
'เมธี'ฟังธงประมล3จี'มีความเสี่ยง'
เมธี ครองแก้ว'มีความเสี่ยง ผมขอใช้คำนี้' : สัมภาษณ์พิเศษโดยสำนักข่าวเนชั่น
การประมูล 3จี ได้เสร็จเรียบร้อยไปแล้ว ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ลบ ทั้งการกำหนดราคาเริ่มต้น จำนวนผู้เข้าประมูลที่เท่ากับคลื่นความถี่ที่ออกให้ทำให้ไม่เกิดการแข่งขันและผู้ประกอบการได้ใบอนุญาตไปในราคาแสนถูกเปรียบเสมือน "ลาภลอย" จนมีการตั้งข้อสังเกตว่าการประมูลครั้งนี้ มีความไม่ชอบมาพากลหรือไม่ กระทั่งมีการส่งเรื่องนี้ให้ ป.ป.ช. ผู้ตรวจการแผ่นดิน และดีเอสไอตรวจสอบ ศ.ดร.เมธี ครองแก้ว อดีตกรรมการ ป.ป.ช. ได้ให้ทัศนะในแง่มุมกฎหมายเกี่ยวกับการประมูลครั้งนี้ไว้อย่างน่าสนใจยิ่ง
การประมูล 3จี ครั้งนี้ มองในแง่มุมกฎหมายอย่างไรบ้าง ?
ผมไม่ทราบเกี่ยวกับขั้นตอนการเตรียมการ แต่เมื่อดูจากลักษณะการประมูลเท่าที่ดูตัวอย่างจากประเทศอื่นๆ เช่น อินเดีย มีลักษณะต่างคนต่างเข้ามาแข่งขันจริงๆ แต่ของไทยเรากลับมีลักษณะในการเปิดให้มีใบอนุญาตกับจำนวนคนที่เข้าประมูลเท่ากันพอดีและทุกคนก็ได้สิ่งที่ต้องการไปตามที่ตั้งใจไว้พอดี มันจึงดูด้วยความลำบากว่ามีการสมรู้ร่วมคิดกันก่อนหรือเปล่า ตอนนี้ก็ยังตอบไม่ได้ต้องมีการไต่สวนกันเสียก่อน ในส่วนของผมเห็นว่าตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 หรือ พ.ร.บ.ฮั้วประมูล มาตรา 11 หากเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ดูแลเรื่องนี้อยู่ถ้าเห็นว่ามีลักษณะที่จะรวมหัวกัน ที่จะตั้งราคาร่วมกันเพื่อไม่ให้เกิดการแข่งขันกัน ซึ่งเมื่อมีลักษณะที่ส่อไปเช่นว่านี้ แล้วเจ้าหน้าที่รัฐไม่ได้หยุดให้มีการกระทำเช่นว่านั้น ก็อาจมีความผิดในตำแหน่งหน้าที่ในส่วนนี้ นี่เป็นความเห็นของผม
อย่างการที่จำนวนผู้เข้าประมูลเท่ากับจำนวนคลื่นที่ให้ ซึ่งมีการวิจารณ์กันมากอยู่ในขณะนี้ มองอย่างไร?
มันมีการเข้าใจได้ว่าโดยที่ทุกคนไม่ได้ไปเจรจากันก่อน ทุกคนใช้หลักสามัญสำนึกว่าฉันเอา 3 พอ ไม่เอา 4 ทุกคนคิดเหมือนกันหมดมันก็ลงตัวพอดี ถ้าพูดกันจริงๆ การแบ่งกันแบบนี้มี 3 เจ้า ทั้งหมดมี 9 สลอต ทุกคนได้ไปคนละ 3 เท่ากันมันก็จบ ทำให้ไม่แน่ใจว่าเป็นการแข่งขันหรือหรือเปล่าหรือว่าเป็นการแบ่งสันมากกว่า ตรงนี้ต้องไปดูในรายละเอียดว่าการทำลักษณะอย่างนี้เจ้าหน้าที่ของรัฐถือว่าทำไม่ถูกตามกฎหมายฮั้วหรือไม่
มีคนมองว่าการที่เอกชนได้ใบอนุญาตไปในราคาเริ่มต้น 4,500 ล้านบาทหรือสูงกว่าเล็กน้อยเท่ากับว่าไม่มีการแข่งขันเลย ?
