ข่าว

'บันทึกไม่ลับของมาลาลา'ด.ญ.ยอดนักสู้

'บันทึกไม่ลับของมาลาลา'ด.ญ.ยอดนักสู้

28 ต.ค. 2555

'บันทึกไม่ลับของมาลาลา'ด.ญ.ยอดนักสู้ : คอลัมน์ เปิดโลกวันอาทิตย์ โดย... บุญรัตน์ อภิชาตไตรสรณ์

          ด.ญ.มาลาลา ยูซาฟไซ วัย 14 ปี อาจจะเป็นสาวน้อยธรรมดาๆ คนหนึ่งในหมู่บ้านมิงโกรา บริเวณหุบเขาสวัต ทางตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถานที่เส้นทางชีวิตได้ถูกลิขิตไว้ว่าจะต้องเดินตามรอยบรรพบุรุษ โดยผู้หญิงมีหน้าที่เป็นแค่ทาสในเรือนเบี้ย ไร้การศึกษาและไม่มีสิทธิมีเสียงเท่าเทียมกับผู้ชาย แต่เพราะเธอมีความคิดต่างไปจากเพื่อนร่วมรุ่นราวคราวเดียวกันที่ยอมจำนนกับคำขู่ของกลุ่มติดอาวุธตาลีบันที่ครอบครองพื้นที่บริเวณหุบเขาแห่งนั้น ซึ่งได้มีบัญชาประกาศิตห้ามขาดไม่ให้เด็กนักเรียนหญิงไปโรงเรียน แต่เธอก็ต่อต้านคำสั่งอันไม่ชอบธรรมนั้นด้วยการเขียน "บันทึกประจำวัน" ลงในบล็อกของบีบีซีภาคภาษาอูรดู โดยใช้นามแฝงว่า "กุล มาไค" ขณะมีอายุแค่ 11 ปีเท่านั้น
 
          "หนูอยากจะกรีดร้อง ตะโกนบอกให้คนทั่วโลกได้รับรู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับพวกเรา แต่ก็เป็นไปไม่ได้ ตาลีบันอาจจะฆ่าหนู ฆ่าพ่อ ฆ่าทั้งครอบครัวของหนู หนูอาจจะตายโดยไม่ทิ้งร่องรอยอะไรเลย ด้วยเหตุนี้หนูจึงเลือกจะเขียนบันทึกโดยใช้ชื่ออื่น แล้วก็ได้ผล หุบเขาของเราเป็นอิสระแล้ว"
 
          ตอนที่เริ่มเขียนบล็อกให้บีบีซี มาลาลาเริ่มพูดภาษาอังกฤษได้บ้างและวาดหวังอยากจะเป็นหมอ ทั้งพ่อและแม่ต่างสนับสนุนลูกสาววัย 11 ปีให้เขียนบล็อก  โดยเฉพาะนายไซอุดดิน ผู้เป็นพ่อซึ่งเป็นเจ้าของโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งและเป็นนักเคลื่อนไหวคนหนึ่งที่ต่อสู้เพื่อสิทธิทางการศึกษาจนถูกตาลีบันขู่ฆ่า นายไซอุดดินยอมรับว่าเป็นเรื่องเสี่ยงและอันตรายไม่ใช่น้อย แต่คิดว่าการไม่พูดอะไรเลยจะยิ่งทำให้มีอันตรายมากกว่า เพราะท้ายสุดทุกคนก็เหมือนกับตกเป็นทาสใต้การปกครองที่ป่าเถื่อน รุนแรง และการก่อการร้าย  อย่างไรก็ดี เมื่อสถานการณ์ทวีความตึงเครียดมากขึ้นเมื่อรัฐบาลเพิ่มปฏิบัติการทางทหารหมายจะขับไล่ตาลีบันให้พ้นจากหุบเขานั้น ครอบครัวนี้ก็ต้องอพยพหนีภัยจากหุบเขาสวัตจนเมื่อตาลีบันล่าถอยออกจากหุบเขานั้น มาลาลาจึงมีโอกาสกลับบ้านอีกครั้งในปลายปีนั้น
 
