
'ปู'ย้ำครม.สมุยทุ่มงบพัฒนา4จว.อ่าวไทย
"ยิ่งลักษณ์" แจงประชุม ครม.สัญจรภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย อนุมัติงบ 4 หมื่นกว่าล้าน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การเกษตร คุณภาพชีวิต ระบบคมนาคมเชื่อมอ่าวไทย-อันดามัน รองรับท่องเที่ยว พร้อมไฟเขียวงบจังหวัดละ 100 กว่าล้าน ชูนครศรีฯโมเดล ต้นแบบปราบยาเสพติด "ปลอดประสพ" ประ
วันที่ 27 ต.ค.55 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "รัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน" ถึงผลการประชุม ครม.นอกสถานที่ 4 จังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ซึ่งเป็นการประชุมครม.สัญจรครั้งที่ 7 ว่า ฝั่งอ่าวไทยถือว่ามีความสำคัญในการสร้างรายได้ทางเศรฐกิจไม่แพ้ฝั่งอันดามัน และมีความสำคัญด้านการเกษตร โดยเฉพาะน้ำมันปาล์ม ยางพารา นอกจากนี้ ลงไปดูเส้นทางคมนาคมทางบก เรือ และ อากาศ และดูเรื่องแหล่งน้ำจืด เนื่องจากที่ผ่านมาหลายพื้นที่เรียกร้องให้หาแหล่งน้ำหรือพื้นที่ต้นน้ำ จึงพัฒนาแหล่งเก็บน้ำเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง และส่งให้ประปาภูมิภาคเพื่อให้ประชาชนใช้และรองรับนักท่องเที่ยว นอกจากนี้จะพัฒนาแหล่งน้ำให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวใน จ.สุราษฎร์ธานี อาทิ อ่างเก็บน้ำธารประเวศ อ.เกาะพะงัน และบึงขุนทะเล โดยเฉพาะน้ำตกธารเสด็จ ซึ่งรัชกาลที่ 5 เคยเสด็จ จะพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวมีการเชื่อมเส้นทางคมนาคมผ่านเส้นทางภูเขาใน อ.สิชล มา อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช
นายกฯ กล่าวอีกว่า ครม.ยังได้เห็นชอบการพัฒนาโครงข่ายคมนาคม จะมีการเชื่อมระหว่างฝั่งอ่าวไทยกับฝั่งอันดามัน โดยมีมติให้กระทรวงคมนาคมศึกษาทั้งหมดทั้งทางบก เรือ อากาศ เพื่อให้การคมนาคมขนส่งสะดวกสบายขึ้น นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาแหล่งมรดกที่ส่งเสริมพุทธศาสนา คือ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช โดยเห็นชอบให้พัฒนาพื้นที่รอบวัด และป้องกันน้ำท่วม เพื่อผลักดันเป็นมรดกโลก ซึ่งต้องทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ และให้จ.นครศรีธรรมราช เป็นต้นแบบในการป้องกันปราบปรามยาเสพติดของประเทศ โดยให้ทางจังหวัดเข้าไปทำงานร่วมกับพี่น้องประชาชนและแยกกลุ่มเสี่ยงออกมา
นายกฯ กล่าวว่า ในการประชุมครม.นอกสถานที่ มีโครงการที่ได้รับการอนุมัติงบประมาณ โดยในกลุ่มจังหวัดเฉลี่ยกลุ่มจังหวัดละ 100 ล้านบาท เป็นการเร่งด่วน ส่วนกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยก็อนุมัติเลย 500 ล้านบาท นอกจากนี้ อนุมัติเห็นชอบหลักการกรอบข้อเสนอแผนงานและโครงการในพื้นที่กลุ่มจังหวัด ภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยทั้ง 4 จังหวัด วงเงินรวม 4 หมื่นล้านบาท เช่น ท่องเที่ยว 7 พันล้าน การยกระดับคุณภาพชีวิต 3 หมื่นล้านบาท
