   
              แต่อากาศที่ร้อนระอุนั้น ไม่ได้แผดเผาหัวอกหัวใจของตำรวจไทยเท่าคดีสังหารโหด นายเจมส์ ชีค ชอว์ เอ็นจีโอหนุ่มใหญ่วัย 45 ปี ชาวอินเดีย ซึ่งถูกคนร้ายสังหารโหดหมกศพไว้ภายในห้องพักของโรงแรมชื่อดังแห่งหนึ่งย่านสุขุมวิท ซอย 5
   
              ตำรวจกองพิสูจน์หลักฐาน พร้อมทีมแพทย์จากสถาบันนิติเวชวิทยา เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ หลังการพบศพเอ็นจีโอชาวต่างชาติผู้นี้ โดยชันสูตรพลิกศพและควานหาหลักฐานทุกชิ้นที่คนร้ายหลงเหลือร่องรอยไว้ในที่เกิดเหตุ เพื่อรวบรวมเป็นหลักฐานส่งให้พนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี ใช้ประกอบสำนวนคดี รวมทั้งใช้เป็นเบาะแสให้แก่ตำรวจฝ่ายสืบสวน ทั้งของ สน.ลุมพินี กองกำกับการสืบสวนสอบสวนนครบาล 5 และศูนย์สืบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาล แกะรอยควานหาตัวฆาตกรจอมโหด
     
              สภาพศพ "นายเจมส์" เปลือยเกือบล่อนจ้อน มีเพียงกางเกงในตัวเดียวสวมปิดเรือนกาย ที่ลำคอมีรอยถูกเชือดเป็นแผลเหวอะหวะ เช่นเดียวกับที่แผ่นหลัง และไหปลาร้า ถูกแทงเป็นแผลฉกรรจ์ รวม 5 แผล นอนตายอยู่บนพื้นห้อง
   
              ข้าวของภายในห้องกระจัดกระจายราวกับเพลิงสงครามเพิ่งมอดดับไปไม่นาน ร่องรอยที่พบ
บ่งบอกอย่างชัดเจนว่า ก่อนถูกฆ่า "นายเจมส์" ดิ้นรนต่อสู้กับคนร้ายค่อนข้างยาวนาน ทรัพย์สินภายใน
ห้องถูกรื้อค้นกระจายและคาดการณ์ว่าน่าจะมีของมีค่าหลายชิ้นสูญหายไป
   
              อ่างล้างมือในห้องน้ำมีร่องรอยการล้างคราบเลือด ขณะที่พื้นห้องน้ำมีรอยเท้าเหยียบอยู่บนคราบเลือดปรากฏลายเท้าชัดเจน ซึ่งร่องรอยดังกล่าวเป็นเบาะแสสำคัญที่คนร้ายทิ้งไว้ ซึ่งจะเป็นจิ๊กซอว์สำคัญให้ตำรวจใช้แกะรอยหาตัวคนร้าย เพื่อลากคอมาดำเนินคดี
   
              ขณะที่ภายในห้องพักยังพบกางเกงขายาวสีครีม F&F ไซส์ 32 และเสื้อยืดคอกลมเปื้อนเลือด
วางอยู่ โดยทั้งเสื้อและกางเกงดังกล่าวไม่ใช่ขนาดที่ผู้ตายสวมใส่ คาดว่าจะเป็นเสื้อผ้าของคนร้ายที่สวมใส่ขณะลงมือสังหารผู้ตาย เมื่อเหยื่อเสียชีวิตแล้วได้รีบถอดเสื้อผ้าออกและชำระล้างร่างกายก่อนจะหนีออกไปจากห้องพักเกิดเหตุ
   
              ตำรวจกองพิสูจน์หลักฐานได้เก็บรอยลายเท้าที่เหยียบบนคราบเลือดไว้ เพื่อใช้เทียบเคียงกับของผู้ต้องสงสัย เช่นเดียวกับคราบเลือดที่พบบนเสื้อ กางเกง และในอ่างล้างมือ ที่ถูกนำเข้าสู่กระบวนการตรวจดีเอ็นเอ ซึ่งจะเป็นหลักฐานสำคัญที่จะทำให้คนร้ายดิ้นไม่หลุด
   