          ใน "บันทึกประจำวัน" มาลาลาได้บอกเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่กลุ่มตาลีบันยึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่บริเวณหุบเขาสวัต แล้วนำกฎหมายอิสลามหรือกฎหมายชาเรียมาใช้เพื่อจำกัดเสรีภาพของผู้หญิงและเด็ก ในบันทึกประจำวันของเธอกล่าวว่า "ตอนที่ตาลีบันมาที่หุบเขานี้ พวกเขาก็ห้ามผู้หญิงไม่ให้ไปตลาดหรือไปช็อปปิ้ง ห้ามแต่งกายสีสันฉูดฉาด"   แต่จุดเริ่มต้นการขัดขืนของเธอมีขึ้นเมื่อตาลีบันเริ่มมีบัญชาประกาศิตห้ามเด็กหญิงไปโรงเรียน โดยเฉพาะการสั่งปิดโรงเรียนของเธอในหุบเขาแห่งนั้น ซึ่งมีนักเรียนราว 600 คนเมื่อปี 2553 เพราะไม่ต้องการให้เด็กผู้หญิงมีโอกาสได้เล่าเรียนหนังสือ จนหลายครอบครัวต้องหอบลูกหลานอพยพไปยังเมืองอื่นเพื่อให้ลูกหลานได้รับการศึกษาโดยปราศจากความหวาดกลัวใดๆ หลังจากที่ตาลีบันได้สั่งทำลายโรงเรียนถึงกว่า 150 แห่งเฉพาะปี 2551 เพียงปีเดียว
 
          มาลาลา ยูซาฟไซ ซึ่งขณะนั้นมีอายุแค่ 11 ปี ได้ลุกขึ้นคัดค้านตาลีบันอย่างไม่กลัวหน้าอินทร์หน้าพรหมใดๆ นับตั้งแต่ปี 2552 เธอเริ่มเปิดตัวให้สัมภาษณ์สื่อสิ่งพิมพ์และสถานีโทรทัศน์หลายแห่งทั้งในและต่างประเทศ มุ่งมั่นสนับสนุนให้ผู้หญิงได้เรียนหนังสือ ใบหน้าของเธอเริ่มเป็นที่คุ้นเคยของชาวปากีสถาน  จากวีรกรรมหาญกล้าของเธอที่กล้าท้าทายความไม่เป็นธรรมในสังคมที่กีดกันไม่ให้เด็กหญิงมีโอกาสได้รับการศึกษาเหมือนกับเด็กชาย รวมทั้งวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มติดอาวุธตาลีบัน นิวยอร์กไทม์สและบีบีซีถึงกับถ่ายทำสารคดีชีวิตของเธอ เหนืออื่นใด ยังทำให้เธอได้รับรางวัลสันติภาพเด็กระหว่างประเทศจากมูลนิธิสิทธิเด็ก โดยสาธุคุณเดสมอนด์ ตูตู เป็นคนมอบให้เมื่อปีที่แล้ว ในปลายปีเดียวกัน เธอได้รางวัลสันติภาพแห่งชาติของปากีสถานที่จัดขึ้นครั้งแรก ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นรางวัลสันติภาพมาลาลาแห่งชาติซึ่งจะมอบให้แก่เด็กที่อายุน้อยกว่า 18 ปี
 
          ร็อบ คริลลี ผู้สื่อข่าวของหนังสือพิมพ์เดลี เทเลกราฟในปากีสถานให้ความเห็นว่า "มาลาลาเป็นคนหนึ่งในจำนวนคนเพียงหยิบมือเดียวที่ลุกขึ้นคัดค้านการกระทำของตาลีบัน...เธอไม่บอกว่าเธอเป็นใคร เพราะถ้าขืนเปิดตัวเมื่อใดมีหวังเธอตายในเดี๋ยวนั้น แต่บล็อกของเธอในบีบีซีภาคภาษาอุรดูให้รายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับการคุกคาม"
 