จะว่าอย่างนั้นก็คงจะได้ เขาไม่แข่งขันกันแต่ว่ากฎเกณฑ์ตามหลักการประมูล เจ้าหน้าที่ประมูลเขาจะมีราคามาตรฐานอยู่ ซึ่งจะเป็นเท่าไหร่ก็แล้วแต่ ราคามาตรฐานมันมีอยู่น่ะครับ ซึ่งตามที่อาจารย์จุฬาฯ เขาศึกษาไว้ราคามาตรฐานอยู่ที่ 6,000 กว่าล้านบาท แต่เจ้าหน้าที่ของ กสทช. กลับเห็นว่า ไม่ควรที่จะเริ่มต้นราคาตั้งต้นที่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ควรเริ่มต้นที่ประมาณ 2 ใน 3 เพราะฉะนั้นก็ต้องดูว่าที่ตั้งราคาเริ่มต้นที่ 2 ใน 3 ถูกต้องมั้ย เพราะราคาที่มันควรจะเป็นคือ 6,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคามาตรฐาน ถ้าคนประมูลไม่ถึงนี้ ก็ต้องยกเลิกประมูลแล้วเอาใหม่ อย่างการประมูลขายของ ถ้าเขาตั้งราคามาตรฐานไว้แล้วคนประมูลไม่ถึง เขาก็จะยกเลิกแล้วประมูลใหม่
ก็อย่างที่ท่านพูดไว้แต่ต้นว่า ถ้า กสทช.น่าจะรู้ว่ามีพฤติการณ์จะมีการฮั้วประมูล ก็ควรงดการประมูล?
ใช่ครับ นี่คือความเข้าใจของผมเพราะอย่าลืมว่าการทำหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ฮั้ว มีความละเอียดอ่อนพอสมควร เจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องมีความระแวงระไว ถ้าหากเห็นว่ามีช่องทางที่ไม่ถูกต้องขึ้นมา จะต้องหยุดถ้าไม่หยุดอาจมีความผิด
อย่างกรณีนี้ กสทช. ก็ไม่ได้ฟังเสียงท้วงติงแล้วก็จัดการประมูลไป สุดท้ายก็ได้ราคาต่ำอย่างที่คาดการณ์กันคือ 4,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาขั้นต้นเท่านั้น ?
ก็มีความเสี่ยง ผมขอใช้คำนี้ แต่อาจไม่มีการกระทำผิดพลาดอะไร แต่ผมไม่อยู่ในฐานะที่จะพูดอะไรได้ เป็นหน้าที่ของ กรรมการ ป.ป.ช.
โทษตาม พ.ร.บ.ฮั้ว เป็นอย่างไรครับ ?
พ.ร.บ.ฮั้ว มีลักษณะพิเศษอย่างหนึ่ง คือ นอกจากลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐทางอาญาแล้ว ยังลงโทษเอกชนได้ด้วย ซึ่งในกรณีที่เอกชนกระทำผิด เมื่อ ป.ป.ช. สอบสวนเสร็จก็จะส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนทำการฟ้องร้อง ส่วนเจ้าหน้าที่ของรัฐ ป.ป.ช. ทำการไต่สวนเองได้ อย่าง กสทช.ก็เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ อยู่ในอำนาจของ ป.ป.ช.อยู่แล้ว
จะเข้าข่ายมาตรา 157 ตามประมวลกฎหมายอาญาฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่มิชอบหรือเปล่า ?
หากเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ฮั้วประมูล ก็เป็นความผิดตามมาตรา 157 โดยอัตโนมัติอยู่แล้ว
แต่ ป.ป.ช.ไม่มีอำนาจยับยั้งหรือเพิกถอนใบอนุญาตที่ออกไปแล้ว ?
ผมเข้าใจว่าไม่มีอำนาจ เรื่องนี้ก็เหมือนกับเรื่องที่ผมดูแลอยู่คือ กสท ทำสัญญากับทรู ทาง ป.ป.ช.ไม่มีอำนาจไปยกเลิกสัญญาเขาได้ เพียงแต่ว่า ป.ป.ช. มีอำนาจหน้าที่ในการไต่สวนว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือไม่เท่านั้นเอง
กสทช.เขาอ้างว่าที่เดินหน้าจัดประมูล 3จี ได้ เพราะการประมูลของเขาไม่เหมือนการประมูลแบบอี-ออกชั่นที่ราชการใช้ โดย กสทช.สามารถออกระเบียบจัดประมูลได้เอง ?