              ขณะที่ตำรวจสืบสวนประสานขอตรวจสอบกล้องวงจรปิดจากทางโรงแรม ปรากฏว่าสามารถ
บันทึกภาพผู้ต้องสงสัย ซึ่งเดินออกมาจากห้องผู้ตายในลักษณะเร่งรีบผิดปกติ
   
              ผู้ต้องสัยเป็นชายชาวต่างชาติ อายุประมาณ 25-30 ปี รูปร่างผอม สูงประมาณ 180 เซนติเมตร ผิวขาว ผมตัดสั้น  สวมหมวกแก๊ปปกปิดใบหน้า ใส่เสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีดำ กางเกงขายาวสีครีม สวมรองเท้าแตะแบบคีบ
   
              นอกจากนี้ยังพบภาพผู้ต้องสงสัยรายนี้ขณะเข้าไปภายในห้องพักของผู้ตาย โดยพบว่าก่อนเข้าไปในห้องผู้ต้องสงสัยสวมกางเกงแบบมีกระเป๋าข้าง แต่ภาพที่ปรากฏขณะออกจากห้องกลับสวมกางเกงอีกตัว ขณะที่กางเกงซึ่งมีกระเป๋าข้างถูกถอดทิ้งไว้ในห้องเกิดเหตุในลักษณะเปราะเปื้อนไปด้วยเลือด ทำให้เชื่อได้ว่า ชายชาวต่างชาติรายนี้ น่าจะเป็นคนร้ายที่ลงมือสังหารเหยื่อ
   
              เพื่อนชาวต่างชาติของผู้ตายถูกตำรวจเรียกตัวมาให้ข้อมูล ทำให้ทราบว่า โทรศัพท์มือถือแบล็กเบอร์รี่ของผู้ตายหายไป ส่วนโทรศัพท์มือถืออีก 2 เครื่อง สร้อยคอ คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก กระเป๋าสตางค์ และเงินสดภายในกล่องเซฟที่ติดตั้งอยู่ที่ตู้เสื้อผ้าในห้องพักยังอยู่ครบ ตำรวจได้ตรวจสอบคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก พบว่า ก่อนจะพบจุดจบไม่นานผู้ตายได้เปิดเว็บไซต์เพื่อหาไกด์ต่างชาติพาท่องเที่ยวในเมืองไทย
   
              ตำรวจฝ่ายสืบสวนได้ออกควานหาตัวผู้ต้องสงสัยตามภาพที่ปรากฏในกล้องวงจรปิด โดยเน้น
ตรวจสอบไปที่ย่านถนนข้าวสาร เพราะเป็นสถานที่ที่ชาวต่างชาติที่ทำอาชีพนำเที่ยวในเมืองไทยนิยมเข้าพัก หลังจากนั้นไม่นานก็พบชาวต่างชาติรายหนึ่ง รูปพรรณสัณฐานตรงกับภาพวงจรปิด จึงเชิญตัวมาสอบสวน
   
              พล.ต.ท.จรัมพร สุระมณี ผู้ช่วยผบ.ตร. ซึ่งขณะนั้นยังกำกับดูแลงานด้านตรวจพิสูจน์หลักฐาน ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่นำชาวต่างชาติรายนี้เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบลายเท้า ปรากฏว่าลายเท้าของชาวต่างชาติรายนี้ไม่ตรงกับลายเท้าบนคราบเลือดที่ตำรวจกองพิสูจน์หลักฐานเก็บได้ในห้องพักของผู้ตาย อีกทั้งการตรวจดีเอ็นเอ ก็ไม่ตรงกับคราบเลือดของผู้ต้องสงสัยที่พบในห้องพักเกิดเหตุ จึงปล่อยตัวชายชาวต่างชาติรายนี้ไป
   