          ด้านฮาลิมา มันซูร์ แห่งหนังสือพิมพ์การ์เดียน ได้ยกย่อง ด.ญ.มาลาลา ว่าเป็น "วีรสตรีแห่งปากีสถาน" จากการกระทำที่กล้าหาญและรักในความเป็นอิสระของเธอ "เธอไม่จำเป็นต้องเล่นบทบาทเพื่อให้ตะวันตกพอใจหรือให้ตาลีบันรัก เธอแค่สะท้อนว่ายังมีเสียงเล็กๆ อีกมากมายอยู่ที่นั่น ที่ปากีสถาน ซึ่งจำเป็นจะต้องได้ยิน ถ้าหากต้องการให้ประเทศนี้มีประชาธิปไตย นั่นก็คือเสียงจากประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชน"
 
          จากประสบการณ์ได้ค่อยๆ หล่อหลอมให้มาลาลาตระหนักถึงสิ่งที่อยากทำในอนาคต เธอเพิ่งใหัสัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ "เดอะ ดอว์น" หรือ "รุ่งอรุณ" เมื่อต้นปีว่าอยากจะตั้งพรรคการเมืองของเธอเอง มุ่งเน้นส่งเสริมการศึกษาเพียงอย่างเดียว จากจุดนี้ทำให้หลายคนมองว่าเธอเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านกับกลุ่มติดอาวุธตาลีบัน ทั้งๆ ที่มีอายุไม่ถึง 15 ปีด้วยซ้ำไป
 
          รางวัลที่มาลาลาได้รับเท่ากับตบหน้ากลุ่มตาลีบัน ซึ่งได้ขู่ให้เธอวางมือจากการเคลื่อนไหวดังกล่าวถึง 3 ครั้งด้วยกัน โดยระบุความผิดว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่ส่งเสริมแนวคิดตะวันตก แต่ ด.ญ.มาลาลาไม่สนใจคำขู่นั้น ท้ายสุดผู้นำกลุ่มตาลีบันก็มีบัญชาประกาศิตเมื่อสองเดือนที่แล้วให้สังหารเด็กหญิงผู้นี้
 
          แล้วเหตุร้ายก็เกิดขึ้นในเย็นวันที่ 9 ตุลาคม เพื่อนของมาลาลาบอกเล่าด้วยอาการสะอึกสะอื้นน้ำตาไหลรินว่าก่อนที่รถโรงเรียนจะเคลื่อนออกจากโรงเรียน

          "...พวกเขาหยุดรถโรงเรียนของพวกเรา พวกเขาขี่จักรยานมา ผู้ชายคนหนึ่งที่สวมหมวกฮู้ดปิดหน้าเอาปืนชี้มาที่พวกเรา อีกคนหนึ่งก็ตะโกนถามว่า... พวกแกคนไหนวะชื่อมาลาลา ลุกขึ้น ไม่งั้น กูยิงพวกมึงทุกคนเลย นังนั่นน่ะมันโฆษณาต่อต้านทหารของพระเจ้า มันจะต้องถูกลงโทษ" ทันใด นักรบตาลีบันก็จดจำใบหน้าของ ด.ญ.มาลาลาได้ จึงจ่อยิงเธออย่างเผาขนที่ศีรษะและที่ลำคออย่างเลือดเย็นและเหี้ยมโหด มาลาลาได้รับบาดเจ็บสาหัสแต่เธอก็ยังดวงแข็งรอดมาได้ท่ามกลางการสวดมนต์ภาวนาของคนทั่วโลกขอพรให้เธอพ้นขีดอันตรายกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง
 
