
วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน:แก่แล้วไปไหน?
แก่แล้วไปไหน? : คอลัมน์ วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน โดย... ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]
ได้รับบทความจากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) บัวหลวง จำกัด เป็นบทความที่เขียนโดยคุณวิภพ เฉลียวจิตติกุล ทีมงานจัดการกองทุนบัวหลวง ของ บลจ.บัวหลวง เป็นบทความที่ว่าด้วยเรื่อง “การกระจายการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง” เป็นบทความที่อ่านแล้วยอมรับว่า “น่าสนใจ” และควรจะเผยแพร่ต่อ
บทความของคุณวิภพ เริ่มด้วยการนำเสนอบทวิจัยของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม ม.มหิดล ที่ประเมินว่า ประชากรไทยในปัจจุบันมีโอกาสที่จะมีอายุยืนยาวขึ้น เนื่องจากความก้าวหน้าทางการแพทย์และสาธารณสุข โดยปัจจุบันประชากรไทยมีอายุขัยเฉลี่ยที่ 73 ปี และคาดว่าอีก 10 ปีข้างหน้าจะมีอายุเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 80 ปี
ก่อนจะเชื่อมโยงว่า เมื่ออายุยาวนานขึ้น จะบริหารจัดการเงินทองอย่างไร หลังพ้นวัยทำงานหรือเมื่ออยู่ในวัยเกษียณ เป็นช่วงเวลาที่ไม่มีรายได้ แต่กลับมีอายุที่ทอดยาวขึ้น
คุณวิภพ ตั้งเป็นประเด็นคำถามว่า บุคคลที่อยู่ในช่วงวัยใกล้เกษียณคือ 50 ปีขึ้นไปซึ่งมักจะฝากเงินและลงทุนในพันธบัตรกับตราสารหนี้อย่างเดียวนั้น ต่อไปนี้จะลงทุนอย่างไรภายใต้ภาวะดอกเบี้ยต่ำอย่างทุกวันนี้ เพื่อให้เงินงอกเงยเพียงพอกับการใช้จ่ายในอนาคต และจะทำอย่างไรอำนาจของเงินที่สะสมไว้ใช้ในวัยเกษียณแล้วถึงจะไม่ถูกลิดรอนด้วยภาวะเงินเฟ้อ
“เพราะหากจะทำแบบเดิม คือ ฝากเงินและลงทุนในพันธบัตรกับตราสารหนี้เท่านั้น อัตราดอกเบี้ยก็มีทีท่าว่า จะอยู่ในระดับต่ำไปอีกยาวนาน และยังจะพบกับภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นผลมาจากการอัดฉีดเงินของธนาคารกลางต่างๆ เข้าไปในระบบ (QE) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น เพราะการรับประกันเงินฝากเต็มจำนวนจะลดเหลือแค่ 1 ล้านบาท ในช่วงปลายปี 2559 อีกด้วย”
ดังนั้น การกระจายการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง (Portfolio Diversification) และเพิ่มโอกาสในการได้รับผลตอบแทนที่ดีขึ้น คือ คำตอบ นั่นคือ ควรแบ่งเงินลงทุนไปยังสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ บ้าง แทนที่จะฝากเงินและลงทุนในตราสารหนี้กับพันธบัตรเพียงกลุ่มเดียว
คำถามถัดมา คือ แล้วจะให้พิจารณาแบ่งเงินไปลงทุนในอะไร ?
คำตอบแรก - หุ้นเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่น่าพิจารณาลงทุนเอาไว้บ้าง เพราะแม้จะมีความผันผวนไม่แน่นอนในระยะสั้นจากผลกระทบของปัญหาในยุโรปและสหรัฐอเมริกา แต่หุ้นไทยยังคงมีแนวโน้มที่ดีตามภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังสามารถขยายตัวได้ต่อเนื่อง จากการบริโภคในประเทศที่ยังเติบโตได้ดี เนื่องจากภาครัฐมีการใช้จ่ายและจะมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ รวมถึงรายได้ขั้นต่ำที่จะเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้มีกำลังซื้อมากขึ้น นอกจากนี้ การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 ก็จะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาวจากการรวมกัน ทั้งในแง่ของการลงทุน การบริโภค และการเดินทางของ 10 ประเทศที่มีประชากรรวมกันกว่า 590 ล้านคน และมีขนาดของเศรษฐกิจรวมกันราว 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
ทั้งหมดนั้น จะเป็นปัจจัยเชิงบวกที่ช่วยผลักดันการเติบโตของตลาดหุ้นในระยะยาว
นอกจากหุ้นแล้ว “ทองคำ” เป็นคำตอบที่สองให้พิจารณาแบ่งเงินไปลงทุน
เพราะการลงทุนในทองคำ นอกจากจะช่วยรักษาอำนาจซื้อหรือทำให้สู้กับเงินเฟ้อได้แล้ว ยังเปรียบได้กับการลงทุนในสกุลเงินหนึ่ง ซึ่งมีผลผลิตจำกัด โดยทองคำจะได้ประโยชน์จากการอ่อนค่าของสกุลเงินหลักต่างๆ จากภาวะสงครามค่าเงินในปัจจุบันที่ธนาคารกลางต่างๆ พยายามอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ เพื่อกดดันค่าเงินของตัวเองให้อ่อนลงเพื่อประโยชน์ในการส่งออก
คำถามถัดมา คือ ควรกระจายการลงทุนไปในสินค้าเกษตรหรือน้ำมันด้วยหรือไม่ ?