              กระทั่งย่างเข้าสู่ปลายสัปดาห์ที่สองหลังเกิดเหตุ ตำรวจศูนย์สืบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาล นำโดย พล.ต.ต.รณศิลป์ ภู่สาระ ผบก.สส.บช.น. (ตำแหน่งขณะนั้น) ได้ตรวจสอบหมายเลขไอพีแอดเดรสเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ติดต่อกับ "นายเจมส์" ก่อนตาย พบว่าเป็นการใช้คอมพิวเตอร์จากร้านอินเทอร์เน็ตย่านถนนข้าวสาร พื้นที่ สน.ชนะสงคราม ตำรวจจึงปูพรมออกตามหาอีกครั้ง
   
              กระทั่งวันที่ 11 พฤษภาคม 2554 พบนายจัสติน จาเร็ต อีนอส อายุ 39 ปี ชาวอเมริกัน มีบาดแผลที่มือซ้าย และมีรูปพรรณสัณฐานตรงกับภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิด จึงเชิญตัวมาสอบสวน โดยไม่ลืมที่จะประสานสถานทูตสหรัฐอเมริกามาร่วมสอบสวนด้วย
   
              ระยะแรกของการสอบสวน "นายจัสติน" ปฏิเสธไม่รู้ไม่เห็นการตายของ "นายเจมส์" ตำรวจพิสูจน์หลักฐานจึงมาเก็บเนื้อเยื่อบริเวณกระพุ้งแก้มเพื่อนำสู่กระบวนการตรวจดีเอ็นเอ ตามความยินยอมของนายจัสติน พร้อมทั้งพิมพ์ลายนิ้วมือ โดยไม่ลืมที่จะพิมพ์รอยเท้าเพื่อนำไปตรวจเทียบกับรอยเท้าที่พบบนคราบเลือดในห้องเกิดเหตุด้วย
   
              หลังทราบผล "นายจัสติน" ถึงกับปฏิเสธไม่ออก เพราะหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นดีเอ็นเอ ลายนิ้วมือ และรอยเท้า ในที่เกิดเหตุ ตรงกับของ "นายจัสติน" ทั้งหมด ที่สำคัญยังพบโทรศัพท์มือถือแบล็กเบอร์รี่ของผู้ตายอยู่ในกระเป๋าเป้เดินทางที่ห้องพักของหนุ่มอเมริกันรายนี้ด้วย
   
              หลังจำนนต่อหลักฐาน "นายจัสติน" จึงยอมเปิดปากสารภาพว่า ลงมือสังหารเอ็นจีโอชาวอินเดียจริง เพราะในวันเกิดเหตุได้ไปหาผู้ตายที่ห้องพัก ผู้ตายจะขอมีเพศสัมพันธ์ด้วย ซึ่งนายจัสตินอ้างว่า เขาไม่ยอมเล่นด้วย จึงเกิดมีปากเสียงจนถึงขั้นต่อสู้กัน ผู้ตายใช้มีดฟันที่มือซ้ายจนบาดเจ็บ จึงบันดาลโทสะลงมือสังหารผู้ตาย แล้วขโมยทรัพย์สินหลบหนี
   
              "เคยเป็นอดีตนาวิกโยธินสหรัฐ หลังปลดประจำการได้ก่อคดีลักทรัพย์ที่เมืองพิตส์เบิร์ก รัฐเพนซิลเวเนีย แล้วหลบหนีเข้ามากบดานในไทยนาน 2 ปีแล้ว เลี้ยงชีพด้วยการเป็นไกด์เชิญชวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาเมืองไทยไปใช้บริการร้านอาหาร ห้องพัก ย่านถนนข้าวสาร" นายจัสตินให้ข้อมูลเพิ่มเติม หลังยอมเปิดปากสารภาพ
   
              คดีดังกล่าวตำรวจใช้เวลาในการคลี่คลายคดีเพียง 2 สัปดาห์เศษ ก็สามารถปิดคดีได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐานเก็บได้จากที่เกิดเหตุ โดยเฉพาะ "ดีเอ็นเอจากคราบเลือด" และ "ลายเท้าบนคราบเลือด"
   
              แม้คนร้ายจะปฏิเสธ ก็ต้องยอมจำนนต่อหลักฐานชิ้นสำคัญ!!!

.................

(หมายเหตุ : ลายเท้าบน..คราบเลือดไขปม'มะกัน'ฆ่า'แขก'  :  คลี่ปมปริศนา csi-thailand  ทีมข่าวรายงานพิเศษ)