          เมื่อการผ่าตัดในปากีสถานไม่ได้ผล สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ก็รีบส่งเครื่องบินที่มีอุปกรณ์ทางการแพทย์พร้อมพาตัวเธอไปยังอังกฤษแล้วก็มีการผ่าตัดด่วนที่โรงพยาบาลควีน อลิซาเบธ ทางภาคกลางของอังกฤษ  แพทย์ของโรงพยาบาลแห่งนั้นต้องเร่งผ่าตัดซ้ำเพื่อรักษากะโหลกศีรษะที่เสียหาย รวมถึงการฟื้นฟูระบบประสาท กระทั่งเธอกลับมามีชีวิตอีกครั้ง โดยคำถามแรกหลังฟื้นคือ ตอนนี้เธออยู่ที่ไหน พร้อมกับฝากขอบคุณผู้ให้กำลังใจทุกฝ่าย รวมทั้งหมอและพยาบาล ด้วยกำลังใจอันเข้มแข็ง หลังจากฟื้นสติกลับมาไม่นาน มาลาลาก็สามารถลุกขึ้นยืน พยายามเดินด้วยตัวเองและเริ่มเขียนหนังสือได้บ้างแล้ว
.......................................
         
          นี่คือส่วนหนึ่งของไดอารีออนไลน์ที่มาลาลาเขียนขณะมีอายุแค่ 11 ปี

วันเสาร์ 3 มกรา 2552 : ฉันกลัว
          เมื่อวานนี้ หนูนอนฝันร้าย ฝันเห็นเฮลิคอปเตอร์ของทหารและของตาลีบัน หนูเริ่มฝันร้ายอย่างนี้บ่อยๆ หลังจากทหารเริ่มปฏิบัติการทางทหารแถวหุบเขาสวัต แม่จะเตรียมอาหารเช้าให้หนูก่อนจะเดินทางไปโรงเรียน หนูกลัวมากเลยเวลาต้องไปโรงเรียนเนื่องจากตาลีบันมีคำสั่งห้ามขาดไม่ให้เด็กหญิงทุกคนไปเรียนหนังสือที่โรงเรียน
 
          ตอนนี้ในชั้นเรียนมีนักเรียนแค่ 11 คนจากเดิมที่มี 27 คน เนื่องมาจากคำขู่ของตาลีบัน เพื่อนของหนู 3 คนได้ย้ายไปที่เปชาวาร์ ละฮอร์ และราวัลปินดี พร้อมกับครอบครัวหลังประกาศิตของตาลีบัน
 
          ระหว่างเดินออกจากโรงเรียนกลับบ้าน หนูได้ยินเสียงผู้ชายคนหนึ่งพูดว่า "กูจะฆ่ามึง" หนูรีบสาวเท้าเร็วๆ สักพักหนึ่งจึงหันกลับไปมองข้างหลังดูว่าผู้ชายคนนั้นยังเดินตามหลังหรือไม่ แต่แล้วก็ถอนหายใจเฮือก โล่งอกที่เห็นเขากำลังพูดโทรศัพท์และอาจจะขู่ใครบางคนทางโทรศัพท์นั้น

วันอาทิตย์ 4 มกรา : หนูต้องไปโรงเรียน
          วันนี้เป็นวันหยุดและหนูก็ตื่นสายเกือบ 10 โมงเช้า หนูได้ยินพ่อกำลังพูดถึงศพ 3 ศพบริเวณทางแยก หนูรู้สึกแย่เมื่อได้ยินข่าวร้ายนี้ ก่อนจะมีปฏิบัติการทางทหาร ทุกวันอาทิตย์พวกเรามักจะไปปิกนิกกันที่มาร์กาซาร์ ฟิซา กัต และคานจู แต่สถานการณ์ในตอนนี้ทำให้พวกเราอดไปปิกนิกมานานถึงปีครึ่งแล้ว
 
          ก่อนนั้นพวกเราก็มักจะออกไปเดินเล่นหลังอาหารค่ำแล้ว แต่ตอนนี้พวกเรากลับอยู่แต่ในบ้านก่อนพระอาทิตย์จะตกดินด้วยซ้ำ วันนี้หนูช่วยงานบ้าน ทำการบ้านและเล่นกับน้อง แต่หัวใจหนูเต้นแรงเมื่อรู้ว่าต้องไปโรงเรียนในวันพรุ่งนี้