ก็ถูก กสทช. เขาอาจเห็นว่าเขาทำหน้าที่ตรงนี้ได้ เขาก็ทำไป แต่เมื่อมีคนมาฟ้องต่อ ป.ป.ช.ว่าการทำอย่างนี้มันผิด ป.ป.ช. ก็ต้องทำหน้าที่ดูว่ามันผิดหรือเปล่า และถ้าเกิดเห็นไม่ตรงกันขึ้น ก็จะส่งเรื่องให้ศาลตัดสินแล้วกัน
ข้ออ้างอีกอันหนึ่งของ กสทช. คือ ตอนแรกที่ออกประกาศไม่รู้ว่าจะมีผู้เข้าประมูลเพียง 3 ราย เมื่อออกประกาศไปแล้วแก้ไขไม่ได้เพราะจะถูกผู้ประกอบการที่เข้าร่วมประมูลฟ้อง?
ผมขอเถียงเลยครับ ผมใช้มาตรา 11 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 หรือ พ.ร.บ.ฮั้วประมูล เมื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐเห็นว่าการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐมีลักษณะที่จะทำการฮั้วกัน เป็นหน้าที่เจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะต้องหยุดการประมูล จะไม่ทำอะไรเลยไม่ได้ แต่เมื่อไม่หยุดก็ต้องเสี่ยงเอาว่าจะให้เอกชนฟ้องหรือจะให้ ป.ป.ช.ฟ้อง ผมเห็นว่าหยุดประมูลแล้วถูกเอกชนฟ้อง ก็ฟ้องกัน เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะถูกฟ้องอยู่แล้ว
แสดงว่าการแก้ประกาศหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ประเด็นสำคัญคือต้องหยุดทำการประมูล ?
ใช่ครับ จะมาอ้างว่าประกาศประมูลไปแล้วแก้ประกาศไม่ได้ ฟังไม่ขึ้น คนละเรื่องกัน
ข้ออ้างอีกอันหนึ่งของ กสทช.คือ การที่กำหนดราคาประมูลขั้นต่ำเริ่มต้นที่ 4,500 ล้านบาท ไม่กำหนดที่ 6,440 ล้านบาท ตามที่ผู้วิจัยจากคณะเศรษฐศาสตร์จุฬาฯ เสนอ เพราะถ้าหากกำหนดราคาสูงเกินไปจะเป็นการกีดกันผู้ประกอบการรายย่อยและเป็นการเอื้อต่อผู้ประกอบการรายใหญ่ ซึ่งอาจเข้าข่ายฮั้วประมูล ทำให้ถูกฟ้องร้องได้
ไม่สามารถวิจารณ์ได้ว่าราคาที่เหมาะสมควรจะอยู่ที่เท่าไหร่ แต่อย่างน้อยผมเชื่อว่าถ้าเหตุการณ์นี้ทำตรงไปตรงมา ตลาดมันจะบอกเองว่าราคาที่เหมาะสมควรจะเป็นเท่าไหร่ ถ้าตั้งราคาไว้สูงแล้วไม่มีคนเข้าประมูลเราก็รู้เองว่าราคามันสูงเกินไป ก็ต้องประมูลกันใหม่ ทำอย่างนี้สักครั้งสองครั้ง ก็จะได้ราคาที่ถูกต้องที่เป็นราคาตลาดได้ แต่ถ้าเราไปกำหนดราคาเริ่มต้นไว้ว่าต้องเท่านั้นเท่านี้มันก็อาจจะพลาดได้ ส่วนที่อ้างว่าหากกำหนดราคาขั้นต่ำไว้สูงจะเป็นการกีดกันรายย่อยไม่ให้เข้าร่วมประมูล ไม่มีหรอกครับ รู้ๆ กันอยู่ เพราะรายย่อยไม่เข้าร่วมประมูลอยู่แล้ว