"ปลอดประสพ" วอนอย่ากเรียก "แล้ง" แค่ปีนี้น้ำน้อย
นายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะประธานณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) กล่าวในรายการ "รัฐบาลยิ่งลักษณ์ พบประชาชน" ถึงปัญหาภัยแล้งว่า พูดว่าแล้งดูรุนแรงไป เอาเป็นว่าปีนี้น้ำน้อยกว่าปีที่ผ่านมา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือฝนน้อยกว่าเกณฑ์เฉลี่ยประมาณ 10-15% ขึ้นต้นมาดี แต่ฝนก็ทิ้งช่วงมา แต่ยังไม่ถึงขั้นแห้งแล้งเหมือนแอฟริกา แต่มันไม่ได้มีน้ำเหลือเฟือ โดยเฉพาะน้ำเพื่อทำการเกษตร แต่ยืนยันว่าน้ำกิน น้ำใช้ อุปโภคยังปกติ พืชที่ใช้น้ำน้อยยังทำได้
นายปลอดประสพ กล่าวว่า นายกฯได้สั่งว่าประชาชนจะขาดแคลนน้ำไม่ได้ เมื่อน้ำน้อยก็ต้องใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ กบอ.ก็ประชุมกันว่าเมื่อน้ำน้อยก็ต้องหาจากแหล่งต้นทุนจากฟ้าและใต้ดิน ทุกคนต้องได้เท่ากัน และน้ำกินน้ำใช้ต้องมากพอ บนยุทธศาสตร์ที่ว่า แบ่งเป็นกลยุทธ์เป็น 7-8 ข้อ จากง่ายไปยาก จากฟ้าคือฝนเทียมทำมาเป็นครั้งที่ 3 แล้ว ซึ่งในภาคอีสานจะหยุดทำฝนเทียมในวันที่ 15 ต.ค.ของทุกปี แต่ปีนี้จำเป็นต้องทำ ได้น้อยก็ต้องทำ ไม่ต้องมาพูดว่าคุ้มหรือไม่คุ้ม
"ปีนี้ยังโชคดีสิ่งศักดิ์กรุณาส่งพายุเซินตินห์มาให้อีกลูก เชื่อว่าปีนี้น่าจะทำฝนเทียมไปได้อีก 15 วัน และตกที่ไหนไม่สำคัญขอให้ตก และจะไม่ยอมเสียน้ำ เขื่อนซึ่งเคยเปิดแม้ว่าจะหรี่ ก็ปล่อยน้ำลงแม่น้ำไหลลงทะเล แต่ปีนี้น้ำน้อยเขื่อนปิดหมดเอาน้ำลงทุ่งเพื่อให้ทุ่งชื้นและมีน้ำ" นายปลอดประสพ กล่าว
นายปลอดประสพ กล่าวอีกว่า สำหรับภาคอีสานปิดเขื่อนปากมูล ซึ่งต้องขอบคุณพี่น้องชาวเขื่อนปากมูลและสมัชชาคนจนที่เข้าใจ เพราะข้อตกลงเดิมปิดเดือน พ.ย. แต่เราปิดก่อน 1 เดือนทำให้เราได้น้ำวันละ 120 ล้านคิว และจะมีการเจาะน้ำบาดาลเพิ่มประมาณ 2,000 จุด โดยเน้นที่น้ำกิน น้ำใช้ และจะมีการผันน้ำเข้าลุ่มน้ำน่านและลุ่มน้ำยม ส่วนภาคกลางตอนล่างตั้งแต่ลุ่มน้ำท่าจีน แม่กลอง เข้าไปลุ่มน้ำเจ้าพระยาและอาจเลยถึงสุพรรณบุรี สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะรื้อฟื้นโครงการสูบน้ำด้วยไฟฟ้า โดยดูว่าจะจุดใดที่มีน้ำต้นทุน 5 แสนถึง 1 ล้าน ก็จะดูดน้ำขึ้นถังแล้วลงท่อ ซึ่งพื้นที่รับน้ำจะอยู่ที่พันถึง 3 พันไร่ จะเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะจุดในพืนที่ที่ต้องการใช้น้ำและมีน้ำต้นทุน
นายปลอดประสพ ยังกล่าวถึงการควบคุมปริมาณน้ำ การปล่อยน้ำว่า ที่ผ่านมาดูเฉพาะในลุ่มน้ำเจ้าพระยาเท่านั้น ไม่ได้แตะต้องในภาคตะวันออกเฉียงเหนือแม้แต่นิดเดียว จึงอยากเรียนประชาชนว่า อย่าไปเชื่อข้อกล่าวหา และผู้ที่กล่าวหาก็ไม่ถูกต้องไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น ส่วนการช่วยเหลือของรัฐบาลก็มีนโยบายให้ความช่วยเหลือแน่นอน ในเกณฑ์เดิม ขณะนี้ต้องสำรวจ เพียงแต่ว่าถ้ากรมประชลประทานแนะนำว่าอย่าปลูกอะไรต้องเชื่อ ไม่เช่นนั้นอาจเกิดความเสียหาย