วันจันทร์ 5 มกรา : อย่าสวมชุดสีสดใส
          หนูกำลังจะสวมชุดนักเรียนก่อนจะไปโรงเรียน แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าครูใหญ่บอกกับพวกเราว่าอย่าสวมชุดนักเรียน ให้สวมชุดธรรมดาๆ แทน หนูก็เลยเตรียมสวมชุดโปรดสีชมพูสดใส นักเรียนหญิงคนอื่นๆ ก็ล้วนแต่สวมชุดสีสันสดใส อยู่โรงเรียนก็เลยเหมือนกับอยู่ที่บ้าน เพื่อนคนหนึ่งเข้ามาพูดกับหนูว่า "โอ พระเจ้า ช่วยบอกฉันตามตรงนะว่าตาลีบันจะเข้ามาโจมตีโรงเรียนของพวกเราหรือเปล่า" ช่วงที่มีการประชุมตอนเช้า พวกเราก็ได้รับการบอกเล่าว่าไม่ควรสวมชุดที่มีสีสันสดใสเพราะพวกตาลีบันไม่ชอบ
 
          หนูเดินกลับบ้านและมีการสอนพิเศษหลังเที่ยง ตอนเย็นหนูเปิดโทรทัศน์และได้ยินข่าวยกเลิกเคอร์ฟิวที่ชาคาร์ดรา หลังประกาศใช้มานาน 15 วัน หนูดีใจมากที่ยินข่าวนี้เพราะครูสอนภาษาอังกฤษของเราอยู่ที่นั่น เธออาจจะมาสอนที่โรงเรียนได้แล้ว

พุธ 7 มกรา : ไม่มีเสียงปืนหรือความกลัว
          หนูมาที่บูเนียร์เนื่องจากเป็นวันหยุดทางศาสนา หนูชอบที่นี่มากเพราะมีเขาล้อมรอบ ทุ่งหญ้าก็เขียวขจี หุบเขาสวัตที่หนูอยู่ก็สวยงามเช่นกัน แต่ไม่มีสันติภาพ แต่ที่บูเนียร์มีทั้งสันติภาพและความสงบร่มเย็น ที่นี่ไม่มีเสียงปืนและไม่มีความหวาดกลัวใดๆ พวกเราทุกคนต่างมีความสุขมากที่สุด
 
          ที่นี่ เราได้ไปที่ฝังศพพีร์ บาบยา ที่นั่นมีคนเต็มไปหมด ผู้คนมาที่นี่เพื่อสวดมนต์ แต่พวกเรามาเที่ยว ที่นี่มีร้านค้ามากมาย ขายกำไล ต่างหู ล็อกเก็ต และอัญมณีอื่นๆ หนูอยากจะซื้ออะไรบางอย่างแต่ดูแล้วก็ไม่อยากได้อะไร ส่วนแม่ซื้อกำไลและต่างหู

วันศุกร์ 9 มกรา : มอลานาลาพัก
          ตอนอยู่ที่โรงเรียนในวันนี้ หนูได้เล่าให้เพื่อนๆ ฟังเรื่องที่ไปเที่ยวที่บูเนียร์ จนพวกเขาโอดครวญว่าฟังจนเบื่อไม่อยากจะฟังอีกแล้ว พวกเราหันไปคุยกันถึงข่าวลือเกี่ยวกับการตายของมอลานา ชาห์ ดอรัน ซึ่งมักจะกล่าวคำปราศรัยบ่อยๆ ทางวิทยุเอฟเอ็ม เขาเป็นคนหนึ่งที่ประกาศไม่ยอมให้เด็กหญิงไปเรียนหนังสือที่โรงเรียน
 
          เพื่อนหญิงบางคนบอกว่าเขาตายแล้ว แต่บางคนไม่เห็นด้วย ข่าวลือนี่แพร่สะพัดไปทั่ว เพราะว่าเขาไม่ได้กล่าวคำปราศรัยในตอนกลางคืนทางวิทยุเอฟเอ็ม เด็กหญิงคนหนึ่งบอกว่าเขาลาพัก เนื่องจากไม่มีการสอนพิเศษในวันศุกร์ หนูจึงเล่นกับเพื่อนตลอดทั้งบ่าย หนูเปิดโทรทัศน์ในตอนเย็นและได้ยินข่าวว่าเกิดเหตุระเบิดที่ละฮอร์ หนูบอกกับตัวเองว่า "ทำไมถึงเกิดระเบิดขึ้นที่ปากีสถานนะ"