คุณวิภพให้คำตอบในบทความชิ้นนี้ว่า สำหรับคนทั่วไปที่ไม่ใช่เศรษฐีมีเงินเป็นถุงเป็นถังให้เสี่ยงได้มากๆ นั้น การลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ เช่น สินค้าเกษตรหรือน้ำมัน ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีในการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน เนื่องจากสินค้าเกษตรหรือน้ำมันเป็นสินทรัพย์ประเภทวัฏจักร จึงมีความผันผวนด้านราคาสูงในแต่ละปีตามความต้องการบริโภคและผลผลิตในปีนั้นๆ โดยราคาสินค้าเกษตรจะผันผวนไปตามสภาพลมฟ้าอากาศ เช่น ปรากฏการณ์เอลนินโญหรือลานินญา
เขายกตัวอย่างภาพวัฏจักรของราคาสินค้าเกษตรที่เห็นได้ชัดเจน อย่างกรณีของราคายางพารา ซึ่งเคยปรับตัวขึ้นไปอยู่ราว 180 บาทต่อกิโลกรัมในปี 2554 แต่ ณ ปัจจุบัน ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกยางพารารายใหญ่รวมกันถึง 70% ของโลก ยังต้องช่วยกันจำกัดการส่งออกยางพาราเพื่อไม่ให้ราคายางพาราตกต่ำ โดยราคาปัจจุบันอยู่ที่ราว 100 บาทต่อกิโลกรัม
สำหรับการลงทุนในน้ำมันนั้น มีความกังวลว่า สหภาพยุโรปซึ่งมีส่วนแบ่งของขนาดเศรษฐกิจสูงที่สุดถึงกว่า 30% ของเศรษฐกิจโลก กำลังอยู่ในช่วงใช้มาตรการรัดเข็มขัด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเมื่อเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง การใช้น้ำมันก็จะลดลงตามไปด้วย ยกเว้นจะมีเหตุการณ์ผิดปกติเช่นสงครามเกิดขึ้น ดังนั้น น้ำมันจึงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก
สรุปก็คือ ในการกระจายการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง นักลงทุนควรลงทุนบนพื้นฐานของความเข้าใจในสินทรัพย์นั้นๆ ซึ่งต้องอยู่ในระดับความเสี่ยงที่ตัวผู้ลงทุนเองจะสามารถยอมรับได้ด้วย
แต่ปัญหา คือ ผู้ลงทุนมักจะไม่เข้าใจ ตามไม่ทัน หรือไม่มีเวลาพอ
ในกรณีอย่างนี้ เขาแนะนำให้ผู้ที่อยู่ในช่วงที่ใกล้เกษียณหรือเกษียณแล้ว หรือผู้ลงทุนวัยอื่นที่ต้องการผลตอบแทนจากการลงทุนที่ตอบโจทย์ข้างต้นได้ เลือกลงทุนในกองทุนรวมซึ่งเป็นกองทุนผสมที่มีการกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์หลากหลายประเภท เพื่อให้มีความสมดุลระหว่างความเสี่ยงและผลตอบแทนที่จะได้รับ โดยเป็นกองทุนรวมกองเดียวที่ลงทุนทั้งในเงินฝาก ตราสารหนี้ พันธบัตร หุ้น และทองคำ ในสัดส่วนที่กำหนดไว้ล่วงหน้า
ส่วนตัวแล้ว เชื่อว่า บลจ.บัวหลวงคงมีกองทุนประเภทนี้ไว้บริการ ถ้าตอนนี้ยังไม่มี ก็คงมีในอนาคตอันใกล้ แต่นั่นไม่ใช่ข้อจำกัดสำหรับคนที่สนใจ เพราะถ้าคิดว่าแนวคิดที่ บลจ.บัวหลวงแนะนำนั้น “เข้าเค้า” ก็ลองแสวงหากองทุนที่ใกล้เคียงจาก บลจ.อื่นๆ
เพราะลองถ้าเป็นเรื่องเงินๆ ทองๆ เรื่องการลงทุน ไม่ต้องเกรงใจกัน แค่แอบหวังเล็กๆ เบาๆ ว่า บลจ.บัวหลวง เจ้าของไอเดียคงไม่ว่าอะไร
.......................................
(หมายเหตุ แก่แล้วไปไหน? : คอลัมน์ วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน โดย... ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected] )