วันพุธ 14 มกรา : ฉันอาจจะไม่ได้ไปโรงเรียนอีกแล้ว
          หนูอารมณ์ไม่ดีตอนไปโรงเรียน เนื่องจากการปิดเทอมในช่วงหน้าหนาวจะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้แล้ว ครูใหญ่ประกาศเกี่ยวกับวันหยุดแต่ไม่บอกว่าจะเปิดเทอมเมื่อใด นี่เป็นครั้งแรกที่เกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้น
 
          แต่ก่อนนั้นจะมีการย้ำชัดเจนว่าโรงเรียนจะเปิดเทอมเมื่อใด ครูใหญ่ไม่ได้ให้เหตุผลกับพวกเราว่าทำไมถึงไม่ประกาศว่าจะเปิดเรียนเมื่อใด แต่หนูเดาว่าเป็นเพราะตาลีบันประกาศห้ามเด็กนักเรียนหญิงเรียนหนังสือตั้งแต่วันที่ 15 มกรา เป็นต้นไป ครั้งนี้ประกาศชัด บรรดาเด็กผู้หญิงไม่มีใครตื่นเต้นเมื่อถึงวันปิดเทอมเพราะพวกเราต่างรู้ว่าถ้าตาลีบันเอาจริงกับคำสั่งห้ามขาดไม่ให้เด็กนักเรียนหญิงเรียนหนังสือ พวกเราก็คงไม่ได้มาที่โรงเรียนอีก นักเรียนหญิงบางคนมองในแง่ดีว่าโรงเรียนอาจจะเปิดอีกครั้งในเดือนกุมภาพันธ์ แต่หลายคนบอกว่าครอบครัวกำลังจะย้ายไปอยู่ที่เมืองอื่นเพื่อให้ลูกๆ มีโอกาสได้เรียนหนังสือ
 
          วันนี้จึงเป็นวันสุดท้ายของโรงเรียน พวกเราตัดสินใจจะเล่นกันที่สนามหญ้าให้นานขึ้นอีกสักหน่อย หนูได้แต่หวังลึกๆ ว่าโรงเรียนจะต้องเปิดเรียนในสักวันหนึ่ง แต่เมื่อเดินออกจากโรงเรียน หนูเหลียวหลังกลับไปมองตัวอาคารแล้วก็รู้สึกเหมือนกับว่าจะไม่มีโอกาสกลับมาอีกแล้ว

วันเสาร์ 15 มกรา : สะดุ้งตื่น
          ตลอดทั้งคืนมีแต่เสียงปืนใหญ่ดังสนั่นจนหนูสะดุ้งตื่นถึง 3 ครั้ง แต่เนื่องจากไม่ต้องไปโรงเรียนอีกแล้ว หนูจึงตื่นสายตอน 10 โมงเช้า จากนั้นพวกเพื่อนก็มาหา แล้วเราก็คุยกันถึงเรื่องการทำการบ้าน วันนี้เป็นวันสุดท้ายก่อนที่ประกาศิตของตาลีบันจะเริ่มมีผล เพื่อนของหนูพูดถึงเรื่องการทำการบ้านราวกับว่าจะไม่มีอะไรจะเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของเราอีกแล้ว  
 
          วันนี้อีกเช่นกันที่หนูได้อ่านบันทึกประจำวันที่เขียนให้แก่บีบีซีภาคภาษาอูรดู แม่ของหนูชอบนามแฝงว่า "กุล มาไค" มาก หนูก็ชอบชื่อนี้เช่นกันเพราะชื่อจริงของหนูมีความหมายว่า "ฟาดฟันกับความเศร้า"
.......................................
(หมายเหตุ 'บันทึกไม่ลับของมาลาลา'ด.ญ.ยอดนักสู้ : คอลัมน์ เปิดโลกวันอาทิตย์ โดย... บุญรัตน์ อภิชาตไตรสรณ์)